เป็นโยคีทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่
และหลังจากตายไปแล้ว
โยคีบรมหงส์ โยคานันทะ ละสังขาร(ภาษาโยคะเรียกว่า เข้ามหาสมาธิ คือวิญญาณออกจากร่าง)ที่เมืองลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 1952 หลังจากไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรอง ฯพณฯ พินัย อาร์. เสน เอกอัครราชทูตอินเดียประจำสหรัฐอเมริกา
ท่านบรมครูของโลกท่านนี้ได้แสดงให้เห็นคุณค่าของโยคะ(เทคนิควิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อการเข้าถึงพระเป็นเจ้า)ทั้งในช่วงที่มีอยู่ในโลกนี้และในช่วงหลังจากตายแล้ว หลังจากที่ท่านละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วนานกว่าสามสัปดาห์แต่ใบหน้าของท่านกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยังคงเปล่งปลั่งด้วยรัศมีแห่งธรรม
มร.แฮร์รี ที. โรว์ ผู้อำนายการสุสาน ฟอเรสต์ ลอว์น เมมโมเรียล-พาร์ก นครลอสแองเจลิส(ซึ่งเป็นที่เก็บศพของท่านบรมครู) ได้ส่งจดหมายถึงสมาคมสัจพัฒนาตนเองแจ้งมาว่า
“ไม่มีร่องรอยที่สามารถมองเห็นด้วยสายตาว่าเกิดการเน่าเปื่อยในซากศพของท่านบรมหงส์ โยคานันทะ หลังจากที่ได้ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษจากประสบการณ์ของเรา ….ไม่มีการเปื่อยเน่าของร่างกายปรากฏให้เห็นในซากศพของท่านโยคีแม้ว่าท่านจะเสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลาถึง 20 วันแล้วก็ตาม……ไม่มีการเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็นที่ผิวหนังของท่าน และก็ไม่มีการเหือดแห้งของเนื้อเยื่อในร่างกายของท่านปรากฏให้เห็นอีกเหมือนกัน สภาวะทางร่างกายที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยสมบูรณ์เท่าที่เราทราบจากข้อมูลของสุสานที่เก็บไว้ทราบว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน…..เมื่อแรกรับศพของท่านโยคานันทะมานั้น บุคลากรประจำสุสานเมื่อมองผ่านโลงศพที่ปิดด้วยผ้าครอบแก้วต่างคาดว่าจะเห็นความเปื่อยเน่าของร่างกายตามปกติ ความประหลาดใจของเราเพิ่มมากขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไปในแต่ละวันเราได้ตรวจดูแต่ไม่เห็นอาการเปื่อยเน่าของศพแต่อย่างใด ศพของท่านโยคานันทะมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม….ไม่มีลักษณะเน่าเปื่อยปรากฏให้เห็นในศพของท่านไม่ว่าจะในเวลาใด…
“สภาพของศพของท่านโยคานันทะในวันที่ 27 มีนาคมอันเป็นวันก่อนที่จะนำฝาครอบบรอนซ์มาครอบปิดที่โลงศพ มีสภาพเช่นเดียวกับศพเมื่อแรกเสียชีวิตเมื่อ 7 มีนาคม ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ศพของท่านยังดูสดๆและไม่มีสภาพเน่าเปื่อยยังเป็นเหมือนเมื่อตอนคืนที่ท่านเสียชีวิตนั้น วันที่ 27 มีนาคม ซึ่งหากเป็นศพปกติก็จะเน่าเปื่อยแต่ว่าศพของท่านโยคานันทะกลับไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เราจึงขอแถลงย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ากรณีของท่านบรมหงส์ โยคานันทะนี้ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน”
วันอาทิตย์, กันยายน 16, 2007
คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง
คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง
ผมเคยตั้งใจนานแล้วว่าจะยกร่างแปลหนังสือเรื่อง Autobiography of A yogi ของท่านโยคี Paramahansa Yogananda เสียใหม่อีกสักครั้ง เพราะเท่าที่ได้แปลและเรียบเรียงไว้เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้วและผ่านการตีพิมพ์มาถึง 3 ครั้งนั้น เป็นการแปลและเรียบเรียงในแบบรวบรัดเพื่อให้ทันกับความต้องการอย่างรีบด่วนของตลาด จึงทำให้มีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มากแห่ง
สำหรับในการแปลคราวนี้ของผม เป็นการทำงานที่ไม่มีปัจจัยเรื่องเวลามาบีบบังคับมากนัก ผมจึงมีอิสระในการแปลมากขึ้นและก็ได้ใช้ความอุตสาหะและความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น แห่งใดที่ถอดความไม่ออกจริงๆผมต้องใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละ และหากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่นอกเหนือจากมิติธรรมดาของชาวโลก เช่น ใช้วิธีอธิษฐานจิตติดต่อถึงผู้แต่งโดยตรงผมก็ยังเคยทำ ซึ่งข้อนี้ถึงบางท่านอาจจะไม่เชื่อว่าทำได้แต่ผมขอยืนยันว่าสามารถทำได้จริงๆ และผมก็ทำสำเร็จมาแล้วด้วย
อย่างไรก็ดี งานแปลชิ้นนี้ก็ยังถือว่ามีความยากมากอยู่เหมือนเมื่อครั้งแปลเมื่อ 20 ปีกว่าที่แล้ว ผมจึงยังละบางแห่งบางตอนไว้ไม่กล้าที่จะแปลเพราะกลัวว่าจะเพี้ยนผิดไปจากเจตจำนงในการเขียนของผู้แต่ง แต่ส่วนที่ละไว้นี้ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยคือเพียง 10 % เท่านั้นเอง
สำหรับท่านที่อ่านภาษาอังกฤษได้แตกฉาน ผมขออนุญาตแนะนำให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษโดยตรง ท่านก็จะได้อรรถรสที่เพียบพร้อม ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษสามารถหาอ่านได้จาก ออนไลน์ของเว็บไซต์ต่างๆในอินเตอร์เน็ต และที่ควรให้ความสนใจอีกจุดหนึ่งของหนังสือเรื่องนี้ คือเชิงอรรถที่มีอยู่ตามบทต่างๆ เป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐที่ยากนักจะหาได้จากหนังสือเรื่องอื่น
ขอความสุขสงบแห่งจิตวิญญาณจงบังเกิดแก่ทุกท่านที่อ่านหนังสือเรืองนี้โดยทั่วหน้ากัน.
ท.ธีรานันท์
ผมเคยตั้งใจนานแล้วว่าจะยกร่างแปลหนังสือเรื่อง Autobiography of A yogi ของท่านโยคี Paramahansa Yogananda เสียใหม่อีกสักครั้ง เพราะเท่าที่ได้แปลและเรียบเรียงไว้เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้วและผ่านการตีพิมพ์มาถึง 3 ครั้งนั้น เป็นการแปลและเรียบเรียงในแบบรวบรัดเพื่อให้ทันกับความต้องการอย่างรีบด่วนของตลาด จึงทำให้มีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มากแห่ง
สำหรับในการแปลคราวนี้ของผม เป็นการทำงานที่ไม่มีปัจจัยเรื่องเวลามาบีบบังคับมากนัก ผมจึงมีอิสระในการแปลมากขึ้นและก็ได้ใช้ความอุตสาหะและความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น แห่งใดที่ถอดความไม่ออกจริงๆผมต้องใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละ และหากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่นอกเหนือจากมิติธรรมดาของชาวโลก เช่น ใช้วิธีอธิษฐานจิตติดต่อถึงผู้แต่งโดยตรงผมก็ยังเคยทำ ซึ่งข้อนี้ถึงบางท่านอาจจะไม่เชื่อว่าทำได้แต่ผมขอยืนยันว่าสามารถทำได้จริงๆ และผมก็ทำสำเร็จมาแล้วด้วย
อย่างไรก็ดี งานแปลชิ้นนี้ก็ยังถือว่ามีความยากมากอยู่เหมือนเมื่อครั้งแปลเมื่อ 20 ปีกว่าที่แล้ว ผมจึงยังละบางแห่งบางตอนไว้ไม่กล้าที่จะแปลเพราะกลัวว่าจะเพี้ยนผิดไปจากเจตจำนงในการเขียนของผู้แต่ง แต่ส่วนที่ละไว้นี้ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยคือเพียง 10 % เท่านั้นเอง
สำหรับท่านที่อ่านภาษาอังกฤษได้แตกฉาน ผมขออนุญาตแนะนำให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษโดยตรง ท่านก็จะได้อรรถรสที่เพียบพร้อม ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษสามารถหาอ่านได้จาก ออนไลน์ของเว็บไซต์ต่างๆในอินเตอร์เน็ต และที่ควรให้ความสนใจอีกจุดหนึ่งของหนังสือเรื่องนี้ คือเชิงอรรถที่มีอยู่ตามบทต่างๆ เป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐที่ยากนักจะหาได้จากหนังสือเรื่องอื่น
ขอความสุขสงบแห่งจิตวิญญาณจงบังเกิดแก่ทุกท่านที่อ่านหนังสือเรืองนี้โดยทั่วหน้ากัน.
ท.ธีรานันท์
ป้ายกำกับ:
buy books,
buy text books,
sell college books
คำนิยม
คำนิยม
โดย ดร.ดับเบิลยู.วาย.อีแวนส์-เวนตซ์
คุณค่าของหนังสือเรื่อง อัตชีวประวัติ (Autobiography) ของท่านโยคานันทะเพิ่มทวีขึ้นมามากมายจากข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเพียงไม่กี่เล่มซึ่งเกี่ยวกับนักปราชญ์ของอินเดียที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่มิใช่นักนิเทศศาสตร์หรือชาวต่างประเทศแต่ทว่าโดยบุคคลที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาทางนี้โดยตรง กล่าวโดยสรุปก็คือว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับโยคีที่เขียนขึ้นโดยโยคีนั่นเอง หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญทั้งในปัจจุบันกาลและในอนาคตกาลเพราะเป็นเรื่องกล่าวถึงชีวิตและอานุภาพที่ไม่ธรรมดาของบรรดาโยคีฮินดูยุคใหม่ ข้าพเจ้าได้รู้จักกับท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทั้งที่อินเดียและที่อเมริกา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะชื่นชอบงานของท่าน ข้อมูลของชีวิตที่ไม่ธรรมดาของท่านได้เปิดเผยถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณของชาวฮินดู และสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณของอินเดียเท่าที่เคยถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในตะวันตก ข้าพเจ้ามีโชคที่ได้พบปะกับโยคีท่านหนึ่งซึ่งประวัติชีวิตของท่านก็มีกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ด้วย คือ ท่านศรียุกเตศวร คิรี รูปภาพของท่านผู้นี้ก็มีอยู่ในหนังสือเรื่อง Tibetan Yoga and Secret Doctrine ของข้าพเจ้าด้วยแล้ว ที่เมืองปุรีแคว้นโอริสสาริมอ่าวเบงกอลข้าพเจ้าได้พบกับท่านศรียุกเตศวร ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นเจ้าอาศรมที่ปลีกวิเวกใกล้ชายฝั่งทะเลและเต็มไปด้วยศิษยานุศิษย์วัยรุ่นที่มารับการฝึกอบรมทางจิต ท่านได้แสดงความสนใจเป็นอย่างมากในสวัสดิภาพของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาและผู้คนในทวีปอเมริกาทั้งปวง ตลอดจนประชาชนชาวอังกฤษด้วย และท่านก็ได้ซักถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับกิจกรรมในแดนไกลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมในแคลิฟอร์เนียของศิษย์คนโตของท่านคือท่านบรมหงส์ โยคานันทะซึ่งเป็นศิษย์ที่ท่านรักมากและท่านได้ส่งไปเป็นทูตทางศาสนาของท่านที่ดินแดนตะวันตกในปี ค.ศ.1920 ท่านศรียุกเตศวรเป็นคนสุภาพเรียบร้อยมีน้ำเสียงอ่อนโยนสมกับที่เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน ทุกคนที่รู้จักท่านไม่ว่าจะเป็นคนในแวดวงของท่านเองหรือคนจากภายนอกต่างก็ให้ความยกย่องท่านเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าเองยังจดจำร่างที่สูงและตั้งตรงสมกับเป็นนักบวชของท่านได้ ท่านแต่งกายด้วยชุดผ้ากาสาวพัสตร์อันแสดงถึงความเป็นผู้สละโลก ในขณะที่ท่านมายืนต้อนรับข้าพเจ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าอาศรม ท่านไว้ผมยาวหยักศกมีหนวดเครารุ่มร่ามที่ใบหน้า ร่างกายของท่านแข็งแรงล่ำสัน แต่ก็มีลักษณะสันทัดได้สัดส่วน ส่วนการก้าวเดินของท่านก็เต็มไปด้วยพลัง ท่านมีถิ่นพำพักในโลกนี้อยู่ที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ชื่อปุรี อันเป็นที่แสวงบุญของชาวฮินดูที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกภาคของอินเดีย นักแสวงบุญเหล่านี้ต่างก็เดินทางมาแสวงบุญที่วัดชื่อเสียงโด่งดังคือวัดชคนาถ(แปลว่าผู้เป็นที่พึ่งของโลก) ที่เมืองปุรีนี้เองที่ท่านศรียุกเตศวรละสังขารจากโลกนี้เมื่อปี ค.ศ. 1936 หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในโลกนี้ในฐานะองค์อวตารแล้ว
ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสได้เขียนถึงลักษณะอันสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์ของท่านศรียุกเตศวรไว้ ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าท่านเป็นนักบวชที่ปลีกตัวอยู่อย่างสงบและมีชีวิตตามอุดมคติเหมือนอย่างที่ท่านบรมหงส์ โยคานันทะศิษย์ของท่านได้พรรณนาไว้ในหนังสือเล่มนี้ทุกประการ.
ดับเบิลยู.อีแวนส์-เวนตซ์
โดย ดร.ดับเบิลยู.วาย.อีแวนส์-เวนตซ์
คุณค่าของหนังสือเรื่อง อัตชีวประวัติ (Autobiography) ของท่านโยคานันทะเพิ่มทวีขึ้นมามากมายจากข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเพียงไม่กี่เล่มซึ่งเกี่ยวกับนักปราชญ์ของอินเดียที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่มิใช่นักนิเทศศาสตร์หรือชาวต่างประเทศแต่ทว่าโดยบุคคลที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาทางนี้โดยตรง กล่าวโดยสรุปก็คือว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับโยคีที่เขียนขึ้นโดยโยคีนั่นเอง หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญทั้งในปัจจุบันกาลและในอนาคตกาลเพราะเป็นเรื่องกล่าวถึงชีวิตและอานุภาพที่ไม่ธรรมดาของบรรดาโยคีฮินดูยุคใหม่ ข้าพเจ้าได้รู้จักกับท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทั้งที่อินเดียและที่อเมริกา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะชื่นชอบงานของท่าน ข้อมูลของชีวิตที่ไม่ธรรมดาของท่านได้เปิดเผยถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณของชาวฮินดู และสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณของอินเดียเท่าที่เคยถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในตะวันตก ข้าพเจ้ามีโชคที่ได้พบปะกับโยคีท่านหนึ่งซึ่งประวัติชีวิตของท่านก็มีกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ด้วย คือ ท่านศรียุกเตศวร คิรี รูปภาพของท่านผู้นี้ก็มีอยู่ในหนังสือเรื่อง Tibetan Yoga and Secret Doctrine ของข้าพเจ้าด้วยแล้ว ที่เมืองปุรีแคว้นโอริสสาริมอ่าวเบงกอลข้าพเจ้าได้พบกับท่านศรียุกเตศวร ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นเจ้าอาศรมที่ปลีกวิเวกใกล้ชายฝั่งทะเลและเต็มไปด้วยศิษยานุศิษย์วัยรุ่นที่มารับการฝึกอบรมทางจิต ท่านได้แสดงความสนใจเป็นอย่างมากในสวัสดิภาพของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาและผู้คนในทวีปอเมริกาทั้งปวง ตลอดจนประชาชนชาวอังกฤษด้วย และท่านก็ได้ซักถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับกิจกรรมในแดนไกลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมในแคลิฟอร์เนียของศิษย์คนโตของท่านคือท่านบรมหงส์ โยคานันทะซึ่งเป็นศิษย์ที่ท่านรักมากและท่านได้ส่งไปเป็นทูตทางศาสนาของท่านที่ดินแดนตะวันตกในปี ค.ศ.1920 ท่านศรียุกเตศวรเป็นคนสุภาพเรียบร้อยมีน้ำเสียงอ่อนโยนสมกับที่เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน ทุกคนที่รู้จักท่านไม่ว่าจะเป็นคนในแวดวงของท่านเองหรือคนจากภายนอกต่างก็ให้ความยกย่องท่านเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าเองยังจดจำร่างที่สูงและตั้งตรงสมกับเป็นนักบวชของท่านได้ ท่านแต่งกายด้วยชุดผ้ากาสาวพัสตร์อันแสดงถึงความเป็นผู้สละโลก ในขณะที่ท่านมายืนต้อนรับข้าพเจ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าอาศรม ท่านไว้ผมยาวหยักศกมีหนวดเครารุ่มร่ามที่ใบหน้า ร่างกายของท่านแข็งแรงล่ำสัน แต่ก็มีลักษณะสันทัดได้สัดส่วน ส่วนการก้าวเดินของท่านก็เต็มไปด้วยพลัง ท่านมีถิ่นพำพักในโลกนี้อยู่ที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ชื่อปุรี อันเป็นที่แสวงบุญของชาวฮินดูที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกภาคของอินเดีย นักแสวงบุญเหล่านี้ต่างก็เดินทางมาแสวงบุญที่วัดชื่อเสียงโด่งดังคือวัดชคนาถ(แปลว่าผู้เป็นที่พึ่งของโลก) ที่เมืองปุรีนี้เองที่ท่านศรียุกเตศวรละสังขารจากโลกนี้เมื่อปี ค.ศ. 1936 หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในโลกนี้ในฐานะองค์อวตารแล้ว
ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสได้เขียนถึงลักษณะอันสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์ของท่านศรียุกเตศวรไว้ ณ ที่นี้ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าท่านเป็นนักบวชที่ปลีกตัวอยู่อย่างสงบและมีชีวิตตามอุดมคติเหมือนอย่างที่ท่านบรมหงส์ โยคานันทะศิษย์ของท่านได้พรรณนาไว้ในหนังสือเล่มนี้ทุกประการ.
ดับเบิลยู.อีแวนส์-เวนตซ์
บทที่ 1
บทที่ 1
มารดาบิดาและชีวิตในเยาว์วัยของอาตมา
ลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมอินเดียที่มีมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ การแสวงหาความจริงสูงสุด(ความจริงอันติมะ)และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างศิษย์กับคุรุ (ครูอาจารย์) วิถีชีวิตของอาตมาเองได้ชักพาให้ได้ไปพบกับโยคีผู้ดำเนินชีวิตดุจศาสดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตอันงดงามของท่านได้ถูกจารึกไว้ชั่วกาลนาน ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาบรมคุรุผู้ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของอินเดีย ซึ่งบรมคุรุเหล่านี้ได้อุบัติขึ้นมาในแต่ละยุคสมัยได้ช่วยปกป้องคุ้มครองอินเดียของพวกท่านมิให้ต้องมีชะตากรรมเลวร้ายเหมือนอย่างอียิปต์และบาบิโลนโบราณ
อาตมายังสามารถระลึกถึงชีวิตในช่วงเกิดมาใหม่ๆได้ และการระลึกได้ของอาตมานี้มีขีดความสามารถย้อนไปได้ไกลถึงอดีตชาติที่เคยเวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่าได้อีกด้วย แต่ที่ระลึกได้แจ่มชัดที่สุดคือช่วงที่ไปเกิดเป็นโยคีอยู่ในท่ามกลางหิมะที่เทือกเขาหิมาลัย การระลึกชาติได้นี้ได้เกิดการเชื่อมโยงกันทางมิติจนทำให้อาตมาสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้อีกด้วย
อาตมายังจำช่วงชีวิตที่ยังเป็นทารกนอนแบเบาะได้ ตอนนั้นอาตมารู้สึกอึดอัดใจมากที่ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนและพูดจาสื่อสารแสดงความรู้สึกของตนเองโดยอิสระให้คนอื่นได้เข้าใจได้ อาตมาก็ได้แต่นอนสวดมนต์ภาวนาในขณะที่ร่างกายทำอะไรเองตามความต้องการไม่ได้ วิญญาณของอาตมาในตอนที่จุติมาเกิดใหม่นั้นสามารถรู้ได้หลายภาษา แต่ความสับสนทางภาษาของวิญญาณภายในก็ค่อยๆหมดไปเมื่ออาตมามาเคยชินกับภาษาเบงกาลีซึ่งญาติพี่น้องที่อยู่รอบข้างของอาตมาได้ใช้พูดจากัน ความรู้สึกของอาตมาในตอนที่เป็นทารกนั้นก็วนเวียนอยู่กับเรื่องใกล้ต้ว คือที่ของเล่นและที่เรื่องมือเท้าที่ตัวเองเห็นอยู่เท่านั้นเอง
เมื่ออาตมาต้องการอะไรแล้วร่างกายมันไม่สนองตอบได้อย่างใจอาตมาก็ได้ใช้วิธีส่งเสียงร้อง ซึ่งก็ยังจำได้ว่าเสียงร้องของอาตมาได้สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้แก่คนในครอบครัวมาก และอาตมาก็ยังจำช่วงที่ตัวเองมีความรู้สึกเป็นสุขมากคือตอนที่โยมแม่เอามือสัมผัสโอบกอด และตอนที่อาตมาเริ่มหัดพูดและหัดเดิน ซึ่งสิ่งที่เราหัดแล้วทำได้สำเร็จนี้แม้ว่าจะถูกลืมไปได้ง่ายๆแต่ก็เป็นรากฐานให้เกิดความมั่นใจแก่เราได้เหมือนกัน
การระลึกชาติได้ของอาตมานี้ไม่ใช่ทำได้แต่เฉพาะอาตมาเท่านั้น แต่ยังมีโยคีอีกหลากหลายท่านสามารถระลึกชาติได้หลายต่อหลายชาติติดต่อกันโดยไม่ขาดสาย โดยท่านเหล่านั้นสามารถรู้ว่าเมื่อตายจากชาติหนึ่งแล้วไปเกิดเป็นอะไรบ้างในชาติต่อๆไป ซึ่งหากว่ามนุษย์เรามีแค่ร่างกายเท่านั้น เมื่อร่างกายแตกดับตายไปแล้วก็จะเป็นอันสิ้นสุดความเป็นคนกันเท่านั้นเอง แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น หากศาสดาทั้งหลายตั้งแต่ปางบรรพ์มาแล้วพูดความจริง ก็หมายความว่ามนุษย์เราโดยแก่นแท้มีสภาพเป็นวิญญาณที่เป็นนามธรรมและสามารถอยู่ได้ในที่ทุกหนแห่ง
แม้ว่าการระลึกชาติได้ในวัยเด็กของอาตมานี้จะเป็นเรื่องประหลาดก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หาได้ยากเย็นอะไรเลย ในช่วงที่อาตมาเดินทางไปตามดินแดนต่างๆหลายๆแห่ง อาตมาก็เคยได้ยินเรื่องการระลึกชาติได้ในช่วงที่ยังอายุน้อยๆอยู่นี้จากปากของผู้คนทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่เหมือนกัน
อาตมาเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1893 ที่โครัขปูร์ ทางตอนเหนือของอินเดีย ใกล้กับเทือกเขาหิมาลัย ที่โครัขปูร์นี่เองที่อาตมาใช้ชีวิตอยู่ถึง 8 ปี พวกเราในครอบครัวมีอยู่ด้วยกัน 8 คน โดย 4 คนเป็นเพศชาย อีก 4 คนเป็นเพศหญิง อาตมามีชื่อว่า มุกุนท์ โฆส เป็นลูกชายคนที่ 2 และเป็นลูกคนที่ 4 ของตระกูล
โยมพ่อและโยมแม่ของอาตมาเป็นชาวเบงกาลี เป็นคนในวรรณะกษัตริย์ ทั้งโยมพ่อและโยมแม่ผ่านการอบรมบ่มนิสัยในแนวทางประเสริฐทางพระศาสนามาเป็นอย่างดี ท่านทั้งสองดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความรักความสงบความเยือกเย็นและความภาคภูมิใจซึ่งกันและกัน ท่านทั้งสองไม่เคยแสดงอาการคึกคะนองหรือทะเลาะวิวาทออกมาให้ใครเห็นเลย ความสามัคคีปรองดองกันในระหว่างโยมพ่อกับโยมแม่นี้เอง ได้ส่งผลให้ครอบครัวเรามีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขโดยมีพ่อและแม่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ลูกๆทั้ง 8 คน
โยมพ่อของอาตมาชื่อ ภคบดี จรัญ โฆส ท่านเป็นคนมีเมตตาแต่มีนิสัยเงียบขรึมอยู่ตลอดเวลา พวกเราลูกๆ รักโยมพ่อกันมาก แต่ก็ไม่ค่อยจะสนิทสนมกับท่านมากนัก โยมพ่อเป็นคนเก่งทางคณิตศาสตร์และตรรกวิทยามาก และท่านก็ดำเนินชีวิตโดยใช้สติปัญญาของตัวเองเป็นหลัก ส่วนโยมแม่เป็นคนใจบุญสุนทร์ทาน และได้สอนพวกเราโดยอาศัยหลักเมตตาธรรมเสมอ หลังจากโยมแม่เสียชีวิตแล้วโยมพ่อได้แสดงความรักความเมตตาที่เคยเก็บเอาไว้ภายในออกมาให้พวกเราได้เห็นอยู่เสมอ อาตมาเคยสังเกตเห็นแววตาของโยมพ่อได้เปลี่ยนมาเป็นแววตาที่อ่อนโยนของโยมแม่จริงๆ
ในตอนที่โยมแม่ยังมีชีวิตอยู่นั้นพวกเราลูกๆได้รับการอบรมสั่งสอนให้ได้คุ้นเคยกับคัมภีร์ของศาสนาฮินดูต่างๆ ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนยาขมหม้อใหญ่สำหรับพวกเรา โดยโยมแม่ได้นำข้อความจากคัมภีร์มหาภารตยุทธ์และคัมภีร์รามายณะมาอ่านให้พวกเราฟังพร้อมกับอธิบายความและอบรมบ่มนิสัยพวกเราพร้อมกันไปด้วย
พวกเราลูกๆจะแสดงความเคารพต่อโยมพ่อโดยในตอนเย็นๆ โยมแม่ก็จะอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกๆอย่างพิถีพิถันแล้วให้ไปรอรับโยมพ่อกลับจากที่ทำงาน ซึ่งโยมพ่อทำงานโดยมีตำแหน่งเป็นรองประธานของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียบริษัทหนึ่ง ซึ่งสมัยนั้นอินเดียยังอยู่ในความปกครองของประเทศอังกฤษ คือ บริษัทรถไฟสายเบงกอล-นาคปูร์ หน้าที่การงานของโยมพ่อ ต้องโยกย้ายไปโน่นมานี่เสมอๆจึงทำให้ครอบครัวของเราได้ไปโยกย้ายไปอยู่หลายเมืองในช่วงที่พวกเรายังเล็กๆกันอยู่นั้น
โยมแม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีแก่คนที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ ส่วนโยมพ่อนั้นก็มีจิตเมตตาปรากฏให้เห็นเหมือนกัน แต่ท่านก็ยังนึกถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวและกระเป๋าเงินที่จะใช้จ่ายด้วยเหมือนกัน รายจ่ายของโยมแม่ในสองสัปดาห์ที่นำไปใช้จ่ายเลี้ยงดูคนยากคนจนนั้นมีจำนวนมากเท่ากับเงินเดือนของโยมพ่อทั้งเดือนเลยทีเดียว
“พี่อยากจะขอร้องน้องหน่อยได้ไหม” โยมพ่อพูด “คืออยากให้น้องใจบุญสุนทร์ทานอย่างมีขอบเขตจำกัดเสียบ้าง” แม้ว่าโยมพ่อจะพูดจาตักเตือนดีๆไม่รุนแรงอะไรมากนัก แต่มันก็ทำให้โยมแม่เสียใจมาก โยมแม่จะไม่แสดงออกมาให้ลูกๆได้รู้ว่าเกิดขัดใจกับโยมพ่อ แต่จะใช้วิธีเรียกรถม้าให้มารับเป็นการแสดงอาการงอนให้โยมพ่อง้อ
“ลาละนะทุกคน ฉันเป็นคนไม่ดีจะกลับไปอยู่ที่บ้านแม่ของฉันแล้ว” คือคำขาดของหญิงอินเดียโบราณที่โยมแม่นำมาใช้พูดกับโยมพ่อ
พวกเราลูกๆพอได้ยินเช่นนั้นก็พากันร้องไห้กระจองอแง แต่ในที่สุดก็ได้โยมลุงญาติทางโยมแม่มาช่วยเจรจาเพื่อให้โยมพ่อกับโยมแม่ปรองดองกัน โดยลุงคนนี้เดินมากระซิบที่หูของโยมพ่อบอกวิธีเก่าแก่ที่คนโบราณของอินเดียนิยมใช้กันเมื่อเกิดมีปากมีเสียงกันขึ้นระหว่างสามีภรรยา หลังจากที่โยมพ่อพูดคำประนีประนอมนี้ออกไปเพียงไม่กี่คำ โยมแม่ก็ยิ้มออกมาได้และก็ได้กระโดดลงมาจากลดม้า เป็นอันว่าการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโยมพ่อกับโยมแม่ก็ได้ลงเอยด้วยดี มีอีกเรื่องหนึ่งที่โยมพ่อกับโยมแม่มีปากมีเสียงกันเพราะเรื่องใจบุญของโยมแม่ที่อาตมาอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ฟัง
“เอาเงินมาให้ฉันสักสิบรูปีสิ จะเอาให้หญิงตกทุกข์ได้ยากที่เขาบากหน้ามาขอถึงที่บ้านเรา” โยมแม่ยิ้มประจบโยมพ่อเพื่อขอเงิน
“เอามากมายตั้งสิบรูปีเลยเชียวรึ รูปีเดียวก็น่าจะพอแล้ว” โยมพ่อติงและให้เหตุผลต่อไปว่า “เมื่อพ่อและปู่ย่าของฉันเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนนั้น ฉันเคยได้รู้รสของความยากจนข้นแค้นเป็นครั้งแรก อาหารเช้าของฉันก่อนที่จะออกเดินทางไปโรงเรียนมีแต่กล้วยน้ำว้าผลเดียวเท่านั้นเอง ต่อมาเมื่อฉันได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว ฉันมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาก จึงได้เขียนใบสมัครขอทุนจากผู้พิพากษาผู้มั่งคั่งรายหนึ่ง โดยเขียนขอทุนจากท่านเดือนละ 1 รูปีแค่นั้นเอง ผู้พิพากษาท่านนั้นปฏิเสธโดยบอกว่าแม้แค่รูปีเดียวก็มีความสำคัญ”
“คุณมีความรู้สึกขมขื่นอย่างไรบ้างเมื่อย้อนนึกถึงเรื่องที่ถูกปฏิเสธเงิน 1 รูปปีนั้น” โยมแม่ใช้คำถามเชิงตรรกวิทยากับโยมพ่อ “คุณต้องการให้หญิงผู้นี้จดจำความขมขื่นที่ถูกปฏิเสธเงิน 10 รูปีที่นางจำเป็นต้องใช้อย่างรีบด่วนอย่างเดียวกับกรณีของคุณอย่างนั้นหรือ ?”
“เอาล่ะๆ เป็นอันว่าคุณชนะ” โยมพ่อเสียงอ่อนลง พร้อมกับเปิดกระเป๋าสตางค์ “เอ้านี่แบงก์ 10 รูปี เอาไปให้หญิงผู้นั้น และบอกเธอด้วยว่าฉันยินดีให้ด้วยความเต็มใจ”
โยมพ่อของอาตมามีแนวโน้มเป็นคนชอบปฏิเสธข้อเสนอใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นอะไรเสมอ ท่าทีของท่านที่มีต่อหญิงแปลกหน้าที่เอาชนะใจโยมแม่จนได้เงินไป 10 รูปีนั้นนับว่าเป็นตัวอย่างของความระมัดระวังของโยมพ่อ คือก่อนที่จะยอมรับอะไรโยมพ่อก็ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบอยู่เสมอ อาตมาพบว่าโยมพ่อกว่าจะตกลงใจอะไรจะใช้วิจารณญาณเพื่อความรอบคอบไม่ผิดพลาดในภายหลัง เคยมีอยู่หลายครั้งที่อาตมาขออะไรจากโยมพ่อก็จะต้องอ้างเหตุผลมาประกอบหนึ่งอย่างบ้างสองอย่างบ้าง แล้วในที่สุดโยมพ่อก็จะพูดตะล่อมให้อาตมาทำอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอไปเที่ยวหรือขอเงินซื้อรถมอเตอร์ไซค์
โยมพ่อจะเคร่งครัดกับลูกๆในช่วงที่พวกเรายังเล็กๆกันอยู่ และสำหรับโยมพ่อเองก็จะดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างในทางสันโดษเรียบง่าย โยมพ่อไม่เคยไปไปดูหนังดูละคร แต่จะหาทางสันทนาการให้แก่ตนเองด้วยการหาความสุขทางจิตและจากการอ่านพระคัมภีร์ภควัทคีตา โยมพ่อไม่ชอบความฟุ่มเฟือย โยมพ่อมีร้องเท้าใส่เพียงคู่เดียวและท่านจะใส่มันจนขาด พวกลูกๆซื้อรถยนต์มาใช้หลังจากรถประเภทนี้มีคนนิยมซื้อมาใช้กันในสมัยนั้น แต่โยมพ่อกลับพอใจที่จะนั่งรถรางไปทำงานอยู่ทุกวัน
โยมพ่อไม่สนใจที่สะสมเงินทองเพื่อนำมาเสริมสร้างอำนาจบารมี ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งหลังจากที่โยมพ่อร่วมกับคนอื่นจัดตั้งธนาคารกัลกัตตาเออร์บานแบงก์ขึ้นมาแล้ว แต่ท่านก็ปฏิเสธที่ไปจะหาเงินโดยวิธีซื้อหุ้นของธนาคารที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ ท่านชอบที่จะบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมเมื่อมีเวลาว่างมากกว่า
หลังจากโยมพ่อเกษียณอายุราชการออกรับบำนาญแล้วหลายปี สมุห์บัญชีจากประเทศอังกฤษผู้หนึ่งได้เดินทางมาที่อินเดียเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัทการรถไฟสายเบงกอล-นาคปูร์ สมุห์บัญชีผู้นี้เห็นเป็นอัศจรรย์ที่ได้พบว่าโยมพ่อไม่ยอมเบิกเงินโบนัสรายปีไปใช้
“ท่านภคบดีทำงานคนเดียวเหมือนคนสามคนทำ” สมุห์บัญชีผู้นั้นแจ้งแก่บริษัท “ ท่านมีเงินค้างบัญชีที่ไม่ยอมเบิกไปใช้จำนวน 125,000 รูปี(41,250 ดอลล่าร์)” สมุห์จึงได้ส่งเช็คเงินจำนวนนี้ไปให้โยมพ่อ แต่โยมพ่อเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย จึงไม่ยอมบอกแก่คนในครอบครัว จนกระทั่งต่อมาเมื่อพิษณุน้องชายของอาตมาสังเกตเห็นเงินจำนวนดังกล่าวในใบแจ้งหนี้ของธนาคาร จึงได้สอบถามเอากับโยมพ่อ
“ทำไมจะต้องตื่นเต้นไปกับผลประโยชน์ทางวัตถุกันมากนักนะ” โยมพ่อตอบ “บุคคลที่ฝักใฝ่ในทางธรรมย่อมไม่ยินดีกับสิ่งที่ได้และไม่เสียใจกับสิ่งที่สูญเสีย เพราะพวกเขารู้ว่ามนุษย์เวลามาเกิดในโลกนี้มากันแต่ตัวไม่มีเงินติดมาแม้แต่รูปีเดียว และเวลาตายจากโลกนี้ไปก็ไปแต่ตัวไม่มีเงินติดไปแม้แต่รูปีเดียว”
ในช่วงที่โยมพ่อโยมแม่แต่งงานกันใหม่ๆนั้น โยมพ่อกับโยมแม่ไปเป็นศิษย์ของบรมครูท่านหนึ่งชื่อ ลาหิริ มหาสัย ที่เมืองพาราณสี จากการที่ได้ไปสมาคมกับบรมครูท่านนี้เอง เป็นการกระตุ้นให้จิตใจที่รักความสมถะสันโดษและชอบในทางพระเรื่องสงฆ์ของโยมพ่อโยมแม่เพิ่มทวีเข้มแข็งยิ่งขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมแม่บอกความลับกับโยมพี่โรมาพี่สาวคนหัวปีของอาตมาว่า “พ่อของเจ้ากับแม่หลับนอนกันฉันสามีภรรยาเพียงปีละหนเท่านั้น และก็เป็นการเสพสมกันเพื่อต้องการมีบุตรเท่านั้นเอง”
โยมพ่อพบกับท่านลาหิริ มหาสัยโดยการชักนำของ อภินาศ บาบู ซึ่งเป็นคนงานอยู่บริษัทการรถไฟของโยมพ่อ ที่เมืองโครัขปูร์ อภินาศ บาบูคนนี้เป็นคนเล่าเรื่องราวของพวกฤาษีชีไพรต่างๆให้อาตมาฟังตั้งแต่เมื่อครั้งที่อาตมายังเล็กๆอยู่ และได้สรุปลงท้ายด้วยการกล่าวถึงเกียรติคุณของคุรุของเขาเอง
“คุณหนูเคยได้ยินเรื่องราวตอนที่คุณพ่อของคุณหนูไปเป็นศิษย์ของท่านลาหิริ มหาสัยบ้างไหม”
จำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงบ่ายของฤดูร้อนที่อบอ้าวมาก อภินาศกับอาตมานั่งอยู่ด้วยกันที่บริเวณสนามหญ้าในบ้าน แล้วเขาก็ตั้งคำถามนี้กับอาตมา อาตมาสั่นหน้าปฏิเสธพร้อมกับยิ้มแสดงความสนใจอยากจะฟัง
“เมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อนที่คุณหนูจะเกิด ผมได้ไปขออนุญาตเจ้านายซึ่งก็คือบิดาของคุณหนูนี่แหละ ว่าจะขอลางานไปเยี่ยมคุรุของผมที่เมืองพาราณสีสักหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อของคุณหนูหัวเราะเยาะที่ได้ฟังเรื่องนี้
“ดูเจ้าจะคลั่งไคล้เรื่องศาสนาไปแล้ว” บิดาของคุณหนูพูด “เจ้าจงตั้งใจทำงานให้ดี หากเจ้าต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานต่อไป”
“ขณะที่ผมเดินผ่านป่าไม้จะกลับบ้านด้วยอาการหน้าเศร้าสร้อยอยู่นั้น ผมก็ได้พบกับบิดาของคุณหนูนั่งเสลี่ยงตามมา คุณพ่อของคุณหนูพอมองเห็นผมก็ได้ลงมาจากเสลี่ยงแล้วเดินคุยไปกันกับผม ท่านพยายามพูดปลอบใจและชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากการดำเนินชีวิตในทางโลกๆ แต่ผมไม่ได้สนใจฟังนัก ใจของผมตอนนั้นได้แต่พร่ำภาวนาว่า “ท่านลาหิริ มหาสัย ข้าพเจ้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้ไปพบท่าน”
“เราเดินไปตามทางเท้าจนถึงทุ่งหญ้าที่สงบเงียบ ขณะนั้นแสงอาทิตย์ในยามเย็นกำลังคล้อยต่ำทอทาบไปตามทุ่งหญ้า เราหยุดยืนดูความงามของทุ่งหญ้านั้นอยู่ ฉับพลันนั้นเองที่ทุ่งหญ้าห่างจากจุดที่เรายืนไปประมาณสองสามหลา เห็นร่างของท่านลาหิริ มหาสัยบรมคุรุของผมมาปรากฏอยู่
“ภคบดี เจ้าใจร้ายกับลูกน้องของเจ้ามากเกินไปแล้ว” เสียงของท่านบรมคุรุกึกก้องอยู่ในรูหูของเราทั้งสอง จากนั้นร่างของบรมคุรุก็หายวับไปกับตาเหมือนกับตอนที่มา ผมนั่งคุกเข่าร้องขึ้นว่า “ท่านลาหิริ มหาสัย ๆ” บิดาของคุณหนูนิ่งจังงังไปชั่วครู่หนึ่ง
“อภินาศ ฉันไม่เพียงแต่จะอนุญาตให้เธอลาไปพบกับท่านคุรุท่านนั้น แต่ฉันเองจะลางานไปที่เมืองพาราณสีในวันพรุ่งนี้กับเธอด้วย ฉันต้องไปรู้จักกับท่านบรมคุรุ ลาหิริ มหาสัย ผู้ซึ่งสามารถมาปรากฏตัวได้ด้วยพลังจิตเพื่อมาช่วยเหลือเธอครั้งนี้ ฉันจะพาภรรยาของฉันไปด้วย และจะขอให้ท่านคุรุชี้แนะแนวทางธรรมให้แก่เราทั้งสองด้วย เธอจะช่วยนำทางเราไปหาท่านคุรุได้หรือไม่”
“ได้ซีครับ” ผมตอบ ความปีติยินดีของผมมีอย่างเหลือล้น ที่คำอธิษฐานอ้อนวอนของผมมีผลขึ้นมา ทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตรไปเช่นนั้น
“ในเย็นวันรุ่งขึ้น บิดามารดาของคุณหนูกับผมก็ได้เดินทางไปที่เมืองพาราณสี เมื่อไปถึงที่นั่นในวันรุ่งขึ้น เราก็นั่งรถม้าไปกันได้หน่อยหนึ่ง ก็ลงจากรถม้ามาเดินไปตามตรอกแคบๆจนไปถึงบ้านของท่านบรมคุรุของผม เมื่อเข้าไปนั่งบนบ้านหลังนี้แล้วเราก็ก้มตัวลงทำความเคารพท่านบรมคุรุซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ ท่านบรมคุรุหรี่ตาดุๆมองมาที่บิดาของคุณหนูแล้วพูดขึ้นว่า “ภคบดี เจ้าใจร้ายกับลูกน้องของเจ้ามากเกินไปแล้ว” ซึ่งก็คือถ้อยคำประโยคเดียวกับที่ท่านได้เคยใช้พูดเมื่อสองวันก่อนที่ทุ่งหญ้านั่นเอง แล้วท่านก็กล่าวอีกว่า เราดีใจที่เจ้าอนุญาตให้อภินาศมาหาเรา และเจ้าเองพร้อมกับภรรยาก็ได้ติดตามอพินาศมาในครั้งนี้ด้วย”
“ท่านบรมคุรุได้ถ่ายทอดวิธีปฏิบัติจิตด้วยกริยะโยคะให้แก่บิดามารดาของคุณหนู ซึ่งก่อให้เกิดความปีติปราโมทย์ให้แก่บิดามารดาของคุณหนูเป็นอย่างยิ่ง บิดามารดาของคุณหนูกับผมในฐานะเป็นศิษย์ร่วมสำนักก็ได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันนับตั้งแต่วันที่เห็นภาพนิมิตของท่านบรมคุรุนั่นเอง
“ท่านลาหิริ มหาสัยให้ความสนใจเมื่อตอนที่คุณหนูเกิด ซึ่งก็แสดงว่าชีวิตของคุณหนูจะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตของท่าน ท่านได้อำนวยอวยพรอะไรไว้แล้วสิ่งนั้นจะต้องเป็นจริงเสมอ”
ท่านลาหิริ มหาสัยละสังขารจากโลกนี้ไปหลังจากที่อาตมาเกิด ภาพถ่ายของท่านที่ติดอยู่ในกรอบมักจะถูกนำไปตั้งไว้ที่หิ้งบูชาประจำครอบครัวของเราตามเมืองต่างๆที่โยมพ่อย้ายไปทำงานอยู่ ทุกค่ำเช้าโยมแม่กับอาตมาจะไปนั่งสมาธิอยู่ที่หน้าหิ้งบูชานั้นและก็ได้นำดอกไม้ชุบผงจันทน์หอมไปเป็นเครื่องสักการบูชาด้วย เราบูชาด้วยความเลื่อมใสและด้วยจิตใจมุ่งมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราก็ได้พบกับความศักดิ์สิทธิ์ในรูปของท่านลาหิริ มหาสัย
รูปภาพของท่านบรมคุรุลาหิริ มหาสัยมีอิทธิพลอย่างเหลือหลายต่อชีวิตของอาตมา เมื่ออาตมาเติบโตขึ้นมาความคิดความอ่านของท่านบรมคุรุนี้ก็ได้ติดตัวมากับอาตมาด้วย ในเวลานั่งสมาธิอาตมามักจะแลเห็นร่างของท่านออกจากรอบรูปมาปรากฎร่างเป็นมนุษย์มีชีวิตจิตใจนั่งอยู่ตรงหน้าอาตมา เมื่ออาตมาลองเอามือไปสัมผัสที่เท้าของร่างนั้นที่ส่องสว่างเรืองรองร่างนั้นก็ก็จะเปลี่ยนกลับเข้าไปอยู่ในกรอบรูปอย่างเดิม
ตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆจวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยเด็กหนุ่มอาตมาพบว่าท่านบรมคุรุนี้เปลี่ยนแปลงจากรูปเล็กๆที่อยู่ในกรอบรูปมาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและส่องประจายเจิดจ้าอยู่ในนัยน์ตาของอาตมา อาตมาชอบที่จะไปสวดมนต์อ้อนวอนต่อท่านเมื่อประสบกับปัญหายุ่งยากหรืออยากจะทดสอบอะไรบางอย่างซึ่งก็พบว่าท่านจะมาช่วยชี้แนะแก่อาตมาอยู่เสมอ
แรกๆนั้นอาตมารู้สึกเสียใจที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่พออาตมาได้ค้นพบว่าท่านสามารถมาปรากฏตัวได้ในที่ทุกแห่งอย่างลี้ลับอาตมาก็เลยไม่มีความเสียใจอีกต่อไป ท่านคุรุมักจะเขียนจดหมายบอกไปทางศิษยานุศิษย์ของท่านที่มีความกระเหี้ยนกระหืออยากจะเดินทางมาพบท่านว่า
“เจ้าจะมาดูเลือดเนื้อและกระดูกของเราไปทำไม ในเมื่อเราก็อยู่ในวิสัยของกุตัสถะ(ตาทิพย์)ของเจ้าอยู่แล้ว”
เมื่อตอนที่อาตมาอายุได้ 7 ขวบนั้นอาตมาสามารถหายจากโรคร้ายได้โดยอาศัยรูปภาพของท่านคุรุ จากประสบการณ์ครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้อาตมามีความรักเคารพต่อท่านเพิ่มขึ้นมากขึ้น
เรื่องนี้มีอยู่ว่า ขณะที่ครอบของอาตมาย้ายไปอยู่ที่เมืองอิชปูร์แคว้นเบงกอลนั้น อาตมาติดเชื้ออหิวาตกโรคชีวิตของอาตมาสิ้นหวังเป็นตายเท่ากัน พวกแพทย์แผนปัจจุบันต่างก็ช่วยอะไรไม่ได้ โยมแม่มาอยู่ที่ข้างเตียงของอาตมาแล้วเอามือมาพลิกตัวอาตมาให้หันหน้าไปทางรูปภาพของท่านคุรุที่แขวนอยู่ข้างฝาบนหัวนอนของอาตมา
“น้อมจิตไปสักการะบูชาท่านสิลูก” โยมแม่รู้เป็นอย่างดีว่าอาตมาไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยกมือทั้งสองข้างขึ้นประนมกระซิบบอกอาตมา “ หากลูกแสดงความจงรักภักดีของลูกอย่างจริงจังแล้วจินตนาการว่าลูกไปคุกเค่าอยู่เบื้องหน้าท่านชีวิตของเจ้าก็จะปลอดภัย”
พออาตมาใช้ตาจับจ้องดูรูปภาพของท่านคุรุก็แลเห็นแสงสว่างเจิดจ้าพุ่งออกมาจากรูปลงมาที่ตัวของอาตมาและกระจายไปทั่วทั้งห้อง อาการป่วยด้วยโรคอหิวาหฯนั้นก็พลันหายไปสิ้น ทันใดนั้นเองอาตมาก็รู้สึกว่าที่เรี่ยวแรงขึ้นมามาก จึงได้ก้มตัวลงไปสัมผัสที่เท้าของโยมแม่เพื่อแสดงความขอบคุณที่โยมแม่ใช้แรงศรัทธาที่มีต่อท่านคุรุมารักษาโรคให้อาตมา
โยมแม่เอาศีรษะของท่านแนบเข้ากับรูปของท่านคุรุนั้นพลางกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านบรมคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านที่เมตตาฉายแสงมารักษาโรคให้บุตรชายของข้าพเจ้า”
อาตมาเข้าใจว่าโยมแม่จะต้องแลเห็นแสงเรืองรองที่พุ่งออกมาจากรูปถูกตัวอาตมาจนทำให้อาตมาหายจากโรคครั้งนี้ได้
เพราะฉะนั้นหนึ่งในสมบัติอันล้ำค่าของอาตมาก็คือรูปถ่ายของท่านคุรุนี่เอง รูปนี้ท่านคุรุมอบให้แก่โยมพ่อมากับมือ มีอานุภาพมากเหลือเกิน ที่มาของรูปก็รู้สึกพึลึกพิลั่นน่าดู ซึ่งอาตมาได้ยินได้ฟังมาจากศิษย์ร่วมอาจารย์ของโยมพ่อที่ชื่อ กาลี กุมาร รอยอีกทีหนึ่ง
เรื่องมีอยู่ว่าท่านคุรุไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน แต่มีอยู่คราวหนึ่งมีการถ่ายรูปหมู่โดยมีท่านบรมคุรุนั่งอยู่ตรงกลาง แวดล้อมด้วยบรรดาศิษยานุศิษย์รวมทั้งกาลี กุมาร รอยคนนี้ด้วย เป็นการถ่ายรูปที่ท่านบรมคุรุห้ามแล้วแต่คนถ่ายไม่เชื่อ
เมื่อล้างและอัดรูปออกมาปรากฏว่าได้ภาพของศิษยานุศิษย์อย่างแจ่มชัดดีมากแต่ที่ตรงกลางรูปตรงจุดที่บรมคุรุนั่งอยู่กลับว่างเปล่า ความมหัศจรรย์ครั้งนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว
ยังมีศิษย์ผู้หนึ่งเชี่ยวชาญทางด้านถ่ายรูปชื่อว่า คงคา ธาร บาบู เที่ยวคุยโวโอ้อวดว่าจะต้องถ่ายรูปของท่านบรมคุรุติดได้อย่างแน่นอน ที่รูปของท่านหายไปนั้นเป็นไปไม่ไดแน่ๆ จึงในเช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ท่านบรมคุรุนั่งขัดสมาธิอยู่บนม้านั่งที่ทำด้วยไม้โดยที่ข้างหลังท่านมีฉากแขวนอยู่ คงคา ธาร บาบูได้ถือกล้องถ่ายรูปเข้ามาเตรียมการทุกอย่างแล้วก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปไปถึง 12 รูป แต่พอล้างและอัดออกมาปรากฏว่าแต่ละรูปเห็นแต่ม้านั่งและฉากหลังแต่ไม่เห็นรูปของท่านบรมคุรุ
คงคา ธาร บาบูร้องไห้ด้วยความเสียใจและเสียเกียรติภูมิที่เคยคุยเอาไว้ เขาจึงเข้าเรียนถามท่านแต่ท่านไม่ยอมพูดอะไร จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงท่านบรมคุรุจึงพูดทำลายความเงียบ
“เราคือวิญญาณ กล้องถ่ายรูปของเจ้าจะถ่ายรูปของวิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้อย่างไรเล่า”
“ผมรู้ว่าผมถ่ายรูปวิญญาณไม่ได้ แต่ท่านคุรุครับผมอยากได้รูปของท่านไว้สักการบูชาสักรูป แต่แรกตาของผมไม่มีแวว แต่เดี๋ยวนี้ผมได้ตระหนักแน่แก่ใจแล้วว่าในกายของท่านคุรุมีพระวิญญาณของพระเป็นเจ้ามาสิงสถิตอยู่”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็มาพรุ่งนี้เช้า เราจะยอมให้เจ้าถ่ายรูปติดด้วยความยินดี”
คงคา ธาร บาบูก็ได้มาถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เมื่อล้างและอัดรูปออกมาแล้วมีรูปของท่านบราคุรุจัดแจ๋ว ไม่มีสิ่งใดมาบดบัง
รูปที่ว่านี้อาตมาได้นำมาตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มนี้ด้วยแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าท่านบรมคุรุลาหิริ มหาสัยมีผิวพรรณขาวเนียนแบบคนตะวันตก แต่ก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนชาติใด ความปีติปราโมทย์ที่เกิดจากการเข้าถึงพระเป็นเจ้าเผยให้เห็นได้ในรอยยิ้ม
ตาของท่านบรมคุรุมีลักษณะครึ่งหลับครึ่งลืม แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสนใจในโลกภายนอก และที่ตาครึ่งลืมนั้นหมายความว่ากำลังดื่มด่ำอยู่ในปีติสุขภายใน แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ท่านจะตื่นอยู่ตลอดเวลา เพื่อรับฟังปัญหาทางธรรมที่ผู้สนใจเข้าไปซักถามท่าน
หลังจากที่อาตมาหายจากโรคด้วยอานุภาพของท่านบรมคุรุแล้วไม่นาน อาตมาก็ได้เห็นภาพนิมิตปรากฏเข้ามาในตาในของอาตมาในช่วงที่อาตมานั่งเข้าสมาธิอยู่บนที่นอนในเช้าวันหนึ่ง แล้วจิตของอาตมาก็เข้าสู่ภวังค์
“อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความมืดมิดของดวงตาที่ปิดสนิทนี้” อาตมาถามปัญหานี้โดยทางจิต
ทันใดนั้นเองก็มีแสงสว่างดวงใหญ่โตมากมาปรากฏอยู่ในนัยน์ตาของอาตมา เห็นเป็นร่างทิพย์ของเหล่าโยคีกำลังนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำ คล้ายกับภาพเคลื่อนไหวในภาพยนต์ขนาดเล็กที่ฉายลงที่จอขาวๆอยู่ข้างในตรงหน้าผากของอาตมา
“พวกท่านคือใคร” อาตมาร้องถาม
“พวกเราคือโยคีอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย” เสียงตอบนั้นยากที่จะบรรยายเป็นถ้อยคำ แต่ทำให้จิตใจของอาตมาสั่นสะท้าน
“ข้าพเจ้าเองก็อยากจะไปที่เทือกเขาหิมาลัยแล้วบวชเป็นฤาษีเช่นเดียวกับพวกท่านเหมือนกัน” แล้วภาพนิมิตนั้นก็จางหายไป แต่แสงสีเงินได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างออกไปจนประมาณไม่ได้
“แสงมหัศจรรย์นี้คืออะไร”
“เราคือพระอิศวร เราคือแสงสว่าง” เสียงนั้นดังกระหึ่มก้องเมฆ
“ข้าพเจ้าต้องการเป็นอย่างท่านบ้าง”
จากประสบการณ์ที่สามารถมองเห็นด้วยภาพนิมิตนี่เอง ทำให้อาตมาต้องการติดต่อกับพระเป็นเจ้าอย่างยั่งยืนถาวร เพราะอาตมามีความเห็นว่า”พระเป็นเจ้ามีความสุขชั่วนิจนิรันดร์” ความทรงจำเช่นนี้วนเวียนอยู่กับอาตมาอยู่นานหลังจากวันที่ได้มีประสบการณ์ในครั้งนั้น
นอกจากนั้นแล้วอาตมาก็ยังจำเหตุการณ์สำคัญๆในช่วงที่ยังเป็นเด็กอีกเรื่องหนึ่งได้ และอาตมาก็ยังมีหลักฐานเป็นประจักษ์พยานคือแผลเป็นที่ติดตัวมาให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้
เรื่องมีอยู่ว่า โยมพี่อุมากับอาตมาไปนั่งคุยอยู่ด้วยกันที่ใต้ต้นสะเดาต้นหนึ่งในบริเวณบ้านที่เมืองโครัขปูร์ โยมพี่อุมาเขามาช่วยสอนภาษษเบงกาลีให้อาตมาทุกครั้งที่อาตมามีเวลาว่าง ซึ่งอาตมาก็จะดูนกแก้วกินลูกสะเดาอยู่ใกล้ๆไปพร้อมๆกันนั้นด้วย
โยมพี่อุมาบ่นว่าเป็นฝีที่ขา เธอจึงเอามือควักน้ำมันออกจากขวดมาทา อาตมาก็ควักน้ำมันของพี่อุมาออกมาทาที่แขนของอาตมาเองบ้าง
“เธอเอายามาทาแขนที่ดีๆไม่เป็นอะไรไปทำไม”
“คืออย่างนี้พี่ ผมมีความรู้สึกว่าจะมีฝีขึ้นมาที่แขนพรุ่งนี้เหมือนกัน ผมจึงเอาน้ำมันของพี่มาทาตรงจุดที่ฝีจะขึ้นนี้”
“เธออย่าล้อเล่นน่า”
“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะพี่ ให้รอดูเช้าวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น” อาตมากล่าวอย่างทะนงตัว
โยมพี่อุมาไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่อาตมาว่า ได้ถามย้ำแล้วย้ำอีกถึง 3 ครั้ง ความมั่นใจว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่พูดไว้ได้ปรากฏอยู่ในคำตอบของอาตมาที่บอกกับโยมพี่อุมา โดยอาตมาพูดออกมาอย่างช้าๆว่า
“ด้วยอานุภาพของพลังจิตที่มีอยู่ในตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบอกว่าพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมีหัวฝีขนาดใหญ่ขึ้นมาที่แขนตรงจุดนี้ และหัวฝีของพี่อุมาก็จะโตขึ้นอีกเป็น 2 เท่าของขนาดปัจจุบัน”
พ่อรุ่งเช้าอาตมาก็ได้พบว่ามีหัวฝีขึ้นมาตรงจุดที่บอกไว้จริงๆ ส่วนหัวฝีของโยมพี่อุมาก็มีขนาดโตยิ่งขึ้นกว่าเก่าอีกสิบเท่า โยมพี่อุมาตกใจถึงกับวิ่งไปหาโยมแม่พูดระล่ำระลักบอกว่า “แม่จ๋า มุกุนท์(ชื่อเดิมของอาตมา)เป็นพ่อมดหมอผีไปแล้ว” โยมแม่มีสีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจัง ได้สอนอาตมาว่าอย่าได้ใช้วาจาสิทธิ์ทำร้ายใครเป็นอันขาด ซึ่งอาตมายังจดจำคำสั่งสอนนี้ได้เสมอและก็ได้ปฏิบัติตามเสมอมา
ฝีที่อาตมาเป็นนี้ต้องเอาไปให้แพทย์ผ่าตัดออก รอยเข็มผ่าตัดของแพทย์ครั้งนั้นยังปรากฏให้เห็นจนตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อเห็นรอยผ่าตัดที่แขนซ้ายของอาตมาทีไรทำให้รำรึกถึงอานาภาพของวาจาสิทะของมนุษย์เราขึ้นมาเมื่อนั้น
คำพูดธรรมดาๆ ไม่มีข้อความร้ายใดๆที่พูดกับโยมพี่อุมานี้พูดไปด้วยพลังสมาธิ จึงมีอานุภาพที่ซ่อนเร้นเอาไว้พอที่จะระเบิดออกมาได้เหมือนลูกระเบิดและสามารถประสิทธิ์ผลที่แน่นอนได้ อาตมาเข้าใจต่อมาในภายหลังว่าอานุภาพของถ้อยคำวาจาที่เปล่งออกมามีอานุภาพคล้ายลูกระเบิดนี้ หากใช้อย่างชาญฉลาดก็สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือชีวิตของคนเราให้รอดพ้นจากอุปสรรคต่างๆได้ และสามารถกระทำได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ให้เห็นด้วย
ครอบครัวของพวกเราได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองละฮอร์ที่แคว้นปัญจาบ ที่นี่เองที่อาตมาไปได้รูปภาพของเจ้าแม่ในร่างของเจ้าแม่กาลี เราไปตั้งไว้บนทิ้งบูชาเล็กๆที่ระเบียงบ้านของเรา อาตมามีความมั่นใจว่าเมื่อไปสวดมนต์อยู๋ในที่ศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้แล้วคำสวดมนต์อ้อนวอนก็จะมีผลประสิทธิ์ขึ้นมาได้
อยู่มาวันหนึ่งอาตมาไปยืนอยู่ที่ตรงนี้กับโยมพี่อุมา มองดูเด็กสองคนกำลังเล่นว่าวอยู่บนหลังคาตึกสองหลัง ซึ่งตึกทั้งสองหลังนี้อยู่แยกจากบ้านของเราโโยมีตรอกแคบๆกั้นอยู่ตรงกลาง
“ทำไมเงียบไปละน้อง” โยมพี่อุมามาผลักอาตมาเบาๆ
“ผมกำลังนึกถึงความมหัศจรรย์ของเจ้าแม่กาลีว่าท่านสามารถประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมขอจากท่านได้”
“งั้นก็ลองให้เจ้าแม่กาลีเสกว่าวสิลองตัวนั้นให้ลอยมาหาเราสิ” โยมพี่พูดออกมาด้วยรอยยิ้มเชิงหยันๆ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” แล้วอาตมาเริ่มสวดอ้อนวอนเพื่อให้ว่าวสองตัวนั้นลอยมาหา
เกมการเล่นกีฬาว่าวนี้ของประเทศอินเดียจะใช้ว่าวสองตัวโดยที่สายปานของว่าวทั้งสองตัวเขาจะเอากาวมาทาแล้วใช้เศษแก้วติดไว้ คนชักว่าวแต่ละตัวก็จะพยายามตัดสายป่านว่าวของว่าวคู่แข่งขัน ว่าวที่สายป่านถูกตัดขาดก็จะลอยอยู่บนหลังคาตึก แล้วพวกเด็กๆก็จะวิ่งไล่จับว่าวนั้นอย่างสนุกสนาน
ขณะนั้นโยมพี่อุมากับอาตมายืนอยู่ที่ระเบียงบ้านที่มีหลังคา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่าวขาดมาแล้วจะลอยลาให้เราจับ สายป่านจะต้องกระตุกตัวว่าวไปติดที่หลังคาตึก
พอเด็กเล่นเกมชักว่าวอยู่อีกฟากหนึ่งของซอยเริ่มการแข่งขัน สายป่านของว่าวตัวหนึ่งก็ถูกตัดขาด ทันใดนั้นเองว่าวตัวนั้นก็ลอยมาทางอาตมา แต่เนื่องจากมีแรงลมมาปะทะอย่างกะทันหัน ว่าวก็เลยลอยตัวอยู่ในอากาศชั่วครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นเองสายป่านของว่าวก็ไปเกี่ยวเข้ากับต้นกระบองเพชรที่หลังคาบ้านตรงกันข้าม อาตมาจึงเอื้อมมือไปจับว่าวตัวนั้นมาได้แล้วยื่นให้โยมพี่อุมา
“มันเป็นเพราะความบังเอิญมากกว่าละกระมัง มันคงไม่ใช่เพราะคำอ้อนวอนของน้องประสิทธิผลหรอก แต่หากว่าวตัวที่สองนั้นลอยมาให้น้องจับอีก นั่นแหละพี่จึงจะเชื่อ” พี่อุมาพูด ตาดำขวับของเธอบ่งบอกถึงความอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าคำพูด
อาตมาได้เริ่มสวดอ้อนวอนเจ้าแม่กาลีอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ว่าวอีกตัวหนึ่งก็ถูกตัดสายป่านหลุดลอยมาทางอาตมา มันส่ายไปมาเมื่อต้องกระแสลม คราวนี้ก็อีกเหมือนกัน คือผู้ช่วยเหลือของอาตมากล่าวคือต้านตระบองเพชรก็เกี่ยวสายป่านว่าวตัวนั้นเอาไว้ ทำให้อาตมาสามารถเอื้อมมือไปคว้าเอาว่าวมาได้ และอาตมาได้ยื่นว่าวตัวที่สองนี้ให้แก่โยมพี่อุมา
“เจ้าแม่กาลีประทานพรแกน้องแน่ๆเชียว มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับพี่จริงๆ”
พูดเสร็จโยมพี่อุมาก็วิ่งหนีอาตมาไปเหมือนกวางน้อยวิ่งเพราะตื่นกลัวนายพราน.
มารดาบิดาและชีวิตในเยาว์วัยของอาตมา
ลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมอินเดียที่มีมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ การแสวงหาความจริงสูงสุด(ความจริงอันติมะ)และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างศิษย์กับคุรุ (ครูอาจารย์) วิถีชีวิตของอาตมาเองได้ชักพาให้ได้ไปพบกับโยคีผู้ดำเนินชีวิตดุจศาสดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตอันงดงามของท่านได้ถูกจารึกไว้ชั่วกาลนาน ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาบรมคุรุผู้ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของอินเดีย ซึ่งบรมคุรุเหล่านี้ได้อุบัติขึ้นมาในแต่ละยุคสมัยได้ช่วยปกป้องคุ้มครองอินเดียของพวกท่านมิให้ต้องมีชะตากรรมเลวร้ายเหมือนอย่างอียิปต์และบาบิโลนโบราณ
อาตมายังสามารถระลึกถึงชีวิตในช่วงเกิดมาใหม่ๆได้ และการระลึกได้ของอาตมานี้มีขีดความสามารถย้อนไปได้ไกลถึงอดีตชาติที่เคยเวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่าได้อีกด้วย แต่ที่ระลึกได้แจ่มชัดที่สุดคือช่วงที่ไปเกิดเป็นโยคีอยู่ในท่ามกลางหิมะที่เทือกเขาหิมาลัย การระลึกชาติได้นี้ได้เกิดการเชื่อมโยงกันทางมิติจนทำให้อาตมาสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้อีกด้วย
อาตมายังจำช่วงชีวิตที่ยังเป็นทารกนอนแบเบาะได้ ตอนนั้นอาตมารู้สึกอึดอัดใจมากที่ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนและพูดจาสื่อสารแสดงความรู้สึกของตนเองโดยอิสระให้คนอื่นได้เข้าใจได้ อาตมาก็ได้แต่นอนสวดมนต์ภาวนาในขณะที่ร่างกายทำอะไรเองตามความต้องการไม่ได้ วิญญาณของอาตมาในตอนที่จุติมาเกิดใหม่นั้นสามารถรู้ได้หลายภาษา แต่ความสับสนทางภาษาของวิญญาณภายในก็ค่อยๆหมดไปเมื่ออาตมามาเคยชินกับภาษาเบงกาลีซึ่งญาติพี่น้องที่อยู่รอบข้างของอาตมาได้ใช้พูดจากัน ความรู้สึกของอาตมาในตอนที่เป็นทารกนั้นก็วนเวียนอยู่กับเรื่องใกล้ต้ว คือที่ของเล่นและที่เรื่องมือเท้าที่ตัวเองเห็นอยู่เท่านั้นเอง
เมื่ออาตมาต้องการอะไรแล้วร่างกายมันไม่สนองตอบได้อย่างใจอาตมาก็ได้ใช้วิธีส่งเสียงร้อง ซึ่งก็ยังจำได้ว่าเสียงร้องของอาตมาได้สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้แก่คนในครอบครัวมาก และอาตมาก็ยังจำช่วงที่ตัวเองมีความรู้สึกเป็นสุขมากคือตอนที่โยมแม่เอามือสัมผัสโอบกอด และตอนที่อาตมาเริ่มหัดพูดและหัดเดิน ซึ่งสิ่งที่เราหัดแล้วทำได้สำเร็จนี้แม้ว่าจะถูกลืมไปได้ง่ายๆแต่ก็เป็นรากฐานให้เกิดความมั่นใจแก่เราได้เหมือนกัน
การระลึกชาติได้ของอาตมานี้ไม่ใช่ทำได้แต่เฉพาะอาตมาเท่านั้น แต่ยังมีโยคีอีกหลากหลายท่านสามารถระลึกชาติได้หลายต่อหลายชาติติดต่อกันโดยไม่ขาดสาย โดยท่านเหล่านั้นสามารถรู้ว่าเมื่อตายจากชาติหนึ่งแล้วไปเกิดเป็นอะไรบ้างในชาติต่อๆไป ซึ่งหากว่ามนุษย์เรามีแค่ร่างกายเท่านั้น เมื่อร่างกายแตกดับตายไปแล้วก็จะเป็นอันสิ้นสุดความเป็นคนกันเท่านั้นเอง แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น หากศาสดาทั้งหลายตั้งแต่ปางบรรพ์มาแล้วพูดความจริง ก็หมายความว่ามนุษย์เราโดยแก่นแท้มีสภาพเป็นวิญญาณที่เป็นนามธรรมและสามารถอยู่ได้ในที่ทุกหนแห่ง
แม้ว่าการระลึกชาติได้ในวัยเด็กของอาตมานี้จะเป็นเรื่องประหลาดก็จริง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หาได้ยากเย็นอะไรเลย ในช่วงที่อาตมาเดินทางไปตามดินแดนต่างๆหลายๆแห่ง อาตมาก็เคยได้ยินเรื่องการระลึกชาติได้ในช่วงที่ยังอายุน้อยๆอยู่นี้จากปากของผู้คนทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่เหมือนกัน
อาตมาเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1893 ที่โครัขปูร์ ทางตอนเหนือของอินเดีย ใกล้กับเทือกเขาหิมาลัย ที่โครัขปูร์นี่เองที่อาตมาใช้ชีวิตอยู่ถึง 8 ปี พวกเราในครอบครัวมีอยู่ด้วยกัน 8 คน โดย 4 คนเป็นเพศชาย อีก 4 คนเป็นเพศหญิง อาตมามีชื่อว่า มุกุนท์ โฆส เป็นลูกชายคนที่ 2 และเป็นลูกคนที่ 4 ของตระกูล
โยมพ่อและโยมแม่ของอาตมาเป็นชาวเบงกาลี เป็นคนในวรรณะกษัตริย์ ทั้งโยมพ่อและโยมแม่ผ่านการอบรมบ่มนิสัยในแนวทางประเสริฐทางพระศาสนามาเป็นอย่างดี ท่านทั้งสองดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความรักความสงบความเยือกเย็นและความภาคภูมิใจซึ่งกันและกัน ท่านทั้งสองไม่เคยแสดงอาการคึกคะนองหรือทะเลาะวิวาทออกมาให้ใครเห็นเลย ความสามัคคีปรองดองกันในระหว่างโยมพ่อกับโยมแม่นี้เอง ได้ส่งผลให้ครอบครัวเรามีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขโดยมีพ่อและแม่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ลูกๆทั้ง 8 คน
โยมพ่อของอาตมาชื่อ ภคบดี จรัญ โฆส ท่านเป็นคนมีเมตตาแต่มีนิสัยเงียบขรึมอยู่ตลอดเวลา พวกเราลูกๆ รักโยมพ่อกันมาก แต่ก็ไม่ค่อยจะสนิทสนมกับท่านมากนัก โยมพ่อเป็นคนเก่งทางคณิตศาสตร์และตรรกวิทยามาก และท่านก็ดำเนินชีวิตโดยใช้สติปัญญาของตัวเองเป็นหลัก ส่วนโยมแม่เป็นคนใจบุญสุนทร์ทาน และได้สอนพวกเราโดยอาศัยหลักเมตตาธรรมเสมอ หลังจากโยมแม่เสียชีวิตแล้วโยมพ่อได้แสดงความรักความเมตตาที่เคยเก็บเอาไว้ภายในออกมาให้พวกเราได้เห็นอยู่เสมอ อาตมาเคยสังเกตเห็นแววตาของโยมพ่อได้เปลี่ยนมาเป็นแววตาที่อ่อนโยนของโยมแม่จริงๆ
ในตอนที่โยมแม่ยังมีชีวิตอยู่นั้นพวกเราลูกๆได้รับการอบรมสั่งสอนให้ได้คุ้นเคยกับคัมภีร์ของศาสนาฮินดูต่างๆ ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนยาขมหม้อใหญ่สำหรับพวกเรา โดยโยมแม่ได้นำข้อความจากคัมภีร์มหาภารตยุทธ์และคัมภีร์รามายณะมาอ่านให้พวกเราฟังพร้อมกับอธิบายความและอบรมบ่มนิสัยพวกเราพร้อมกันไปด้วย
พวกเราลูกๆจะแสดงความเคารพต่อโยมพ่อโดยในตอนเย็นๆ โยมแม่ก็จะอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกๆอย่างพิถีพิถันแล้วให้ไปรอรับโยมพ่อกลับจากที่ทำงาน ซึ่งโยมพ่อทำงานโดยมีตำแหน่งเป็นรองประธานของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียบริษัทหนึ่ง ซึ่งสมัยนั้นอินเดียยังอยู่ในความปกครองของประเทศอังกฤษ คือ บริษัทรถไฟสายเบงกอล-นาคปูร์ หน้าที่การงานของโยมพ่อ ต้องโยกย้ายไปโน่นมานี่เสมอๆจึงทำให้ครอบครัวของเราได้ไปโยกย้ายไปอยู่หลายเมืองในช่วงที่พวกเรายังเล็กๆกันอยู่นั้น
โยมแม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีแก่คนที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ ส่วนโยมพ่อนั้นก็มีจิตเมตตาปรากฏให้เห็นเหมือนกัน แต่ท่านก็ยังนึกถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวและกระเป๋าเงินที่จะใช้จ่ายด้วยเหมือนกัน รายจ่ายของโยมแม่ในสองสัปดาห์ที่นำไปใช้จ่ายเลี้ยงดูคนยากคนจนนั้นมีจำนวนมากเท่ากับเงินเดือนของโยมพ่อทั้งเดือนเลยทีเดียว
“พี่อยากจะขอร้องน้องหน่อยได้ไหม” โยมพ่อพูด “คืออยากให้น้องใจบุญสุนทร์ทานอย่างมีขอบเขตจำกัดเสียบ้าง” แม้ว่าโยมพ่อจะพูดจาตักเตือนดีๆไม่รุนแรงอะไรมากนัก แต่มันก็ทำให้โยมแม่เสียใจมาก โยมแม่จะไม่แสดงออกมาให้ลูกๆได้รู้ว่าเกิดขัดใจกับโยมพ่อ แต่จะใช้วิธีเรียกรถม้าให้มารับเป็นการแสดงอาการงอนให้โยมพ่อง้อ
“ลาละนะทุกคน ฉันเป็นคนไม่ดีจะกลับไปอยู่ที่บ้านแม่ของฉันแล้ว” คือคำขาดของหญิงอินเดียโบราณที่โยมแม่นำมาใช้พูดกับโยมพ่อ
พวกเราลูกๆพอได้ยินเช่นนั้นก็พากันร้องไห้กระจองอแง แต่ในที่สุดก็ได้โยมลุงญาติทางโยมแม่มาช่วยเจรจาเพื่อให้โยมพ่อกับโยมแม่ปรองดองกัน โดยลุงคนนี้เดินมากระซิบที่หูของโยมพ่อบอกวิธีเก่าแก่ที่คนโบราณของอินเดียนิยมใช้กันเมื่อเกิดมีปากมีเสียงกันขึ้นระหว่างสามีภรรยา หลังจากที่โยมพ่อพูดคำประนีประนอมนี้ออกไปเพียงไม่กี่คำ โยมแม่ก็ยิ้มออกมาได้และก็ได้กระโดดลงมาจากลดม้า เป็นอันว่าการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโยมพ่อกับโยมแม่ก็ได้ลงเอยด้วยดี มีอีกเรื่องหนึ่งที่โยมพ่อกับโยมแม่มีปากมีเสียงกันเพราะเรื่องใจบุญของโยมแม่ที่อาตมาอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ฟัง
“เอาเงินมาให้ฉันสักสิบรูปีสิ จะเอาให้หญิงตกทุกข์ได้ยากที่เขาบากหน้ามาขอถึงที่บ้านเรา” โยมแม่ยิ้มประจบโยมพ่อเพื่อขอเงิน
“เอามากมายตั้งสิบรูปีเลยเชียวรึ รูปีเดียวก็น่าจะพอแล้ว” โยมพ่อติงและให้เหตุผลต่อไปว่า “เมื่อพ่อและปู่ย่าของฉันเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนนั้น ฉันเคยได้รู้รสของความยากจนข้นแค้นเป็นครั้งแรก อาหารเช้าของฉันก่อนที่จะออกเดินทางไปโรงเรียนมีแต่กล้วยน้ำว้าผลเดียวเท่านั้นเอง ต่อมาเมื่อฉันได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว ฉันมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาก จึงได้เขียนใบสมัครขอทุนจากผู้พิพากษาผู้มั่งคั่งรายหนึ่ง โดยเขียนขอทุนจากท่านเดือนละ 1 รูปีแค่นั้นเอง ผู้พิพากษาท่านนั้นปฏิเสธโดยบอกว่าแม้แค่รูปีเดียวก็มีความสำคัญ”
“คุณมีความรู้สึกขมขื่นอย่างไรบ้างเมื่อย้อนนึกถึงเรื่องที่ถูกปฏิเสธเงิน 1 รูปปีนั้น” โยมแม่ใช้คำถามเชิงตรรกวิทยากับโยมพ่อ “คุณต้องการให้หญิงผู้นี้จดจำความขมขื่นที่ถูกปฏิเสธเงิน 10 รูปีที่นางจำเป็นต้องใช้อย่างรีบด่วนอย่างเดียวกับกรณีของคุณอย่างนั้นหรือ ?”
“เอาล่ะๆ เป็นอันว่าคุณชนะ” โยมพ่อเสียงอ่อนลง พร้อมกับเปิดกระเป๋าสตางค์ “เอ้านี่แบงก์ 10 รูปี เอาไปให้หญิงผู้นั้น และบอกเธอด้วยว่าฉันยินดีให้ด้วยความเต็มใจ”
โยมพ่อของอาตมามีแนวโน้มเป็นคนชอบปฏิเสธข้อเสนอใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นอะไรเสมอ ท่าทีของท่านที่มีต่อหญิงแปลกหน้าที่เอาชนะใจโยมแม่จนได้เงินไป 10 รูปีนั้นนับว่าเป็นตัวอย่างของความระมัดระวังของโยมพ่อ คือก่อนที่จะยอมรับอะไรโยมพ่อก็ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบอยู่เสมอ อาตมาพบว่าโยมพ่อกว่าจะตกลงใจอะไรจะใช้วิจารณญาณเพื่อความรอบคอบไม่ผิดพลาดในภายหลัง เคยมีอยู่หลายครั้งที่อาตมาขออะไรจากโยมพ่อก็จะต้องอ้างเหตุผลมาประกอบหนึ่งอย่างบ้างสองอย่างบ้าง แล้วในที่สุดโยมพ่อก็จะพูดตะล่อมให้อาตมาทำอย่างพอเหมาะพอควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอไปเที่ยวหรือขอเงินซื้อรถมอเตอร์ไซค์
โยมพ่อจะเคร่งครัดกับลูกๆในช่วงที่พวกเรายังเล็กๆกันอยู่ และสำหรับโยมพ่อเองก็จะดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างในทางสันโดษเรียบง่าย โยมพ่อไม่เคยไปไปดูหนังดูละคร แต่จะหาทางสันทนาการให้แก่ตนเองด้วยการหาความสุขทางจิตและจากการอ่านพระคัมภีร์ภควัทคีตา โยมพ่อไม่ชอบความฟุ่มเฟือย โยมพ่อมีร้องเท้าใส่เพียงคู่เดียวและท่านจะใส่มันจนขาด พวกลูกๆซื้อรถยนต์มาใช้หลังจากรถประเภทนี้มีคนนิยมซื้อมาใช้กันในสมัยนั้น แต่โยมพ่อกลับพอใจที่จะนั่งรถรางไปทำงานอยู่ทุกวัน
โยมพ่อไม่สนใจที่สะสมเงินทองเพื่อนำมาเสริมสร้างอำนาจบารมี ยกตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งหลังจากที่โยมพ่อร่วมกับคนอื่นจัดตั้งธนาคารกัลกัตตาเออร์บานแบงก์ขึ้นมาแล้ว แต่ท่านก็ปฏิเสธที่ไปจะหาเงินโดยวิธีซื้อหุ้นของธนาคารที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้ ท่านชอบที่จะบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมเมื่อมีเวลาว่างมากกว่า
หลังจากโยมพ่อเกษียณอายุราชการออกรับบำนาญแล้วหลายปี สมุห์บัญชีจากประเทศอังกฤษผู้หนึ่งได้เดินทางมาที่อินเดียเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัทการรถไฟสายเบงกอล-นาคปูร์ สมุห์บัญชีผู้นี้เห็นเป็นอัศจรรย์ที่ได้พบว่าโยมพ่อไม่ยอมเบิกเงินโบนัสรายปีไปใช้
“ท่านภคบดีทำงานคนเดียวเหมือนคนสามคนทำ” สมุห์บัญชีผู้นั้นแจ้งแก่บริษัท “ ท่านมีเงินค้างบัญชีที่ไม่ยอมเบิกไปใช้จำนวน 125,000 รูปี(41,250 ดอลล่าร์)” สมุห์จึงได้ส่งเช็คเงินจำนวนนี้ไปให้โยมพ่อ แต่โยมพ่อเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย จึงไม่ยอมบอกแก่คนในครอบครัว จนกระทั่งต่อมาเมื่อพิษณุน้องชายของอาตมาสังเกตเห็นเงินจำนวนดังกล่าวในใบแจ้งหนี้ของธนาคาร จึงได้สอบถามเอากับโยมพ่อ
“ทำไมจะต้องตื่นเต้นไปกับผลประโยชน์ทางวัตถุกันมากนักนะ” โยมพ่อตอบ “บุคคลที่ฝักใฝ่ในทางธรรมย่อมไม่ยินดีกับสิ่งที่ได้และไม่เสียใจกับสิ่งที่สูญเสีย เพราะพวกเขารู้ว่ามนุษย์เวลามาเกิดในโลกนี้มากันแต่ตัวไม่มีเงินติดมาแม้แต่รูปีเดียว และเวลาตายจากโลกนี้ไปก็ไปแต่ตัวไม่มีเงินติดไปแม้แต่รูปีเดียว”
ในช่วงที่โยมพ่อโยมแม่แต่งงานกันใหม่ๆนั้น โยมพ่อกับโยมแม่ไปเป็นศิษย์ของบรมครูท่านหนึ่งชื่อ ลาหิริ มหาสัย ที่เมืองพาราณสี จากการที่ได้ไปสมาคมกับบรมครูท่านนี้เอง เป็นการกระตุ้นให้จิตใจที่รักความสมถะสันโดษและชอบในทางพระเรื่องสงฆ์ของโยมพ่อโยมแม่เพิ่มทวีเข้มแข็งยิ่งขึ้น มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมแม่บอกความลับกับโยมพี่โรมาพี่สาวคนหัวปีของอาตมาว่า “พ่อของเจ้ากับแม่หลับนอนกันฉันสามีภรรยาเพียงปีละหนเท่านั้น และก็เป็นการเสพสมกันเพื่อต้องการมีบุตรเท่านั้นเอง”
โยมพ่อพบกับท่านลาหิริ มหาสัยโดยการชักนำของ อภินาศ บาบู ซึ่งเป็นคนงานอยู่บริษัทการรถไฟของโยมพ่อ ที่เมืองโครัขปูร์ อภินาศ บาบูคนนี้เป็นคนเล่าเรื่องราวของพวกฤาษีชีไพรต่างๆให้อาตมาฟังตั้งแต่เมื่อครั้งที่อาตมายังเล็กๆอยู่ และได้สรุปลงท้ายด้วยการกล่าวถึงเกียรติคุณของคุรุของเขาเอง
“คุณหนูเคยได้ยินเรื่องราวตอนที่คุณพ่อของคุณหนูไปเป็นศิษย์ของท่านลาหิริ มหาสัยบ้างไหม”
จำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงบ่ายของฤดูร้อนที่อบอ้าวมาก อภินาศกับอาตมานั่งอยู่ด้วยกันที่บริเวณสนามหญ้าในบ้าน แล้วเขาก็ตั้งคำถามนี้กับอาตมา อาตมาสั่นหน้าปฏิเสธพร้อมกับยิ้มแสดงความสนใจอยากจะฟัง
“เมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อนที่คุณหนูจะเกิด ผมได้ไปขออนุญาตเจ้านายซึ่งก็คือบิดาของคุณหนูนี่แหละ ว่าจะขอลางานไปเยี่ยมคุรุของผมที่เมืองพาราณสีสักหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อของคุณหนูหัวเราะเยาะที่ได้ฟังเรื่องนี้
“ดูเจ้าจะคลั่งไคล้เรื่องศาสนาไปแล้ว” บิดาของคุณหนูพูด “เจ้าจงตั้งใจทำงานให้ดี หากเจ้าต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานต่อไป”
“ขณะที่ผมเดินผ่านป่าไม้จะกลับบ้านด้วยอาการหน้าเศร้าสร้อยอยู่นั้น ผมก็ได้พบกับบิดาของคุณหนูนั่งเสลี่ยงตามมา คุณพ่อของคุณหนูพอมองเห็นผมก็ได้ลงมาจากเสลี่ยงแล้วเดินคุยไปกันกับผม ท่านพยายามพูดปลอบใจและชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากการดำเนินชีวิตในทางโลกๆ แต่ผมไม่ได้สนใจฟังนัก ใจของผมตอนนั้นได้แต่พร่ำภาวนาว่า “ท่านลาหิริ มหาสัย ข้าพเจ้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้ไปพบท่าน”
“เราเดินไปตามทางเท้าจนถึงทุ่งหญ้าที่สงบเงียบ ขณะนั้นแสงอาทิตย์ในยามเย็นกำลังคล้อยต่ำทอทาบไปตามทุ่งหญ้า เราหยุดยืนดูความงามของทุ่งหญ้านั้นอยู่ ฉับพลันนั้นเองที่ทุ่งหญ้าห่างจากจุดที่เรายืนไปประมาณสองสามหลา เห็นร่างของท่านลาหิริ มหาสัยบรมคุรุของผมมาปรากฏอยู่
“ภคบดี เจ้าใจร้ายกับลูกน้องของเจ้ามากเกินไปแล้ว” เสียงของท่านบรมคุรุกึกก้องอยู่ในรูหูของเราทั้งสอง จากนั้นร่างของบรมคุรุก็หายวับไปกับตาเหมือนกับตอนที่มา ผมนั่งคุกเข่าร้องขึ้นว่า “ท่านลาหิริ มหาสัย ๆ” บิดาของคุณหนูนิ่งจังงังไปชั่วครู่หนึ่ง
“อภินาศ ฉันไม่เพียงแต่จะอนุญาตให้เธอลาไปพบกับท่านคุรุท่านนั้น แต่ฉันเองจะลางานไปที่เมืองพาราณสีในวันพรุ่งนี้กับเธอด้วย ฉันต้องไปรู้จักกับท่านบรมคุรุ ลาหิริ มหาสัย ผู้ซึ่งสามารถมาปรากฏตัวได้ด้วยพลังจิตเพื่อมาช่วยเหลือเธอครั้งนี้ ฉันจะพาภรรยาของฉันไปด้วย และจะขอให้ท่านคุรุชี้แนะแนวทางธรรมให้แก่เราทั้งสองด้วย เธอจะช่วยนำทางเราไปหาท่านคุรุได้หรือไม่”
“ได้ซีครับ” ผมตอบ ความปีติยินดีของผมมีอย่างเหลือล้น ที่คำอธิษฐานอ้อนวอนของผมมีผลขึ้นมา ทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตรไปเช่นนั้น
“ในเย็นวันรุ่งขึ้น บิดามารดาของคุณหนูกับผมก็ได้เดินทางไปที่เมืองพาราณสี เมื่อไปถึงที่นั่นในวันรุ่งขึ้น เราก็นั่งรถม้าไปกันได้หน่อยหนึ่ง ก็ลงจากรถม้ามาเดินไปตามตรอกแคบๆจนไปถึงบ้านของท่านบรมคุรุของผม เมื่อเข้าไปนั่งบนบ้านหลังนี้แล้วเราก็ก้มตัวลงทำความเคารพท่านบรมคุรุซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ ท่านบรมคุรุหรี่ตาดุๆมองมาที่บิดาของคุณหนูแล้วพูดขึ้นว่า “ภคบดี เจ้าใจร้ายกับลูกน้องของเจ้ามากเกินไปแล้ว” ซึ่งก็คือถ้อยคำประโยคเดียวกับที่ท่านได้เคยใช้พูดเมื่อสองวันก่อนที่ทุ่งหญ้านั่นเอง แล้วท่านก็กล่าวอีกว่า เราดีใจที่เจ้าอนุญาตให้อภินาศมาหาเรา และเจ้าเองพร้อมกับภรรยาก็ได้ติดตามอพินาศมาในครั้งนี้ด้วย”
“ท่านบรมคุรุได้ถ่ายทอดวิธีปฏิบัติจิตด้วยกริยะโยคะให้แก่บิดามารดาของคุณหนู ซึ่งก่อให้เกิดความปีติปราโมทย์ให้แก่บิดามารดาของคุณหนูเป็นอย่างยิ่ง บิดามารดาของคุณหนูกับผมในฐานะเป็นศิษย์ร่วมสำนักก็ได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันนับตั้งแต่วันที่เห็นภาพนิมิตของท่านบรมคุรุนั่นเอง
“ท่านลาหิริ มหาสัยให้ความสนใจเมื่อตอนที่คุณหนูเกิด ซึ่งก็แสดงว่าชีวิตของคุณหนูจะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตของท่าน ท่านได้อำนวยอวยพรอะไรไว้แล้วสิ่งนั้นจะต้องเป็นจริงเสมอ”
ท่านลาหิริ มหาสัยละสังขารจากโลกนี้ไปหลังจากที่อาตมาเกิด ภาพถ่ายของท่านที่ติดอยู่ในกรอบมักจะถูกนำไปตั้งไว้ที่หิ้งบูชาประจำครอบครัวของเราตามเมืองต่างๆที่โยมพ่อย้ายไปทำงานอยู่ ทุกค่ำเช้าโยมแม่กับอาตมาจะไปนั่งสมาธิอยู่ที่หน้าหิ้งบูชานั้นและก็ได้นำดอกไม้ชุบผงจันทน์หอมไปเป็นเครื่องสักการบูชาด้วย เราบูชาด้วยความเลื่อมใสและด้วยจิตใจมุ่งมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราก็ได้พบกับความศักดิ์สิทธิ์ในรูปของท่านลาหิริ มหาสัย
รูปภาพของท่านบรมคุรุลาหิริ มหาสัยมีอิทธิพลอย่างเหลือหลายต่อชีวิตของอาตมา เมื่ออาตมาเติบโตขึ้นมาความคิดความอ่านของท่านบรมคุรุนี้ก็ได้ติดตัวมากับอาตมาด้วย ในเวลานั่งสมาธิอาตมามักจะแลเห็นร่างของท่านออกจากรอบรูปมาปรากฎร่างเป็นมนุษย์มีชีวิตจิตใจนั่งอยู่ตรงหน้าอาตมา เมื่ออาตมาลองเอามือไปสัมผัสที่เท้าของร่างนั้นที่ส่องสว่างเรืองรองร่างนั้นก็ก็จะเปลี่ยนกลับเข้าไปอยู่ในกรอบรูปอย่างเดิม
ตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆจวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยเด็กหนุ่มอาตมาพบว่าท่านบรมคุรุนี้เปลี่ยนแปลงจากรูปเล็กๆที่อยู่ในกรอบรูปมาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและส่องประจายเจิดจ้าอยู่ในนัยน์ตาของอาตมา อาตมาชอบที่จะไปสวดมนต์อ้อนวอนต่อท่านเมื่อประสบกับปัญหายุ่งยากหรืออยากจะทดสอบอะไรบางอย่างซึ่งก็พบว่าท่านจะมาช่วยชี้แนะแก่อาตมาอยู่เสมอ
แรกๆนั้นอาตมารู้สึกเสียใจที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่พออาตมาได้ค้นพบว่าท่านสามารถมาปรากฏตัวได้ในที่ทุกแห่งอย่างลี้ลับอาตมาก็เลยไม่มีความเสียใจอีกต่อไป ท่านคุรุมักจะเขียนจดหมายบอกไปทางศิษยานุศิษย์ของท่านที่มีความกระเหี้ยนกระหืออยากจะเดินทางมาพบท่านว่า
“เจ้าจะมาดูเลือดเนื้อและกระดูกของเราไปทำไม ในเมื่อเราก็อยู่ในวิสัยของกุตัสถะ(ตาทิพย์)ของเจ้าอยู่แล้ว”
เมื่อตอนที่อาตมาอายุได้ 7 ขวบนั้นอาตมาสามารถหายจากโรคร้ายได้โดยอาศัยรูปภาพของท่านคุรุ จากประสบการณ์ครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้อาตมามีความรักเคารพต่อท่านเพิ่มขึ้นมากขึ้น
เรื่องนี้มีอยู่ว่า ขณะที่ครอบของอาตมาย้ายไปอยู่ที่เมืองอิชปูร์แคว้นเบงกอลนั้น อาตมาติดเชื้ออหิวาตกโรคชีวิตของอาตมาสิ้นหวังเป็นตายเท่ากัน พวกแพทย์แผนปัจจุบันต่างก็ช่วยอะไรไม่ได้ โยมแม่มาอยู่ที่ข้างเตียงของอาตมาแล้วเอามือมาพลิกตัวอาตมาให้หันหน้าไปทางรูปภาพของท่านคุรุที่แขวนอยู่ข้างฝาบนหัวนอนของอาตมา
“น้อมจิตไปสักการะบูชาท่านสิลูก” โยมแม่รู้เป็นอย่างดีว่าอาตมาไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยกมือทั้งสองข้างขึ้นประนมกระซิบบอกอาตมา “ หากลูกแสดงความจงรักภักดีของลูกอย่างจริงจังแล้วจินตนาการว่าลูกไปคุกเค่าอยู่เบื้องหน้าท่านชีวิตของเจ้าก็จะปลอดภัย”
พออาตมาใช้ตาจับจ้องดูรูปภาพของท่านคุรุก็แลเห็นแสงสว่างเจิดจ้าพุ่งออกมาจากรูปลงมาที่ตัวของอาตมาและกระจายไปทั่วทั้งห้อง อาการป่วยด้วยโรคอหิวาหฯนั้นก็พลันหายไปสิ้น ทันใดนั้นเองอาตมาก็รู้สึกว่าที่เรี่ยวแรงขึ้นมามาก จึงได้ก้มตัวลงไปสัมผัสที่เท้าของโยมแม่เพื่อแสดงความขอบคุณที่โยมแม่ใช้แรงศรัทธาที่มีต่อท่านคุรุมารักษาโรคให้อาตมา
โยมแม่เอาศีรษะของท่านแนบเข้ากับรูปของท่านคุรุนั้นพลางกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านบรมคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านที่เมตตาฉายแสงมารักษาโรคให้บุตรชายของข้าพเจ้า”
อาตมาเข้าใจว่าโยมแม่จะต้องแลเห็นแสงเรืองรองที่พุ่งออกมาจากรูปถูกตัวอาตมาจนทำให้อาตมาหายจากโรคครั้งนี้ได้
เพราะฉะนั้นหนึ่งในสมบัติอันล้ำค่าของอาตมาก็คือรูปถ่ายของท่านคุรุนี่เอง รูปนี้ท่านคุรุมอบให้แก่โยมพ่อมากับมือ มีอานุภาพมากเหลือเกิน ที่มาของรูปก็รู้สึกพึลึกพิลั่นน่าดู ซึ่งอาตมาได้ยินได้ฟังมาจากศิษย์ร่วมอาจารย์ของโยมพ่อที่ชื่อ กาลี กุมาร รอยอีกทีหนึ่ง
เรื่องมีอยู่ว่าท่านคุรุไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน แต่มีอยู่คราวหนึ่งมีการถ่ายรูปหมู่โดยมีท่านบรมคุรุนั่งอยู่ตรงกลาง แวดล้อมด้วยบรรดาศิษยานุศิษย์รวมทั้งกาลี กุมาร รอยคนนี้ด้วย เป็นการถ่ายรูปที่ท่านบรมคุรุห้ามแล้วแต่คนถ่ายไม่เชื่อ
เมื่อล้างและอัดรูปออกมาปรากฏว่าได้ภาพของศิษยานุศิษย์อย่างแจ่มชัดดีมากแต่ที่ตรงกลางรูปตรงจุดที่บรมคุรุนั่งอยู่กลับว่างเปล่า ความมหัศจรรย์ครั้งนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว
ยังมีศิษย์ผู้หนึ่งเชี่ยวชาญทางด้านถ่ายรูปชื่อว่า คงคา ธาร บาบู เที่ยวคุยโวโอ้อวดว่าจะต้องถ่ายรูปของท่านบรมคุรุติดได้อย่างแน่นอน ที่รูปของท่านหายไปนั้นเป็นไปไม่ไดแน่ๆ จึงในเช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ท่านบรมคุรุนั่งขัดสมาธิอยู่บนม้านั่งที่ทำด้วยไม้โดยที่ข้างหลังท่านมีฉากแขวนอยู่ คงคา ธาร บาบูได้ถือกล้องถ่ายรูปเข้ามาเตรียมการทุกอย่างแล้วก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปไปถึง 12 รูป แต่พอล้างและอัดออกมาปรากฏว่าแต่ละรูปเห็นแต่ม้านั่งและฉากหลังแต่ไม่เห็นรูปของท่านบรมคุรุ
คงคา ธาร บาบูร้องไห้ด้วยความเสียใจและเสียเกียรติภูมิที่เคยคุยเอาไว้ เขาจึงเข้าเรียนถามท่านแต่ท่านไม่ยอมพูดอะไร จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงท่านบรมคุรุจึงพูดทำลายความเงียบ
“เราคือวิญญาณ กล้องถ่ายรูปของเจ้าจะถ่ายรูปของวิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้อย่างไรเล่า”
“ผมรู้ว่าผมถ่ายรูปวิญญาณไม่ได้ แต่ท่านคุรุครับผมอยากได้รูปของท่านไว้สักการบูชาสักรูป แต่แรกตาของผมไม่มีแวว แต่เดี๋ยวนี้ผมได้ตระหนักแน่แก่ใจแล้วว่าในกายของท่านคุรุมีพระวิญญาณของพระเป็นเจ้ามาสิงสถิตอยู่”
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็มาพรุ่งนี้เช้า เราจะยอมให้เจ้าถ่ายรูปติดด้วยความยินดี”
คงคา ธาร บาบูก็ได้มาถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เมื่อล้างและอัดรูปออกมาแล้วมีรูปของท่านบราคุรุจัดแจ๋ว ไม่มีสิ่งใดมาบดบัง
รูปที่ว่านี้อาตมาได้นำมาตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มนี้ด้วยแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าท่านบรมคุรุลาหิริ มหาสัยมีผิวพรรณขาวเนียนแบบคนตะวันตก แต่ก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนชาติใด ความปีติปราโมทย์ที่เกิดจากการเข้าถึงพระเป็นเจ้าเผยให้เห็นได้ในรอยยิ้ม
ตาของท่านบรมคุรุมีลักษณะครึ่งหลับครึ่งลืม แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสนใจในโลกภายนอก และที่ตาครึ่งลืมนั้นหมายความว่ากำลังดื่มด่ำอยู่ในปีติสุขภายใน แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ท่านจะตื่นอยู่ตลอดเวลา เพื่อรับฟังปัญหาทางธรรมที่ผู้สนใจเข้าไปซักถามท่าน
หลังจากที่อาตมาหายจากโรคด้วยอานุภาพของท่านบรมคุรุแล้วไม่นาน อาตมาก็ได้เห็นภาพนิมิตปรากฏเข้ามาในตาในของอาตมาในช่วงที่อาตมานั่งเข้าสมาธิอยู่บนที่นอนในเช้าวันหนึ่ง แล้วจิตของอาตมาก็เข้าสู่ภวังค์
“อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความมืดมิดของดวงตาที่ปิดสนิทนี้” อาตมาถามปัญหานี้โดยทางจิต
ทันใดนั้นเองก็มีแสงสว่างดวงใหญ่โตมากมาปรากฏอยู่ในนัยน์ตาของอาตมา เห็นเป็นร่างทิพย์ของเหล่าโยคีกำลังนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำ คล้ายกับภาพเคลื่อนไหวในภาพยนต์ขนาดเล็กที่ฉายลงที่จอขาวๆอยู่ข้างในตรงหน้าผากของอาตมา
“พวกท่านคือใคร” อาตมาร้องถาม
“พวกเราคือโยคีอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย” เสียงตอบนั้นยากที่จะบรรยายเป็นถ้อยคำ แต่ทำให้จิตใจของอาตมาสั่นสะท้าน
“ข้าพเจ้าเองก็อยากจะไปที่เทือกเขาหิมาลัยแล้วบวชเป็นฤาษีเช่นเดียวกับพวกท่านเหมือนกัน” แล้วภาพนิมิตนั้นก็จางหายไป แต่แสงสีเงินได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างออกไปจนประมาณไม่ได้
“แสงมหัศจรรย์นี้คืออะไร”
“เราคือพระอิศวร เราคือแสงสว่าง” เสียงนั้นดังกระหึ่มก้องเมฆ
“ข้าพเจ้าต้องการเป็นอย่างท่านบ้าง”
จากประสบการณ์ที่สามารถมองเห็นด้วยภาพนิมิตนี่เอง ทำให้อาตมาต้องการติดต่อกับพระเป็นเจ้าอย่างยั่งยืนถาวร เพราะอาตมามีความเห็นว่า”พระเป็นเจ้ามีความสุขชั่วนิจนิรันดร์” ความทรงจำเช่นนี้วนเวียนอยู่กับอาตมาอยู่นานหลังจากวันที่ได้มีประสบการณ์ในครั้งนั้น
นอกจากนั้นแล้วอาตมาก็ยังจำเหตุการณ์สำคัญๆในช่วงที่ยังเป็นเด็กอีกเรื่องหนึ่งได้ และอาตมาก็ยังมีหลักฐานเป็นประจักษ์พยานคือแผลเป็นที่ติดตัวมาให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้
เรื่องมีอยู่ว่า โยมพี่อุมากับอาตมาไปนั่งคุยอยู่ด้วยกันที่ใต้ต้นสะเดาต้นหนึ่งในบริเวณบ้านที่เมืองโครัขปูร์ โยมพี่อุมาเขามาช่วยสอนภาษษเบงกาลีให้อาตมาทุกครั้งที่อาตมามีเวลาว่าง ซึ่งอาตมาก็จะดูนกแก้วกินลูกสะเดาอยู่ใกล้ๆไปพร้อมๆกันนั้นด้วย
โยมพี่อุมาบ่นว่าเป็นฝีที่ขา เธอจึงเอามือควักน้ำมันออกจากขวดมาทา อาตมาก็ควักน้ำมันของพี่อุมาออกมาทาที่แขนของอาตมาเองบ้าง
“เธอเอายามาทาแขนที่ดีๆไม่เป็นอะไรไปทำไม”
“คืออย่างนี้พี่ ผมมีความรู้สึกว่าจะมีฝีขึ้นมาที่แขนพรุ่งนี้เหมือนกัน ผมจึงเอาน้ำมันของพี่มาทาตรงจุดที่ฝีจะขึ้นนี้”
“เธออย่าล้อเล่นน่า”
“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะพี่ ให้รอดูเช้าวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น” อาตมากล่าวอย่างทะนงตัว
โยมพี่อุมาไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่อาตมาว่า ได้ถามย้ำแล้วย้ำอีกถึง 3 ครั้ง ความมั่นใจว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่พูดไว้ได้ปรากฏอยู่ในคำตอบของอาตมาที่บอกกับโยมพี่อุมา โดยอาตมาพูดออกมาอย่างช้าๆว่า
“ด้วยอานุภาพของพลังจิตที่มีอยู่ในตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบอกว่าพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมีหัวฝีขนาดใหญ่ขึ้นมาที่แขนตรงจุดนี้ และหัวฝีของพี่อุมาก็จะโตขึ้นอีกเป็น 2 เท่าของขนาดปัจจุบัน”
พ่อรุ่งเช้าอาตมาก็ได้พบว่ามีหัวฝีขึ้นมาตรงจุดที่บอกไว้จริงๆ ส่วนหัวฝีของโยมพี่อุมาก็มีขนาดโตยิ่งขึ้นกว่าเก่าอีกสิบเท่า โยมพี่อุมาตกใจถึงกับวิ่งไปหาโยมแม่พูดระล่ำระลักบอกว่า “แม่จ๋า มุกุนท์(ชื่อเดิมของอาตมา)เป็นพ่อมดหมอผีไปแล้ว” โยมแม่มีสีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจัง ได้สอนอาตมาว่าอย่าได้ใช้วาจาสิทธิ์ทำร้ายใครเป็นอันขาด ซึ่งอาตมายังจดจำคำสั่งสอนนี้ได้เสมอและก็ได้ปฏิบัติตามเสมอมา
ฝีที่อาตมาเป็นนี้ต้องเอาไปให้แพทย์ผ่าตัดออก รอยเข็มผ่าตัดของแพทย์ครั้งนั้นยังปรากฏให้เห็นจนตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อเห็นรอยผ่าตัดที่แขนซ้ายของอาตมาทีไรทำให้รำรึกถึงอานาภาพของวาจาสิทะของมนุษย์เราขึ้นมาเมื่อนั้น
คำพูดธรรมดาๆ ไม่มีข้อความร้ายใดๆที่พูดกับโยมพี่อุมานี้พูดไปด้วยพลังสมาธิ จึงมีอานุภาพที่ซ่อนเร้นเอาไว้พอที่จะระเบิดออกมาได้เหมือนลูกระเบิดและสามารถประสิทธิ์ผลที่แน่นอนได้ อาตมาเข้าใจต่อมาในภายหลังว่าอานุภาพของถ้อยคำวาจาที่เปล่งออกมามีอานุภาพคล้ายลูกระเบิดนี้ หากใช้อย่างชาญฉลาดก็สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือชีวิตของคนเราให้รอดพ้นจากอุปสรรคต่างๆได้ และสามารถกระทำได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ให้เห็นด้วย
ครอบครัวของพวกเราได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองละฮอร์ที่แคว้นปัญจาบ ที่นี่เองที่อาตมาไปได้รูปภาพของเจ้าแม่ในร่างของเจ้าแม่กาลี เราไปตั้งไว้บนทิ้งบูชาเล็กๆที่ระเบียงบ้านของเรา อาตมามีความมั่นใจว่าเมื่อไปสวดมนต์อยู๋ในที่ศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้แล้วคำสวดมนต์อ้อนวอนก็จะมีผลประสิทธิ์ขึ้นมาได้
อยู่มาวันหนึ่งอาตมาไปยืนอยู่ที่ตรงนี้กับโยมพี่อุมา มองดูเด็กสองคนกำลังเล่นว่าวอยู่บนหลังคาตึกสองหลัง ซึ่งตึกทั้งสองหลังนี้อยู่แยกจากบ้านของเราโโยมีตรอกแคบๆกั้นอยู่ตรงกลาง
“ทำไมเงียบไปละน้อง” โยมพี่อุมามาผลักอาตมาเบาๆ
“ผมกำลังนึกถึงความมหัศจรรย์ของเจ้าแม่กาลีว่าท่านสามารถประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมขอจากท่านได้”
“งั้นก็ลองให้เจ้าแม่กาลีเสกว่าวสิลองตัวนั้นให้ลอยมาหาเราสิ” โยมพี่พูดออกมาด้วยรอยยิ้มเชิงหยันๆ
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” แล้วอาตมาเริ่มสวดอ้อนวอนเพื่อให้ว่าวสองตัวนั้นลอยมาหา
เกมการเล่นกีฬาว่าวนี้ของประเทศอินเดียจะใช้ว่าวสองตัวโดยที่สายปานของว่าวทั้งสองตัวเขาจะเอากาวมาทาแล้วใช้เศษแก้วติดไว้ คนชักว่าวแต่ละตัวก็จะพยายามตัดสายป่านว่าวของว่าวคู่แข่งขัน ว่าวที่สายป่านถูกตัดขาดก็จะลอยอยู่บนหลังคาตึก แล้วพวกเด็กๆก็จะวิ่งไล่จับว่าวนั้นอย่างสนุกสนาน
ขณะนั้นโยมพี่อุมากับอาตมายืนอยู่ที่ระเบียงบ้านที่มีหลังคา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่าวขาดมาแล้วจะลอยลาให้เราจับ สายป่านจะต้องกระตุกตัวว่าวไปติดที่หลังคาตึก
พอเด็กเล่นเกมชักว่าวอยู่อีกฟากหนึ่งของซอยเริ่มการแข่งขัน สายป่านของว่าวตัวหนึ่งก็ถูกตัดขาด ทันใดนั้นเองว่าวตัวนั้นก็ลอยมาทางอาตมา แต่เนื่องจากมีแรงลมมาปะทะอย่างกะทันหัน ว่าวก็เลยลอยตัวอยู่ในอากาศชั่วครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นเองสายป่านของว่าวก็ไปเกี่ยวเข้ากับต้นกระบองเพชรที่หลังคาบ้านตรงกันข้าม อาตมาจึงเอื้อมมือไปจับว่าวตัวนั้นมาได้แล้วยื่นให้โยมพี่อุมา
“มันเป็นเพราะความบังเอิญมากกว่าละกระมัง มันคงไม่ใช่เพราะคำอ้อนวอนของน้องประสิทธิผลหรอก แต่หากว่าวตัวที่สองนั้นลอยมาให้น้องจับอีก นั่นแหละพี่จึงจะเชื่อ” พี่อุมาพูด ตาดำขวับของเธอบ่งบอกถึงความอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าคำพูด
อาตมาได้เริ่มสวดอ้อนวอนเจ้าแม่กาลีอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ว่าวอีกตัวหนึ่งก็ถูกตัดสายป่านหลุดลอยมาทางอาตมา มันส่ายไปมาเมื่อต้องกระแสลม คราวนี้ก็อีกเหมือนกัน คือผู้ช่วยเหลือของอาตมากล่าวคือต้านตระบองเพชรก็เกี่ยวสายป่านว่าวตัวนั้นเอาไว้ ทำให้อาตมาสามารถเอื้อมมือไปคว้าเอาว่าวมาได้ และอาตมาได้ยื่นว่าวตัวที่สองนี้ให้แก่โยมพี่อุมา
“เจ้าแม่กาลีประทานพรแกน้องแน่ๆเชียว มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับพี่จริงๆ”
พูดเสร็จโยมพี่อุมาก็วิ่งหนีอาตมาไปเหมือนกวางน้อยวิ่งเพราะตื่นกลัวนายพราน.
บทที่ 2
บทที่ 2
การตายของโยมแม่และเครื่องรางลี้ลับ
โยมแม่มีความปรารถนาแรงกล้าอยู่อย่างหนึ่งคือต้องการให้พี่ชายคนโตของอาตมาแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา
“เมื่อแม่ได้เห็นหน้าภรรยาของลูกอนันต์นั่นแหละ แม่ก็คงเหมือนกับว่าได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น” อาตมามักได้ยินโยมแม่พูดเช่นนี้ ซึ่งก็คงเป็นไปตามแบบฉบับของคนอินเดียที่ต้องการสืบวงศ์ตระกูลให้ยาวนาน
ในตอนที่โยมพี่อนันต์หมั้นหมายนั้นอาตมาอายุได้ 11 ปี ตอนนั้นโยมแม่อยู่ที่กัลกัตตาเป็นแม่งานคอยควบคุมการตระเตรียมงานแต่งงาน ส่วนโยมพ่อกับมาตมาอยู่กันตามลำพังที่บ้านของเราที่เมืองบาบิลลีทางอินเดียตอนเหนือ ซึ่งช่วงนี้โยมพ่อถูกย้ายไปอยู่ที่นั่นหลังจากไปอยู่ที่เมืองละฮอร์เป็นเวลา 2 ปี
อาตมาเคยเห็นพิธีแต่งงานที่โอ่อ่าอลังการของโยมพี่ 2 คนมาแล้ว คือโยมพี่สาวโรมาและโยมพี่สาวอุมา แต่สำหรับกรณีของโยมพี่ชายอนันต์ซึ่งเป็นลูกชายคนโตนั้นได้มีการวางแผนงานอย่างละเอียดมากหน่อย โยมแม่ทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อหลากหลายที่เดินทางจากบ้านไกลๆมาที่กัลกัตตาทุกวัน
โยมแม่ให้พวกแขกพักอยู่ที่บ้านที่ซื้อใหม่หลังใหญ่โตมากอยู่ที่เลขที่ 50 ถนนแอมเฮิร์สท์ ทุกสิ่งทุกอย่างได้เตรียมการไว้เรียบร้อยหมด รวมทั้งไฟช่อดอกไม้ คานหามสีเทาที่จะให้พี่อนันต์นั่งไปบ้านเจ้าสาว ไฟหลากสีสัน ช้างและอูฐที่จะใช้ในพิธีแห่ วงดนตรีในขบวนแห่ทั้งวงดนตรีอังกฤษ วงดนตรีสก็อตต์ วงดนตรีอินเดีย นักแสดงอาชีพ และพระที่จะมาประกอบพิธีโบราณ
โยมพ่อกับอาตมาวางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปสมทบกับครอบครัวในวันทำพิธีนั้นเลย แต่ก่อนจะถึงวันสำคัญนั้นอาตมาได้เห็นภาพนิมิตพิลึกพิลั่นอย่างหนึ่ง
ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนที่เมืองบาบิลลี ขณะที่อาตมานอนอยู่บนเตียงข้างๆโยมพ่อที่บ้านพักบังกาโลของเรานั้นเอง อาตมาก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงหมือนมีคนมาเขย่ามุ้งที่ครอบอยู่บนเตียงนอน พออาตมาลืมตามาก็เห็นมุ้งแหวกออกและแลเห็นร่างของโยมแม่มาหา
“ปลุกพ่อเจ้าตื่นขึ้นมาสิลูก”เสียงของโยมแม่กระซิบบอกอาตมา “รีบจับรถไฟขบวนแรกในเวลาตี 4 ของเช้านี้ รีบไปกันที่กัลกัตตาหากเจ้าอยากจะเห็นใจแม่” จากนั้นร่างของโยมแม่ก็หายวับไป
“พ่อครับๆ แม่กำลังจะสิ้นใจตายแล้ว” เสียงตื่นกลัวของอาตมาร้องปลุกโยมพ่อให้ตื่นขึ้นมาทันที แล้วอาตมาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นกลัวว่าโยมแม่จะตายจริงๆ
“แม่เจ้าไม่เป็นไรหรอก ลูกตาฝาดไปเองละสิ” โยมพ่อแสดงเอกลักษณ์พิเศษของท่านออกมาในเชิงปฏิเสธไว้ก่อนต่อสถานการณ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้น “แม่ของเจ้าสุขภาพยังดีเยี่ยม จะตายได้อย่างไร เอาไว้เมื่อเราได้รับข่าวทางโทรเลขเราก็ค่อยไปกันในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“พ่อจะต้องเสียใจที่ไม่ไปเสียแต่ตอนนี้”ความวิตกกังวลทำให้อาตมาพูดต่อไปด้วยความฉุนเฉียวว่า “หากแม่เป็นอะไรไปพ่อต้องรับผิดชอบ ผมก็จะไม่อภัยให้พ่ออีกด้วยนะ”
รุ่งเช้าเราก็ได้รับโทรเลขแจ้งมาว่า “แม่ป่วยหนัก. การแต่งงานเลื่อนออกไป. รีบมาด่วน”
โยมพ่อกับอาตมารีบออกเดินทางไปทันที และที่ชุมทางที่จุดเปลี่ยนขบวนรถไฟเราก็ได้พบกับลุงของอาตมาคนหนึ่งด้วย ขณะนั้นมีรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งมุ่งหน้ามาทางพวกเราด้วยความเร็วสูงมาก ความคับแค้นที่แน่นอยู่ในอกแทบจะทำให้อาตมาตัดสินใจกระโดดลงไปที่รางรถไฟให้มันทับให้ตายไปเสียเลย อาตมามีความรู้สึกว่าเมื่อโยมแม่จากอาตมาไปแล้ว อาตมาจะไม่สามารถทนอยู่ในโลกที่ไม่มีโยมแม่ได้แน่ๆ อาตมารักโยมแม่มากเหมือนกับว่าท่านเป็นมิตรแท้คนเดียวของอาตมาบนโลกใบนี้ ตาอันดำขวับและอ่อนโยนของโยมแม่ได้เป็นที่พึ่งช่วยปลอบประโลมใจให้อาตมาหายจากโศกนาฏกรรมในช่วงที่อาตมาเป็นเด็กมาหลายครั้งแล้ว
“แม่ผมยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมครับ” อาตมาหยุดยืนตั้งปัญหานี้กับโยมลุงของอาตมา
โยมลุงคงจะตีความจากใบหน้าของอาตมาว่าอาตมามีความสิ้นหวังจึงได้กล่าวปลอบใจว่า” แม่ของหนูยังมีชีวิตอยู่จริงๆ” แต่อาตมาไม่ค่อยจะเชื่อโยมลุงเท่าไรนัก
เมื่อเราเดินทางไปถึงบ้านที่กัลกัตตาก็ได้พบว่าโยมแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว อาตมาเมื่อรู้ข่าวนี้ก็แทบจะล้มทั้งยืน ตกอยู่ในสภาพเหมือนว่าตายทั้งเป็น กว่าจะทำใจได้อาตมาต้องใช้เวลาเป็นแรมปี ได้พยายามหาที่พึ่งทางใจจากทวยเทพเทวาในสวรรค์ทุกห้อฟ้า และในที่สุดก็ได้คร่ำครวญหาเจ้าแม่กาลี ซึ่งถ้อยคำของท่านสามารถรักษาบาดแผลบอบช้ำของหัวใจของอาตมาได้
“เรานี่เองที่คอยเฝ้าดูแลเจ้ามาชาติแล้วชาติเล่า ด้วยการทะนุถนอมเหมือนกับแม่ของเจ้า เจ้ามองดูที่ตาดำงามทั้งสองข้างของเราสิ มันคือดวงตางามที่เจ้าแสวงหาอยู่นั่นเอง”
โยมพ่อกับอาตมาเดินทางกลับมาที่เมืองบาบิลลีทันทีที่ทำพิธีเผาศพโยมแม่เสร็จ หลังจากนั้นมาในตอนเช้าๆทุกวันอาตมาชอบเดินไปอยู่ที่ใต้ร่มแคต้นหนึ่งที่อยู่หน้าบ้านบังกาโลของเรา
เห็นดอกสีขาวๆของมันหล่นลงมากองอยู่ที่พื้นสนามหญ้า อาตมาก็จินตนาการไปว่ามันช่างเหมือนกับว่าต้นไม้นี้มันมีความภักดีต่อพระเป็นเจ้าแล้วสลัดดอกออกมาบูชาสักการะพระองค์
ขณะอาตมาร้องไห้น้ำตาไหลหยดลงมาปนอยู่กับน้ำค้างนั้น ก็มักสังเกตเห็นแสงประหลาดพุ่งออกมาจากหยาดน้ำค้างนั้นบ่อยๆ ใจของอาตมาจึงต้องการติดต่อกับพระเป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น และก็เป็นแรงกระตุ้นให้อยากไปที่เทือกเขาหิมาลัยมากยิ่งขึ้นด้วย
ลูกพี่ลูกน้องของอาตมาผู้หนึ่งเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากเทือกเขาหิมาลัยสดๆร้อนๆ เขาได้มาเยี่ยมเราที่เมืองบาบิลลี อาตมาตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่าถึงว่าเทือกเขาหิมาลัยนี้เป็นที่พำนักของพวกโยคีและบรรดาพระสวามีต่างๆ
“เราหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยกันเถอะ”วันหนึ่งอาตมาออกปากชวนทวารกะ ปราสาท ลูกชายเศรษฐีที่ดินที่เรามาเช่าสร้างบ้านอยู่ที่เมืองบาบิลลีนี้แหละ แต่ทารกะ ประสาทไม่ยอมไปด้วยและยังแถมปากสว่างไปบอกเรื่องนี้กับโยมพี่ของอาตมาที่มาเยี่ยมโยมพ่อเสียอีกด้วย
แต่แทนที่โยมพี่จะเพียงแค่หัวเราะเยาะแผนที่ใช้การไม่ได้แบบเด็กๆของอาตมากลับมาพูดจาแดกดันเย้ยหยันอาตมาเสียนี่
“ไหนล่ะผ้าเหลืองของเธอ ? เธอไม่มีผ้าเหลืองจะบวชเป็นสวามีไม่ได้นะ”
อาตมาตื่นเต้นไปกับคำพูดของโยมพี่มาก เพราะมันทำให้อาตมาได้มองเห็นภาพที่แจ่มชัดว่าตนเองจะได้เป็นพระได้เดินทางไปแสวงบุญทั่วประเทศอินเดีย และคำพูดของโยมพี่นี้ก็ยังมากระตุ้นความทรงจำในอดีตชาติหนึ่งของอาตมาที่เกิดเป็นโยคีด้วย อาตมาได้ตระหนักขึ้นมาว่าตนจะได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ของคณะสงฆ์สวามีที่ได้ก่อตั้งนมนานมาตั้งแต่โบราณกาล
เช้าวันหนึ่งอาตมาคุยกับทวารกะก็ได้รู้ชัดว่าตนเองมีความรักต่อพระเป็นเจ้าอย่างยิ่งยวด แต่ฝ่ายทวารกะนั้นมีศรัทธาในพระเป็นเจ้าแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ซึ่งผิดกับอาตมาที่ได้ทุ่มเทจิตใจให้กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่
บ่ายวันหนึ่งอาตมาได้หนีไปที่เมืองไนติดาลซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย แต่พี่อนันต์ไปตามล่า อาตมาจึงถูกบังคับให้ต้องเดินทางกลับมาเมืองบาบิลลีด้วยความเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นมาที่แสวงบุญแห่งเดียวที่อาตมาได้รับอนุญาตให้ไปคือที่ใต้ต้นแคดอกขาวที่หน้าบ้าน โดยในตอนเช้าๆอาตมาก็จะไปนั่งร้องไห้ด้วยความคิดถึงโยมแม่ที่เป็นมนุษย์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วและพระแม่เจ้ากาลีที่เป็นเทพ
หลังจากที่โยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้นสายสัมพันธ์ในครอบครัวของเราก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่โยมพ่อก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ทั้งๆที่ท่านตอนนั้นก็มีอายุแค่ 40 ปีเท่านั้นเอง โยมพ่อจึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้แก่พวกเราซึ่งยังเล็กๆกันอยู่ โดยท่านได้แสดงความอ่อนโยนกับลูกๆมากขึ้น และสามารถเข้าหาท่านได้ง่ายขึ้นด้วย
โยมพ่อก็ได้ประคับประคองครอบครัวของเรา ช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปได้ หลังจากเลิกงานกลับมาบ้านแล้วโยมพ่อก็จะเข้าไปเก็บตัวเป็นฤษีปลีกวิเวกอยู่ในห้องของท่าน ทำการปฏิบัติสมาธิแบบกริยะโยคะอยู่อย่างสงบ หลังจากโยมแม่เสียชีวิตไปนานพอสมควรแล้ว อาตมาเคยจะไปว่าจ้างนางพยาบาลชาวอังกฤษมาคอยดูแลโยมพ่อเพื่อให้ท่านสะดวกสบายขึ้นมาบ้าง แต่โยมพ่อไม่ยอม
“เรื่องที่จะให้คนมาปฏิบัติพ่อนั้น พ่อยอมให้แต่เฉพาะแม่ของลูกเท่านั้น” โยมพ่อพูดขณะที่ดวงตาของท่านเหม่อลอยตามแบบฉบับของคนที่ปฏิบัติธรรมมาตลอดชีวิต”พ่อไม่ขอรับการปรนนิบัติใดๆจากหญิงอื่นอีกแล้ว”
หลังจากที่โยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้น อาตมาก็ได้ทราบข่าวว่าโยมแม่ได้สั่งเสียฝากข้อความเอาไว้ให้อาตมาก่อนที่ท่านจะสิ้นลม โยมพี่อนันต์มาอยู่กับโยมแม่ที่เตียงที่โยมแม่เสียชีวิต และได้บันทึกคำสั่งเสียของโยมแม่นี้เอาไว้ ถึงแม้ว่าโยมแม่จะขอให้นำมาเปิดเผยแก่อาตมาภายใน 1 ปีแต่โยมพี่อนันต์ได้ชะลอเวลาเอาไว้ แต่โยมพี่อนันต์จะต้องรีบเดินทางจากเมืองบาบิลลีไปที่กัลกัตตาเพื่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนที่โยมแม่ได้เลือกเอาไว้ให้แล้วนั้น เพราะฉะนั้นในเย็นวันหนึ่งโยมพี่จึงได้เรียกอาตมาให้เข้าไปนั่งข้างๆ
“มุกุนท์ พี่ไม่อยากบอกเรื่องประหลาดนี้กับเธอเลย” เสียงโยมพี่อนันต์ถอนหายใจ
“พี่กลัวว่าเรื่องนี้จะไปกระตุ้นให้เธอหลบหนีออกจากบ้านมาก เพราะเธอชอบเรื่องพรรณนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อเร็วๆนี้ตอนที่พี่ไปจับตัวเธอกลับมาระหว่างที่จะหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น พี่ก็เลยตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะบอก จะไม่ปล่อยเรื่องให้ยืดเยื้อต่อไป แต่จะทำตามกับที่ได้รับปากคุณแม่เอาไว้” ว่าแล้วโยมพี่อนันต์ก็ได้ยื่นกล่องเล็กๆมาให้อาตมากล่องหนึ่ง พร้อมกับยื่นซองจดหมายสั่งลาก่อนเสียชีวิตของโยมแม่ให้ด้วย
“แม่ขอให้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำอำนวยพรครั้งสุดท้ายของแม่ มุกุนท์ลูกรัก” โยมพูดแล้วให้โยมพี่อนันต์บันทึกตาม “ ในช่วงชั่วโมงที่แม่กำลังจะเสียชีวิตอยู่นี้แม่จะได้นำเรื่องเหตุการณ์ต่างๆบางอย่างมาเล่าให้ลูกฟัง แม่รู้วิถีชิวิตของลูกเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่เมื่อตอนที่ลูกเป็นทารกตัวน้อยๆอยู่ในอ้อมกอดของแม่ แม่อุ้มลูกไปที่บ้านของท่านคุรุของแม่ที่เมืองพาราณสี เมื่อไปถึงแม่นั่งอยู่ด้านหลังๆของศิษยานุศิษย์คนอื่นๆ โดยที่แม่แทบจะมองไม่เห็นท่านคุรุลาหิริ มหาสัย ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ที่บนอาสนะ
“ในขณะที่แม่เอามือลูบตัวลูกไปมาอยู่นั้นแม่ก็ได้อธิษฐานจิตให้ท่านบรมคุรุมองมาเห็นและมาอำนวยอวยพรให้เรา แม่เฝ้าแต่อธิษฐานแล้วอธิษฐานเล่าหลายต่อหลายครั้ง ก็เลยเป็นผลขึ้นมา ท่านบรมคุรุได้ลืมตาแล้วพยักหน้าให้แม่เข้าไปหา คนอื่นๆได้หลีกทางให้แม่เข้าไปหาท่าน แม่ได้ก้มตัวลงไปเอามือสัมผัสที่เท้าของท่าน ท่านบรมคุรุได้อุ้มลูกไปวางไว้ที่ตักของท่าน แล้วเอามือของท่านมาวางบนหน้าผากของลูกเหมือนกับว่าจะทำพิธีรับศีลจุ่มให้แก่ลูก
“นี่แน่ะแม่นาง ลูกของแม่นางจะได้เป็นโยคี เขาจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ จะนำวิญญาณมวลมนุษย์ทั้งหลายไปสู่อาณาจักรของพระเป็นเจ้า
“หัวใจแม่พองโตด้วยความปีติโสมนัสที่ได้พบว่าแรงอธิษฐานของแม่ได้ยินไปถึงท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่ลูกจะเกิดได้ไม่นาน ท่านก็ได้บอกกับแม่ว่าลูกจะดำเนินตามรอยของท่าน
“ลูกรัก ในเวลาต่อมาแม่กับโรมาพี่สาวของลูกเคยมองเห็นลูกมีแสงสว่างไสวพวยพุ่งออกมาจากตัว โดยเราสองคนไปแอบมองดูอยู่ในห้องข้างๆในขณะที่ลูกนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าน้อยๆของลูกมีรัศมีแผ่ซ่านออกมา เสียงพูดของลูกมีความหนักแน่นแน่วแน่เมื่อพูดถึงว่าจะไปเทือกเขาหิมาลัยเพื่อแสวงหาพระเป็นเจ้า
“ลูกรัก จากสิ่งต่างๆเหล่านี้แม่จึงได้รู้ว่าวิถีชีวิตของลูกอยู่ห่างไกลจากวิถีทางโลก และก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของแม่ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องยืนยันว่าลูกจะต้องเป็นอย่างที่แม่ว่าไว้นั้น ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เองได้ช่วยกระตุ้นให้แม่ต้องให้คนบันทึกข้อความสั่งเสียก่อนตายนี้ถึงลูก
“มันคือเหตุการณ์ที่แม่ได้พบกับนักบวชรูปหนึ่งที่แคว้นปัญจาบ เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราย้ายไปอยู่ที่เมืองละฮอร์ เช้าวันนั้นคนใช้หญิงเข้ามาบอกแม่ในห้องว่า”คุณนายคะ มีสาธุแปลกหน้ารูปหนึ่งมาหา ท่านบอกว่าอยากจะพบกับคุณแม่ของมุกุนท์
“ถ้อยคำตรงไปตรงมาของสาธุที่คนใช้นำมาบอกประทับใจแม่มาก แม่รีบไปต้อนรับท่านอาคันตุกะ ก้มตัวลงเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่าน มีความรู้สึกว่าท่านเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมเป็นคนของพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง
“คุณโยม” พระสาธุพูด “ท่านบรมคุรุต้องการแจ้งให้คุณโยมได้ทราบว่าคุณโยมจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน การป่วยครั้งต่อไปของของคุณโยมจะเป็นการป่วยครั้งสุดท้ายแล้ว” เสียงของพระสาธุเงียบไปชั่วครู่ ขณะนั้นแม่ไม่ได้รู้สึกตกใจมีแต่ความสงบเยือกเย็น ในที่สุดพระก็ได้กล่าวกับแม่อีกว่า
“ขอให้คุณโยมเก็บรักษาเครื่องรางอย่างหนึ่งเอาไว้ให้ดี ตอนนี้อาตมาจะยังไม่นำเครื่องรางนี้มาให้คุณโยม แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์สัจจะของอาตมาเครื่องรางนี้จะปาฏิหาริย์มาอยู่ในมือของคุณโยมในวันพรุ่งนี้ขณะที่คุณโยมนั่งสมาธิ เวลาคุณโยมจะสิ้นใจตายนั้นคุณโยมจะต้องบอกให้อนันต์ลูกชายคนโตของคุณโยมเก็บเครื่องรางนี้เอาไว้ให้ดีเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยนำมามอบให้แก่บุตรชายคนที่สองของคุณโยม ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นมุกุนท์เขาก็จะเข้าใจความหมายของเครื่องรางนี้ว่าท่านบรมคุรุให้มาด้วยมีวัตถุประสงค์อะไร
“เขาจะรับเอาเครื่องรางนี้ไปในช่วงเวลาพอดีกับที่เขาจะสละโลกไปแสวงหาพระเป็นเจ้า หลังจากเขาเก็บเครื่องรางนี้ไว้สักสองปีและหลังจากที่มันได้ทำหน้าที่จนบรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้วมันก็จะหายไป ถึงแม้ว่ามันจะถูกเก็บไว้ในที่เร้นลับอย่างไร มันก็จะกลับคืนไปสู่ถิ่นกำเนิดที่มาของมัน
“แม่ได้นำอาหารมาถวายพระสาธุรูปนั้น แล้วก้มตัวลงเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านด้วยความเคารพเป็นอย่างมาก แต่ท่านไม่ยอมรับอาหารนั้น เพียงแต่ได้ให้ศีลให้พรแล้วก็เดินจากไป
“ในช่วงเย็นของวันรุ่งขึ้น ขณะที่แม่นั่งเอามือประสานกันนั่งทำสมาธิอยู่นั้น ก็มีเครื่องรางทำด้วยเงินชิ้นหนึ่งปาฏิหาริย์มาอยู่ในฝ่ามือของแม่ เป็นดังที่พระสาธุรูปนั้นกล่าวไว้จริงๆ มันมีลักษณะผิวเกลี้ยงและรู้สึกเย็นๆเมื่อมากระทบถูกมือแม่ แม่ได้เก็บรักษามันไว้กว่าสองปีมาแล้วและเดี๋ยวนี้ได้มอบให้อนันต์ไปเก็บไว้
“อย่าเศร้าโศกถึงแม่เลย เพราะท่านบรมคุรุบอกกับแม่ว่าเมื่อแม่ตายแล้วแม่จะเข้าไปสู่อ้อมกอดของพระเป็นเจ้า ขอให้เจ้าแม่กาลีคุ้มครองลูกเถิด”
เมื่ออาตมาได้ของสิ่งนี้มาเป็นสมบัติแล้ว มันทำให้อาตมามีรัศมีสว่างไสวแผ่ซ่านออกมาและมันมาช่วยปลุกให้อาตมาสามารถระลึกชาติได้ด้วย เครื่องรางชิ้นนี้มีลักษณะกลมๆเก่าแก่มาก มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต อาตมาเข้าใจว่ามันคงเป็นของตกทอดมาจากบรมคุรุในอดีต ซึ่งเป็นผู้ชี้นำแนวทางชีวิตของอาตมาอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ ในภายหลังของสิ่งนี้มีความสำคัญมากจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้แก่นแท้ของมันว่ามันคืออะไรกันแน่
เครื่องรางนี้หายไปในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนักของชีวิตอาตมาได้อย่างไร และการสูญเสียมันเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่สำหรับบรมคุรุของอาตมาอย่างไรบ้าง ปัญหาสองข้อนี้จะยังไม่เฉลยในบทนี้ก่อน
เพียงแต่จะขอเกริ่นกล่าวว่า เด็กตัวเล็กๆที่ถูกขัดขวางไม่ให้ไปเทือกเขาหิมาลัย ได้อาศัยเครื่องรางนี้พาเหาะไปที่นั่นทุกวัน.
การตายของโยมแม่และเครื่องรางลี้ลับ
โยมแม่มีความปรารถนาแรงกล้าอยู่อย่างหนึ่งคือต้องการให้พี่ชายคนโตของอาตมาแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา
“เมื่อแม่ได้เห็นหน้าภรรยาของลูกอนันต์นั่นแหละ แม่ก็คงเหมือนกับว่าได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น” อาตมามักได้ยินโยมแม่พูดเช่นนี้ ซึ่งก็คงเป็นไปตามแบบฉบับของคนอินเดียที่ต้องการสืบวงศ์ตระกูลให้ยาวนาน
ในตอนที่โยมพี่อนันต์หมั้นหมายนั้นอาตมาอายุได้ 11 ปี ตอนนั้นโยมแม่อยู่ที่กัลกัตตาเป็นแม่งานคอยควบคุมการตระเตรียมงานแต่งงาน ส่วนโยมพ่อกับมาตมาอยู่กันตามลำพังที่บ้านของเราที่เมืองบาบิลลีทางอินเดียตอนเหนือ ซึ่งช่วงนี้โยมพ่อถูกย้ายไปอยู่ที่นั่นหลังจากไปอยู่ที่เมืองละฮอร์เป็นเวลา 2 ปี
อาตมาเคยเห็นพิธีแต่งงานที่โอ่อ่าอลังการของโยมพี่ 2 คนมาแล้ว คือโยมพี่สาวโรมาและโยมพี่สาวอุมา แต่สำหรับกรณีของโยมพี่ชายอนันต์ซึ่งเป็นลูกชายคนโตนั้นได้มีการวางแผนงานอย่างละเอียดมากหน่อย โยมแม่ทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อหลากหลายที่เดินทางจากบ้านไกลๆมาที่กัลกัตตาทุกวัน
โยมแม่ให้พวกแขกพักอยู่ที่บ้านที่ซื้อใหม่หลังใหญ่โตมากอยู่ที่เลขที่ 50 ถนนแอมเฮิร์สท์ ทุกสิ่งทุกอย่างได้เตรียมการไว้เรียบร้อยหมด รวมทั้งไฟช่อดอกไม้ คานหามสีเทาที่จะให้พี่อนันต์นั่งไปบ้านเจ้าสาว ไฟหลากสีสัน ช้างและอูฐที่จะใช้ในพิธีแห่ วงดนตรีในขบวนแห่ทั้งวงดนตรีอังกฤษ วงดนตรีสก็อตต์ วงดนตรีอินเดีย นักแสดงอาชีพ และพระที่จะมาประกอบพิธีโบราณ
โยมพ่อกับอาตมาวางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปสมทบกับครอบครัวในวันทำพิธีนั้นเลย แต่ก่อนจะถึงวันสำคัญนั้นอาตมาได้เห็นภาพนิมิตพิลึกพิลั่นอย่างหนึ่ง
ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนที่เมืองบาบิลลี ขณะที่อาตมานอนอยู่บนเตียงข้างๆโยมพ่อที่บ้านพักบังกาโลของเรานั้นเอง อาตมาก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงหมือนมีคนมาเขย่ามุ้งที่ครอบอยู่บนเตียงนอน พออาตมาลืมตามาก็เห็นมุ้งแหวกออกและแลเห็นร่างของโยมแม่มาหา
“ปลุกพ่อเจ้าตื่นขึ้นมาสิลูก”เสียงของโยมแม่กระซิบบอกอาตมา “รีบจับรถไฟขบวนแรกในเวลาตี 4 ของเช้านี้ รีบไปกันที่กัลกัตตาหากเจ้าอยากจะเห็นใจแม่” จากนั้นร่างของโยมแม่ก็หายวับไป
“พ่อครับๆ แม่กำลังจะสิ้นใจตายแล้ว” เสียงตื่นกลัวของอาตมาร้องปลุกโยมพ่อให้ตื่นขึ้นมาทันที แล้วอาตมาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นกลัวว่าโยมแม่จะตายจริงๆ
“แม่เจ้าไม่เป็นไรหรอก ลูกตาฝาดไปเองละสิ” โยมพ่อแสดงเอกลักษณ์พิเศษของท่านออกมาในเชิงปฏิเสธไว้ก่อนต่อสถานการณ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้น “แม่ของเจ้าสุขภาพยังดีเยี่ยม จะตายได้อย่างไร เอาไว้เมื่อเราได้รับข่าวทางโทรเลขเราก็ค่อยไปกันในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”
“พ่อจะต้องเสียใจที่ไม่ไปเสียแต่ตอนนี้”ความวิตกกังวลทำให้อาตมาพูดต่อไปด้วยความฉุนเฉียวว่า “หากแม่เป็นอะไรไปพ่อต้องรับผิดชอบ ผมก็จะไม่อภัยให้พ่ออีกด้วยนะ”
รุ่งเช้าเราก็ได้รับโทรเลขแจ้งมาว่า “แม่ป่วยหนัก. การแต่งงานเลื่อนออกไป. รีบมาด่วน”
โยมพ่อกับอาตมารีบออกเดินทางไปทันที และที่ชุมทางที่จุดเปลี่ยนขบวนรถไฟเราก็ได้พบกับลุงของอาตมาคนหนึ่งด้วย ขณะนั้นมีรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งมุ่งหน้ามาทางพวกเราด้วยความเร็วสูงมาก ความคับแค้นที่แน่นอยู่ในอกแทบจะทำให้อาตมาตัดสินใจกระโดดลงไปที่รางรถไฟให้มันทับให้ตายไปเสียเลย อาตมามีความรู้สึกว่าเมื่อโยมแม่จากอาตมาไปแล้ว อาตมาจะไม่สามารถทนอยู่ในโลกที่ไม่มีโยมแม่ได้แน่ๆ อาตมารักโยมแม่มากเหมือนกับว่าท่านเป็นมิตรแท้คนเดียวของอาตมาบนโลกใบนี้ ตาอันดำขวับและอ่อนโยนของโยมแม่ได้เป็นที่พึ่งช่วยปลอบประโลมใจให้อาตมาหายจากโศกนาฏกรรมในช่วงที่อาตมาเป็นเด็กมาหลายครั้งแล้ว
“แม่ผมยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมครับ” อาตมาหยุดยืนตั้งปัญหานี้กับโยมลุงของอาตมา
โยมลุงคงจะตีความจากใบหน้าของอาตมาว่าอาตมามีความสิ้นหวังจึงได้กล่าวปลอบใจว่า” แม่ของหนูยังมีชีวิตอยู่จริงๆ” แต่อาตมาไม่ค่อยจะเชื่อโยมลุงเท่าไรนัก
เมื่อเราเดินทางไปถึงบ้านที่กัลกัตตาก็ได้พบว่าโยมแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว อาตมาเมื่อรู้ข่าวนี้ก็แทบจะล้มทั้งยืน ตกอยู่ในสภาพเหมือนว่าตายทั้งเป็น กว่าจะทำใจได้อาตมาต้องใช้เวลาเป็นแรมปี ได้พยายามหาที่พึ่งทางใจจากทวยเทพเทวาในสวรรค์ทุกห้อฟ้า และในที่สุดก็ได้คร่ำครวญหาเจ้าแม่กาลี ซึ่งถ้อยคำของท่านสามารถรักษาบาดแผลบอบช้ำของหัวใจของอาตมาได้
“เรานี่เองที่คอยเฝ้าดูแลเจ้ามาชาติแล้วชาติเล่า ด้วยการทะนุถนอมเหมือนกับแม่ของเจ้า เจ้ามองดูที่ตาดำงามทั้งสองข้างของเราสิ มันคือดวงตางามที่เจ้าแสวงหาอยู่นั่นเอง”
โยมพ่อกับอาตมาเดินทางกลับมาที่เมืองบาบิลลีทันทีที่ทำพิธีเผาศพโยมแม่เสร็จ หลังจากนั้นมาในตอนเช้าๆทุกวันอาตมาชอบเดินไปอยู่ที่ใต้ร่มแคต้นหนึ่งที่อยู่หน้าบ้านบังกาโลของเรา
เห็นดอกสีขาวๆของมันหล่นลงมากองอยู่ที่พื้นสนามหญ้า อาตมาก็จินตนาการไปว่ามันช่างเหมือนกับว่าต้นไม้นี้มันมีความภักดีต่อพระเป็นเจ้าแล้วสลัดดอกออกมาบูชาสักการะพระองค์
ขณะอาตมาร้องไห้น้ำตาไหลหยดลงมาปนอยู่กับน้ำค้างนั้น ก็มักสังเกตเห็นแสงประหลาดพุ่งออกมาจากหยาดน้ำค้างนั้นบ่อยๆ ใจของอาตมาจึงต้องการติดต่อกับพระเป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น และก็เป็นแรงกระตุ้นให้อยากไปที่เทือกเขาหิมาลัยมากยิ่งขึ้นด้วย
ลูกพี่ลูกน้องของอาตมาผู้หนึ่งเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากเทือกเขาหิมาลัยสดๆร้อนๆ เขาได้มาเยี่ยมเราที่เมืองบาบิลลี อาตมาตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่าถึงว่าเทือกเขาหิมาลัยนี้เป็นที่พำนักของพวกโยคีและบรรดาพระสวามีต่างๆ
“เราหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยกันเถอะ”วันหนึ่งอาตมาออกปากชวนทวารกะ ปราสาท ลูกชายเศรษฐีที่ดินที่เรามาเช่าสร้างบ้านอยู่ที่เมืองบาบิลลีนี้แหละ แต่ทารกะ ประสาทไม่ยอมไปด้วยและยังแถมปากสว่างไปบอกเรื่องนี้กับโยมพี่ของอาตมาที่มาเยี่ยมโยมพ่อเสียอีกด้วย
แต่แทนที่โยมพี่จะเพียงแค่หัวเราะเยาะแผนที่ใช้การไม่ได้แบบเด็กๆของอาตมากลับมาพูดจาแดกดันเย้ยหยันอาตมาเสียนี่
“ไหนล่ะผ้าเหลืองของเธอ ? เธอไม่มีผ้าเหลืองจะบวชเป็นสวามีไม่ได้นะ”
อาตมาตื่นเต้นไปกับคำพูดของโยมพี่มาก เพราะมันทำให้อาตมาได้มองเห็นภาพที่แจ่มชัดว่าตนเองจะได้เป็นพระได้เดินทางไปแสวงบุญทั่วประเทศอินเดีย และคำพูดของโยมพี่นี้ก็ยังมากระตุ้นความทรงจำในอดีตชาติหนึ่งของอาตมาที่เกิดเป็นโยคีด้วย อาตมาได้ตระหนักขึ้นมาว่าตนจะได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ของคณะสงฆ์สวามีที่ได้ก่อตั้งนมนานมาตั้งแต่โบราณกาล
เช้าวันหนึ่งอาตมาคุยกับทวารกะก็ได้รู้ชัดว่าตนเองมีความรักต่อพระเป็นเจ้าอย่างยิ่งยวด แต่ฝ่ายทวารกะนั้นมีศรัทธาในพระเป็นเจ้าแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ซึ่งผิดกับอาตมาที่ได้ทุ่มเทจิตใจให้กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่
บ่ายวันหนึ่งอาตมาได้หนีไปที่เมืองไนติดาลซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย แต่พี่อนันต์ไปตามล่า อาตมาจึงถูกบังคับให้ต้องเดินทางกลับมาเมืองบาบิลลีด้วยความเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้นมาที่แสวงบุญแห่งเดียวที่อาตมาได้รับอนุญาตให้ไปคือที่ใต้ต้นแคดอกขาวที่หน้าบ้าน โดยในตอนเช้าๆอาตมาก็จะไปนั่งร้องไห้ด้วยความคิดถึงโยมแม่ที่เป็นมนุษย์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วและพระแม่เจ้ากาลีที่เป็นเทพ
หลังจากที่โยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้นสายสัมพันธ์ในครอบครัวของเราก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่โยมพ่อก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ทั้งๆที่ท่านตอนนั้นก็มีอายุแค่ 40 ปีเท่านั้นเอง โยมพ่อจึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้แก่พวกเราซึ่งยังเล็กๆกันอยู่ โดยท่านได้แสดงความอ่อนโยนกับลูกๆมากขึ้น และสามารถเข้าหาท่านได้ง่ายขึ้นด้วย
โยมพ่อก็ได้ประคับประคองครอบครัวของเรา ช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปได้ หลังจากเลิกงานกลับมาบ้านแล้วโยมพ่อก็จะเข้าไปเก็บตัวเป็นฤษีปลีกวิเวกอยู่ในห้องของท่าน ทำการปฏิบัติสมาธิแบบกริยะโยคะอยู่อย่างสงบ หลังจากโยมแม่เสียชีวิตไปนานพอสมควรแล้ว อาตมาเคยจะไปว่าจ้างนางพยาบาลชาวอังกฤษมาคอยดูแลโยมพ่อเพื่อให้ท่านสะดวกสบายขึ้นมาบ้าง แต่โยมพ่อไม่ยอม
“เรื่องที่จะให้คนมาปฏิบัติพ่อนั้น พ่อยอมให้แต่เฉพาะแม่ของลูกเท่านั้น” โยมพ่อพูดขณะที่ดวงตาของท่านเหม่อลอยตามแบบฉบับของคนที่ปฏิบัติธรรมมาตลอดชีวิต”พ่อไม่ขอรับการปรนนิบัติใดๆจากหญิงอื่นอีกแล้ว”
หลังจากที่โยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้น อาตมาก็ได้ทราบข่าวว่าโยมแม่ได้สั่งเสียฝากข้อความเอาไว้ให้อาตมาก่อนที่ท่านจะสิ้นลม โยมพี่อนันต์มาอยู่กับโยมแม่ที่เตียงที่โยมแม่เสียชีวิต และได้บันทึกคำสั่งเสียของโยมแม่นี้เอาไว้ ถึงแม้ว่าโยมแม่จะขอให้นำมาเปิดเผยแก่อาตมาภายใน 1 ปีแต่โยมพี่อนันต์ได้ชะลอเวลาเอาไว้ แต่โยมพี่อนันต์จะต้องรีบเดินทางจากเมืองบาบิลลีไปที่กัลกัตตาเพื่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนที่โยมแม่ได้เลือกเอาไว้ให้แล้วนั้น เพราะฉะนั้นในเย็นวันหนึ่งโยมพี่จึงได้เรียกอาตมาให้เข้าไปนั่งข้างๆ
“มุกุนท์ พี่ไม่อยากบอกเรื่องประหลาดนี้กับเธอเลย” เสียงโยมพี่อนันต์ถอนหายใจ
“พี่กลัวว่าเรื่องนี้จะไปกระตุ้นให้เธอหลบหนีออกจากบ้านมาก เพราะเธอชอบเรื่องพรรณนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เมื่อเร็วๆนี้ตอนที่พี่ไปจับตัวเธอกลับมาระหว่างที่จะหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น พี่ก็เลยตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะบอก จะไม่ปล่อยเรื่องให้ยืดเยื้อต่อไป แต่จะทำตามกับที่ได้รับปากคุณแม่เอาไว้” ว่าแล้วโยมพี่อนันต์ก็ได้ยื่นกล่องเล็กๆมาให้อาตมากล่องหนึ่ง พร้อมกับยื่นซองจดหมายสั่งลาก่อนเสียชีวิตของโยมแม่ให้ด้วย
“แม่ขอให้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำอำนวยพรครั้งสุดท้ายของแม่ มุกุนท์ลูกรัก” โยมพูดแล้วให้โยมพี่อนันต์บันทึกตาม “ ในช่วงชั่วโมงที่แม่กำลังจะเสียชีวิตอยู่นี้แม่จะได้นำเรื่องเหตุการณ์ต่างๆบางอย่างมาเล่าให้ลูกฟัง แม่รู้วิถีชิวิตของลูกเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่เมื่อตอนที่ลูกเป็นทารกตัวน้อยๆอยู่ในอ้อมกอดของแม่ แม่อุ้มลูกไปที่บ้านของท่านคุรุของแม่ที่เมืองพาราณสี เมื่อไปถึงแม่นั่งอยู่ด้านหลังๆของศิษยานุศิษย์คนอื่นๆ โดยที่แม่แทบจะมองไม่เห็นท่านคุรุลาหิริ มหาสัย ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ที่บนอาสนะ
“ในขณะที่แม่เอามือลูบตัวลูกไปมาอยู่นั้นแม่ก็ได้อธิษฐานจิตให้ท่านบรมคุรุมองมาเห็นและมาอำนวยอวยพรให้เรา แม่เฝ้าแต่อธิษฐานแล้วอธิษฐานเล่าหลายต่อหลายครั้ง ก็เลยเป็นผลขึ้นมา ท่านบรมคุรุได้ลืมตาแล้วพยักหน้าให้แม่เข้าไปหา คนอื่นๆได้หลีกทางให้แม่เข้าไปหาท่าน แม่ได้ก้มตัวลงไปเอามือสัมผัสที่เท้าของท่าน ท่านบรมคุรุได้อุ้มลูกไปวางไว้ที่ตักของท่าน แล้วเอามือของท่านมาวางบนหน้าผากของลูกเหมือนกับว่าจะทำพิธีรับศีลจุ่มให้แก่ลูก
“นี่แน่ะแม่นาง ลูกของแม่นางจะได้เป็นโยคี เขาจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ จะนำวิญญาณมวลมนุษย์ทั้งหลายไปสู่อาณาจักรของพระเป็นเจ้า
“หัวใจแม่พองโตด้วยความปีติโสมนัสที่ได้พบว่าแรงอธิษฐานของแม่ได้ยินไปถึงท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่ลูกจะเกิดได้ไม่นาน ท่านก็ได้บอกกับแม่ว่าลูกจะดำเนินตามรอยของท่าน
“ลูกรัก ในเวลาต่อมาแม่กับโรมาพี่สาวของลูกเคยมองเห็นลูกมีแสงสว่างไสวพวยพุ่งออกมาจากตัว โดยเราสองคนไปแอบมองดูอยู่ในห้องข้างๆในขณะที่ลูกนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าน้อยๆของลูกมีรัศมีแผ่ซ่านออกมา เสียงพูดของลูกมีความหนักแน่นแน่วแน่เมื่อพูดถึงว่าจะไปเทือกเขาหิมาลัยเพื่อแสวงหาพระเป็นเจ้า
“ลูกรัก จากสิ่งต่างๆเหล่านี้แม่จึงได้รู้ว่าวิถีชีวิตของลูกอยู่ห่างไกลจากวิถีทางโลก และก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของแม่ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องยืนยันว่าลูกจะต้องเป็นอย่างที่แม่ว่าไว้นั้น ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เองได้ช่วยกระตุ้นให้แม่ต้องให้คนบันทึกข้อความสั่งเสียก่อนตายนี้ถึงลูก
“มันคือเหตุการณ์ที่แม่ได้พบกับนักบวชรูปหนึ่งที่แคว้นปัญจาบ เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราย้ายไปอยู่ที่เมืองละฮอร์ เช้าวันนั้นคนใช้หญิงเข้ามาบอกแม่ในห้องว่า”คุณนายคะ มีสาธุแปลกหน้ารูปหนึ่งมาหา ท่านบอกว่าอยากจะพบกับคุณแม่ของมุกุนท์
“ถ้อยคำตรงไปตรงมาของสาธุที่คนใช้นำมาบอกประทับใจแม่มาก แม่รีบไปต้อนรับท่านอาคันตุกะ ก้มตัวลงเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่าน มีความรู้สึกว่าท่านเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมเป็นคนของพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง
“คุณโยม” พระสาธุพูด “ท่านบรมคุรุต้องการแจ้งให้คุณโยมได้ทราบว่าคุณโยมจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน การป่วยครั้งต่อไปของของคุณโยมจะเป็นการป่วยครั้งสุดท้ายแล้ว” เสียงของพระสาธุเงียบไปชั่วครู่ ขณะนั้นแม่ไม่ได้รู้สึกตกใจมีแต่ความสงบเยือกเย็น ในที่สุดพระก็ได้กล่าวกับแม่อีกว่า
“ขอให้คุณโยมเก็บรักษาเครื่องรางอย่างหนึ่งเอาไว้ให้ดี ตอนนี้อาตมาจะยังไม่นำเครื่องรางนี้มาให้คุณโยม แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์สัจจะของอาตมาเครื่องรางนี้จะปาฏิหาริย์มาอยู่ในมือของคุณโยมในวันพรุ่งนี้ขณะที่คุณโยมนั่งสมาธิ เวลาคุณโยมจะสิ้นใจตายนั้นคุณโยมจะต้องบอกให้อนันต์ลูกชายคนโตของคุณโยมเก็บเครื่องรางนี้เอาไว้ให้ดีเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยนำมามอบให้แก่บุตรชายคนที่สองของคุณโยม ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นมุกุนท์เขาก็จะเข้าใจความหมายของเครื่องรางนี้ว่าท่านบรมคุรุให้มาด้วยมีวัตถุประสงค์อะไร
“เขาจะรับเอาเครื่องรางนี้ไปในช่วงเวลาพอดีกับที่เขาจะสละโลกไปแสวงหาพระเป็นเจ้า หลังจากเขาเก็บเครื่องรางนี้ไว้สักสองปีและหลังจากที่มันได้ทำหน้าที่จนบรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้วมันก็จะหายไป ถึงแม้ว่ามันจะถูกเก็บไว้ในที่เร้นลับอย่างไร มันก็จะกลับคืนไปสู่ถิ่นกำเนิดที่มาของมัน
“แม่ได้นำอาหารมาถวายพระสาธุรูปนั้น แล้วก้มตัวลงเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านด้วยความเคารพเป็นอย่างมาก แต่ท่านไม่ยอมรับอาหารนั้น เพียงแต่ได้ให้ศีลให้พรแล้วก็เดินจากไป
“ในช่วงเย็นของวันรุ่งขึ้น ขณะที่แม่นั่งเอามือประสานกันนั่งทำสมาธิอยู่นั้น ก็มีเครื่องรางทำด้วยเงินชิ้นหนึ่งปาฏิหาริย์มาอยู่ในฝ่ามือของแม่ เป็นดังที่พระสาธุรูปนั้นกล่าวไว้จริงๆ มันมีลักษณะผิวเกลี้ยงและรู้สึกเย็นๆเมื่อมากระทบถูกมือแม่ แม่ได้เก็บรักษามันไว้กว่าสองปีมาแล้วและเดี๋ยวนี้ได้มอบให้อนันต์ไปเก็บไว้
“อย่าเศร้าโศกถึงแม่เลย เพราะท่านบรมคุรุบอกกับแม่ว่าเมื่อแม่ตายแล้วแม่จะเข้าไปสู่อ้อมกอดของพระเป็นเจ้า ขอให้เจ้าแม่กาลีคุ้มครองลูกเถิด”
เมื่ออาตมาได้ของสิ่งนี้มาเป็นสมบัติแล้ว มันทำให้อาตมามีรัศมีสว่างไสวแผ่ซ่านออกมาและมันมาช่วยปลุกให้อาตมาสามารถระลึกชาติได้ด้วย เครื่องรางชิ้นนี้มีลักษณะกลมๆเก่าแก่มาก มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต อาตมาเข้าใจว่ามันคงเป็นของตกทอดมาจากบรมคุรุในอดีต ซึ่งเป็นผู้ชี้นำแนวทางชีวิตของอาตมาอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ ในภายหลังของสิ่งนี้มีความสำคัญมากจริงๆ แต่ก็ไม่มีใครรู้แก่นแท้ของมันว่ามันคืออะไรกันแน่
เครื่องรางนี้หายไปในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนักของชีวิตอาตมาได้อย่างไร และการสูญเสียมันเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่สำหรับบรมคุรุของอาตมาอย่างไรบ้าง ปัญหาสองข้อนี้จะยังไม่เฉลยในบทนี้ก่อน
เพียงแต่จะขอเกริ่นกล่าวว่า เด็กตัวเล็กๆที่ถูกขัดขวางไม่ให้ไปเทือกเขาหิมาลัย ได้อาศัยเครื่องรางนี้พาเหาะไปที่นั่นทุกวัน.
บทที่ 3
บทที่ 3
โยคีสองร่าง
“พ่อครับ หากผมให้สัญญาว่าจะกลับบ้านด้วยความสมัครใจ พ่อจะให้ผมไปเที่ยวที่เมืองพาราณสีได้ไหมครับ” อาตมาถามโยมพ่อ
ปกติแล้วโยมพ่อจะไม่ค่อยจะขัดข้องที่จะให้ผมไปเที่ยวที่ไหนๆ โยมพ่อจะอนุญาตให้ไปตามเมืองและตามสถานที่แสวงบุญต่างๆตั้งแต่ตอนที่อาตมาเป็นเด็กโน่นแล้ว เวลาจะไปไหนก็จะมีเพื่อนคนหนึ่งบ้างหรือมากกว่าบ้างติดสอยห้อยตามอาตมาไปด้วยเสมอ
เราก็จะเดินทางด้วยความสะดวกสบายโดยโยมพ่อจะจัดหาตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งให้ ตำแหน่งของโยมพ่อที่เป็นเจ้าหน้าที่ของการรถไฟนี้ช่วยให้คนในครอบครัวที่นิยมท่องเที่ยวได้เที่ยวเสียสมใจนึกไปเลย
โยมพ่อพอได้ยินว่าอาตมาจะขออนุญาตไปเมืองพาราณสีก็บอกว่าจะขอพิจารณาดูก่อน ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์ของท่านคือท่านจะปฏิเสธของใหม่ๆเอาไว้ก่อนเสมอ แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นท่านก็เรียกอาตมาไปพบแล้วก็ยื่นตั๋วโดยสารรถไฟทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับเมืองบาบิลลี-พาราณสีมาให้อาตมา พร้อมกับธนบัตรรูปีจำนวนหนึ่ง และจดหมายอีก 2 ฉบับ
“พ่อมีเรื่องที่ติดต่อธุระกับเพื่อนที่เมืองพารณสีคนหนึ่ง ชื่อ เกทาร์ นาถ บาบู เผอิญพ่อทำที่อยู่ของเขาหายไป แต่พ่อเชื่อว่าเจ้าจะนำจดหมายนี้ส่งถึงตัวเขาได้โดยสอบถามเอาจากเพื่อนพ่ออีกคนที่ชื่อสวามี ปราณพานันท์ สวามีรูปนี้เป็นศิษย์ร่วมคุรุของพ่อ เป็นผู้บรรลุธรรมสูงสุดรูปหนึ่ง เจ้าจะได้ประโยชน์จากการไปพบปะสมาคมกับท่าน ส่วนจดหมายฉบับที่ 2 นี้เป็นจดหมายแนะนำตัวของลูก”
โยมพ่อกะพริบตาเมื่อพูดประโยคต่อไปว่า “แต่ต้องจำไว้ว่าลูกจะต้องไม่หนีออกจากบ้านอีกนะ”
อาตมาตอนนั้นอายุ 12 ปี แต่เรื่องชอบท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆและไปพบปะกับบุคคลมากหน้าหลายตาของอาตมานี้ก็ไม่เคยจางหายไปจากนิสัยเลย เมื่อเดินทางไปถึงเมืองพาราณสีแล้ว อาตมาก็รีบไปยังอาศรมของท่านสวามีปราณพานันท์ทันที เห็นประตูอาศรมของท่านเปิดอยู่ จึงเดินขึ้นไปที่ห้องโถงบนชั้นที่ 2 ก็ได้พบกับชายร่างบึกบึนนุ่งผ้าเตี่ยวนั่งขัดสมาธิอยู่บนยกพื้นเตี้ยๆ ท่านโกนศีรษะและหนวดเคราเกลี้ยงเกลา มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่ริมฝีปาก ท่านคงกลัวว่าอาตมาจะเกรงใจที่ไปรบกวนท่าน ท่านรีบทักทายอาตมาราวกับว่าเป็นมิตรรู้จักมักคุ้นไปหา “สวัสดีเพื่อน” คำทักทายของท่านเหมือนเสียงเด็กๆทักทายกัน อาตมาคุกเข่าเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง
“ท่านคือสวามี ปราณพานันท์ใช่หรือไม่ขอรับ” อาตมาสอบถาม
ท่านพยักหน้าตอบ แล้วว่า ”เจ้าคือลูกชายของท่านภคบดีใช่ไหม” ท่านกล่าวประโยคคำถามนี้ออกมาก่อนที่อาตมาจะควักจดหมายของโยมพ่อออกมายื่นให้ท่านด้วยซ้ำไป อาตมาก็เลยงงๆ รีบควักจดหมายแนะนำตัวออกมายื่นให้ท่าน ซึ่งก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรกับท่านเสียแล้ว
“เราจะติดต่อค้นหาตัวเกทาร์ นาถ บาบู ให้เจ้าด้วย” ท่านโยคีสร้างความประหลาดใจให้อาตมาโดยแสดงอิทธิฤทธิ์ว่ามีตาทิพย์สามารถแลเห็นข้อความของจดหมายก่อนที่อาตมาจะควักออกมาให้ท่าน ท่านมองดูจดหมายนั้นแล้วก็ถามถึงโยมพ่ออย่างชื่นชม
“คุณหนูรู้ไหมว่าอาตมาได้บำเหน็จมา 2 อย่างมา บำเหน็จอย่างที่หนึ่งที่ได้มาคือบำเหน็จก่อนเกษียณอายุซึ่งได้จากการแนะนำของคุณพ่อของคุณหนูเป็นบำเหน็ดจากบริษัทการรถไฟ ส่วนบำเหน็จอีกอย่างหนึ่งคือบำเหน็จที่ได้โดยการแนะนำจากพระเป็นเจ้าผู้เป็นบิดาแห่งสวรรค์ ทำให้อาตมาได้สละโลกออกมาปฏิบัติธรรม”
อาตมาเห็นว่าคำพูดของท่านโยคีมีความคลุมเครือ ถึงเรียนถามขึ้นว่า”ท่านโยคีขอรับ บำเหน็จอะไรหรือครับที่ท่านได้จากพระบิดาแห่งสวรรค์ พระบิดาแห่งสวรรค์เอาเงินเอาทองมามอบให้ท่านกระนั้นหรือ”
ท่านโยคีหัวเราะพลางกล่าวว่า “เราหมายถึงบำเหน็จคือความสงบจิตสงบใจที่ล้ำลึกเหลือประมาณ ซึ่งได้เป็นรางวัลจากการที่ได้ปฏิบัติสมาธิมานานหลายปี เดี๋ยวนี้เราไม่อยากได้เงินทองอะไรอีกแล้ว อาตมาพึ่งพาปัจจัยทางด้านวัตถุเพียงไม่กี่อย่างก็อยู่ได้แล้ว อีกหน่อยคุณหนูก็จะเข้าใจของสำคัญของบำเหน็จอย่างที่สองนี้ได้ด้วยตัวเอง”
เมื่อการสนทนาระหว่างเรายุติลง ท่านโยคีก็นั่งนิ่งร่างกายไม่ไหวติง สังเกตเห็นร่างการของท่านแข็งท่อเหมือนกับว่าเป็นรูปหุ่นปั้น ตอนแรกตาของท่านลุกวาวเป็นประกายแวววับคล้ายกับว่ากำลังจ้องมองอะไรอยู่และในที่สุดตาของท่านก็สิ้นประกายกลายมาเป็นปกติ
อาตมานั่งดูท่านด้วยความวิตกกังวล เพราะท่านยังไม่บอกว่าจะค้นหาเพื่อนของโยมพ่อของอาตมาได้อย่างไร และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่ออาตมามองไปรอบๆตัวในห้องนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตัวอาตมากับท่านโยคีสองคนเท่านั้น ตาของอาตมาเพ่งมองไปเห็นรองเท้าไม้ของท่านที่วางอยู่ที่ข้างใต้อาสนะที่ท่านโยคีนั่งอยู่
“คุณหนูอย่าได้วิตกกังวลไปเลย คนที่คุณหนูอยากจะพบนั้นเขาจะมาหาคุณหนูภายในครึ่งชั่วโมงนี้” ท่านโยคีใช้วิชาอ่านใจผู้อื่นกับอาตมาอีก ซึ่งเป็นความสามารถที่ดูจะไม่ยากเลยสำหรับท่านในตอนนั้น
หลังจากพูดประโยคนี้จบลง ท่านโยคีก็นั่งนิ่งอีกครั้งหนึ่ง อาตมาเหลือบตาดูนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าเวลาผ่านไป 30 นาที ท่านโยคีจึงพูดทำลายความเงียบ”เราคิดว่าเกทาร์ นาถ บาบู เดินทางมาถึงประตูแล้วล่ะ “ท่านโยคีกล่าว พร้อมๆกับที่อาตมาได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบันไดมา อาตมาถึงกับตกตะลึงและความคิดก็สับสนวุ่นวาย
“เป็นไปได้อย่างไรที่เพื่อนโยมพ่อท่านนี้เรียกคนมาหาได้โดยที่ไม่ต้องส่งข่าวสารไปเรียก นับแต่อาตมาเข้ามาท่านโยคีไม่ได้พูดจาอะไรกับใครอีกเลยนอกจากพูดกับอาตมาเพียงคนเดียวเท่านั้น” อาตมานึกฉงน
อาตมารีบเดินออกมาจากห้องแล้วเดินลงไปที่บันไดไป เมื่อลงไปได้แค่ครึ่งทางก็ได้พบกับชายผิวขาวร่างสันทัดเดินขึ้นบันไดสวนทางมาดูท่าทางรีบร้อนมาก
“ใช่ท่านเกทาร์ นาถ บาบู หริอเปล่าครับ” อาตมาถามด้วยความตื้นเต้น
“ใช่ครับ คุณหนูคือบุตรชายของท่านภคบดีที่มารอพบผมอยู่ใช่ไหม” ผู้มาใหม่ยิ้มให้อาตมา
“ใช่ครับ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเล่าครับ” อาตมาเกิดความสงสัยเต็มแก่ที่เขามาปรากฏตัวได้อย่างปาฏิหาริย์
“ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้มีแต่เรื่องลี้ลับทั้งนั้นเลย เมื่อราวครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้ ผมเพิ่งเสร็จจากการอาบน้ำเดินขึ้นมา ก็เห็นท่านสวามี ปราณพานันท์เดินเข้ามาหา ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านรู้ว่าผมอยู่ที่นั่นได้อย่างไร
“บุตรชายของท่านภคบดีรอคุณอยู่ที่อาศมของอาตมา” ท่านปราณพานันท์กล่าว “ เดินตามอาตมามาก็แล้วกัน “ ผมตอบตกลง ขณะที่เราเดินมาด้วยกันนั้น ท่านปราณพานันท์สวมรองเท้าไม้แต่ก็เดินเหินได้รวดเร็วมาก จนผมเองเดินตามไม่ทัน ทั้งๆที่ผมเองสวมรองเท้าสำหรับเดินทางแท้ๆ
“คุณคิดว่าจะใช้เวลาเดินนานเท่าไรถึงจะไปถึงอาศมของอาตมา” ท่านปราณพานันท์หยุดเดินแล้วเบือนหน้ามาถามผม
“ประมาณครึ่งชั่วโมงครับท่าน” ผมตอบ
“อาตมามีธุระจะต้องไปทำในตอนนี้” ท่านหันมามองผม “ คุณตามไปก็แล้วกัน ค่อยพบกันที่อาศรมของอาตมา บุตรชายของท่านภคบดีรออยู่ที่นั่น อาตมาจะไปรอคุณอยู่ที่นั่น
“ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อไปอีกท่านปราณพานันท์ก็ได้รีบเดินหายไปในกลีบเมฆเสียแล้ว ผมจึงรีบเดินมาอย่างที่เห็นนี่แหละ”
คำอธิบายนี้แทนที่จะทำให้ความกระจ่างกลับเป็นการมาเพิ่มความกังขาให้แก่อาตมามากขึ้นเป็นทวีคูณ อาตมาได้สอบถามไปว่าได้รู้จักกับท่านปราณพานันท์มานานแล้วหรือยัง
“เราเคยพบกันไม่กี่ครั้งเมื่อปีกลาย แต่ปีนี้ยังไม่เคยได้พบปะกันเลยสักครั้ง เพิ่งจะมาพบกันเป็นครั้งแรกตรงที่อาบน้ำชายฝั่งแม่น้ำคงคานี่เอง”
“นี่ผมหูเฝื่อนไปหรือเปล่านี่ หรือว่าผมบ้าสติแตกไปเสียแล้ว คุณเห็นท่านสวามีปราณพานันท์ในภาพนิมิต หรือว่าเห็นท่านด้วยตาเนื้อจริงๆ คุณได้ลองจับมือและได้ยินเสียงท่านเดินจริงหรือเปล่า”
“ผมไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการอะไรกันแน่” เกทาร์ นาถ บาบูแสดงสีหน้าโกรธออกมา
“นี่ผมไม่ได้โกหกคุณหนูนะ คุณหนูไม่เชื่อหรือว่าท่านสวามีปราณพานันท์เป็นผู้ไปบอกผมว่าคุณหนูมารอผมอยู่ที่นี่”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่ไปบอกคุณจะเป็นท่านสวามีปราณพานันท์เพราะท่านไม่ได้คลาดสายตาของผมออกไปไหนแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ตั้งแต่ผมมาถึงที่นี่เมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้”
อาตมาเลยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เกทาร์ นาถ บาบูฟัง และได้เล่าถึงถ้อยคำสนทนาที่ท่านสวามีปราณพานันท์กับอาตมาพูดคุยกันด้วย
พอได้ฟังอาตมาพูดเกทาร์ นาถ บาบูถึงกับตาค้าง “นี่เราอยู่ในยุคของสสารนิยม(ยุคปรมาณู)หรือว่าเรากำลังฝันไปแน่ ผมไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นปาฏิหาริย์แบบนี้ในชั่วชีวิตนี้ ผมได้แต่นึกว่าท่านปราณพานันท์เป็นมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าเดี๋ยวนี้ผมได้พบว่าท่านสามารถดลบันดาลให้เกิดอีกร่างหนึ่งขึ้นมาเป็นร่างที่สองและสามารถให้ร่างนี้ไปทำงานให้ท่านได้เสียด้วย” เมื่อพูดคุยกันแล้วเราสองคนก็เดินตามกันเข้าไปในห้องของท่านสวามีปราณพานันท์ เกทาร์ นาถ บาบูชี้มือไปที่รองเท้าที่อยู่ใต้อาสนะ “โน่นไงรองเท้าไม้คู่ที่ท่านโยคีเดินใส่ไปยังที่อาบน้ำ” เขากระซิบบอก “ ท่านนุ่งผ้าเตี่ยวตัวเดียวกับที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ด้วยนะ”
เมื่อเกทาร์ นาถ บาบูก้มตัวลงทำความเคารพ ท่านสวามีปราณพานันท์หันมายิ้มให้อาตมา พลางกล่าวขึ้นว่า
“เจ้าจะมาอัศจรรย์ใจอะไรกับเรื่องแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่อาจถูกปกปิดจากพวกโยคีแท้ๆได้ เราเองสามารถถอดกายทิพย์ไปพูดจากับศิษยานุศิษย์ของเราที่อยู่ไกลออกไปถึงกัลกัตตาในชั่วพริบตามเดียว ส่วนพวกเขาเองก็สามารถถอดกายทิพย์มาหาเราได้อีกเหมือนกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้วัตถุที่มีมวลสารมีสภาพเกิดน้ำหนักขึ้นมาได้เท่านั้นเอง”
ที่ท่านสวามีปราณพานันท์นำเรื่องที่ท่านมีอานุภาพเสมือนหนึ่งว่าเป็นวิทยุและโทรทัศน์มาแสดงให้อาตมาได้รู้เห็นนี้ เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะท่านจะมาปลุกเร้าศรัทธาในทางธรรมของอาตมาให้คุโชนมากยิ่งขึ้น แต่แทนที่อาตมาจะเกิดศรัทธาในตัวท่านกลับเห็นว่าที่อาตมาได้มาพบเห็นนี้เป็นเรื่องน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่อาตมาต้องการค้นหาพระเจ้าโดยผ่านทางคุรุท่านหนึ่ง ชื่อว่า ศรียุกเตศวร ซึ่งตอนนั้นอาตมายังไม่ได้พบท่าน อาตมาจึงไม่ยอมรับท่านสวามีปราณพานันท์เป็นคุรุ อาตมาได้แต่จ้องมองดูท่านด้วยความสงสัยว่าที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอาตมาอยู่ในขณะนี้เป็นตัวจริงหรือจำลองกันแน่
ท่านสวามีปราณพานันท์พยายามทำลายความสงสัยของอาตมา ด้วยการใช้สายตามองทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงจิตวิญญาณของอาตมา แล้วก็ได้กล่าวถึงท่านบรมคุรุองค์หนึ่งของท่าน
“ท่านลาหิริ มหาสัยเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่อาตมาเคยได้พบมา ท่านเป็นองค์อวตารของเทพมาในร่างของมนุษย์”
อาตมาคิดในตอนนั้นว่า ก็ในเมื่อระดับศิษย์ยังมีความสามารถถอดกายทิพย์ได้เช่นนี้ ระดับคุรุก็จะต้องมีอิทธิปาฏิหาริย์เก่งกาจกว่านี้เป็นแน่
“เราจะเล่าเรื่องที่ท่านคุรุของเรามาช่วยเหลือเราให้คุณหนูฟัง เราเคยนั่งสมาธิอยู่กับศิษย์อื่นอีกคนหนึ่งเป็นเวลานานถึง 8 ชั่วโมงทุกคืน ในช่วงกลางวันเราก็ไปทำงานที่สำนักงานของการรถไฟ เราเห็นว่าหากทำงานที่การรถไฟต่อไปก็จะลำบาก จึงได้ตัดสินใจที่จะอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่พระเป็นเจ้า
“ต่อจากนั้นเราก็ได้นั่งเข้าสมาธิอยู่ครึ่งคืน ผลของการนั่งเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก สามารถใช้จิตรับรู้สิ่งต่างๆได้ดีมาก แต่ก็ยังมีอุปสรรคขวางกั้นระหว่างอาตมากับพระเป็นเจ้า แม้เราจะมุมานะพยายามอย่างเต็มความสามารถอย่างไร ก็พบว่ายังไม่สามารถเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้ เย็นวันหนึ่งเราจึงได้เข้าไปหาท่านลาหิริ มหาสัย ขอให้ท่านช่วยดำเนินการให้เราสามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าให้ได้
“เราเฝ้าอ้อนวอนท่านอยู่ตลอดทั้งคืน “ข้าแต่ท่านเทพคุรุ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าแม้จะตายก็ยอม ขอให้ข้าพเจ้าได้พบกับพระเป็นเจ้าตัวต่อตัวด้วยเถิด”
“เราจะช่วยเจ้าได้อย่างไร เจ้าจะต้องช่วยตนเองด้วยการทำสมาธิให้ดื่มด่ำแน่วแน่มากกว่านี้”
“ข้าแต่ท่านคุรุ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ข้าพเจ้ามองเห็นท่านมาปรากฏเป็นร่างมนุษย์อยู่เบื้องหน้าของข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ท่านจงได้เมตตามาปรากฏเป็นร่างทิพย์ให้ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยเถิด”
“ท่านลาหิริ มหาสัยก็ได้ยื่นมือของท่านออกมาแสดงท่าว่าจะช่วย “เจ้าจงไปนั่งสำรวมจิตให้เป็นสมาธิเดี๋ยวนี้เถิด เราจะติดต่อพระพรหมให้แก่เจ้า”
“เราดีใจเป็นล้นพ้นรีบกลับบ้านไปทันที เมื่อเข้านั่งสมาธิในคืนนั้น ก็ปรากฏว่าจุดมุ่งหมายที่ต้องการอย่างยิ่งในชีวิตก็สามารถบรรลุถึงได้ เราจึงได้พูดว่าเรามีความสุขจากการได้บำเหน็จทางจิตวิญญาณ ไม่มีวันใดเลยที่พระเป็นเจ้าจะรอดพ้นจากสายตาของเรา แม้ว่าจะถูกบดบังไว้ด้วยฉากแห่งมายาก็ตาม”
พอถึงตอนนี้ใบหน้าของท่านสวามีปราณพานันท์ฉายประกายแวววาวด้วยแสงทิพย์ออกมา ความสงบเยือกเย็นของอีกโลกหนึ่งเข้ามาสู่จิตใจของอาตมา ความหวาดกลัวทั้งหลายที่มีอยู่ก็ได้หายไป ท่านสวามีปราณพานันท์ได้พูดให้อาตมาเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น
“หลังจากนั้นอีกราวสองเดือน เราก็ได้กลับไปหาท่านลาหิริ มหาสัย แล้วกล่าวขอบคุณท่านที่ได้กรุณาประทานของขวัญรางวัลที่มีค่าเป็นอเนกอนันต์คือการให้สามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ จากนั้นเราก็ได้นำอีกเรื่องหนึ่งไปปรึกษาหารือท่าน
“ข้าแต่เทพคุรุ ข้าพเจ้าทำงานอยู่ที่การรถไฟต่อไปไม่ได้อีกแล้ว โปรดช่วยข้าพเจ้าได้พ้นจากที่นั่นด้วยเถิด พระพรหมมาบันดาลให้ข้าพเจ้าคลั่งไคล้หลงไหลอยู่ตลอดเวลา”
“เจ้าก็ยื่นใบลาออกเพื่อขอรับบำเหน็จก่อนเกษียณอายุจากบริษัทของเจ้าสิ”
“จะเอาเหตุผลอะไรไปอ้างกับเขาเล่า เพราะข้าพเจ้าเองก็เพิ่งจะเข้าทำงาน”
“จะอ้างอะไรก็ได้ตามที่เจ้าอยากจะอ้าง”
“พอรุ่งขึ้นเราก็ไปยื่นขอบำเหน็จจากบริษัท พวกแพทย์ก็ได้มาสอบถามว่าเหตุใดจึงอยากจะลออกจากงานก่อนครบอายุเกษียณอย่างนี้”
“เวลาทำงานผมรู้สึกปวดหลังมาก ทำให้ไม่เหมาะที่ผมจะปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“แพทย์ผู้นั้นก็ไม่ได้สอบถามอีกต่อไป แต่ได้เขียนเสนอแนะทางบริษัทว่า เห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะให้เราลาออกเพื่อรับบำเหน็จ และเมื่อทำการเดินเรื่องอยู่ไม่นานเราก็ได้รับบำเหน็จ เรารู้ว่าที่เรื่องสำเร็จมาได้นี้ก็เพราะพลังจิตของท่านลาหิริ มหาสัยนั่นแหละที่ไปช่วยดลบันดาลให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ของทางการรถไฟ รวมทั้งบิดาของคุณหนูด้วย คนเหล่านี้เมื่อถูกพลังจิตของท่านคุรุมาชี้นำ ก็เชื่อฟังและทำตามทุกอย่าง ทำให้เราปลดเปลื้องชีวิตออกจากทางโลกมาติดต่อกับพระเป็นเจ้าอยู๋อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน”
หลังจากที่ได้นำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้อาตมาได้ทราบว่า ท่านสวามีปราณพานันท์ก็นั่งนิ่งเงียบอยู่นาน เมื่ออาตมาเข้าไปลาท่านด้วยการก้มตัวเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านด้วยความเคารพนั้น ท่านได้อำนวยอวยพรอาตมาว่า
“ชีวิตของคุณหนูเป็นชีวิตของการสละโลก และเป็นชีวิตที่จะต้องปฏิบัติโยคะ เราจะได้พบกับคุณหนูอีกครั้งพร้อมกับบิดาของคุณหนูในภายหลัง”
อีกหลายปีต่อมาคำทำนายสองอย่างนี้ก็ได้เป็นจริงขึ้นมา
เกทาร์ นาถ บาบูเดินมากับอาตมาในความมืด อาตมาได้ยื่นจดหมายของโยมพ่อให้ เขาได้เปิดซองออกอ่านข้อความโดยอาศัยแสงไฟข้างถนนแล้วก็กล่าวกับอาตมาว่า
“คุณพ่อของคุณหนูเขียนแนะนำมาให้ผมไปทำงานที่สำนักงานการรถไฟของท่านที่เมืองกัลกัตตา เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันสำหรับตำแหน่งที่จะได้บำเหน็จเหมือนอย่างที่ท่านสวามีปราณพานันท์เคยได้รับมา แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าผมยังไม่อยากจากเมืองพาราณสีไปไหน เสียดายจังที่ผมไม่มีสองร่างอย่างท่านสวามีปราณพานันท์.”
โยคีสองร่าง
“พ่อครับ หากผมให้สัญญาว่าจะกลับบ้านด้วยความสมัครใจ พ่อจะให้ผมไปเที่ยวที่เมืองพาราณสีได้ไหมครับ” อาตมาถามโยมพ่อ
ปกติแล้วโยมพ่อจะไม่ค่อยจะขัดข้องที่จะให้ผมไปเที่ยวที่ไหนๆ โยมพ่อจะอนุญาตให้ไปตามเมืองและตามสถานที่แสวงบุญต่างๆตั้งแต่ตอนที่อาตมาเป็นเด็กโน่นแล้ว เวลาจะไปไหนก็จะมีเพื่อนคนหนึ่งบ้างหรือมากกว่าบ้างติดสอยห้อยตามอาตมาไปด้วยเสมอ
เราก็จะเดินทางด้วยความสะดวกสบายโดยโยมพ่อจะจัดหาตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งให้ ตำแหน่งของโยมพ่อที่เป็นเจ้าหน้าที่ของการรถไฟนี้ช่วยให้คนในครอบครัวที่นิยมท่องเที่ยวได้เที่ยวเสียสมใจนึกไปเลย
โยมพ่อพอได้ยินว่าอาตมาจะขออนุญาตไปเมืองพาราณสีก็บอกว่าจะขอพิจารณาดูก่อน ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์ของท่านคือท่านจะปฏิเสธของใหม่ๆเอาไว้ก่อนเสมอ แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นท่านก็เรียกอาตมาไปพบแล้วก็ยื่นตั๋วโดยสารรถไฟทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับเมืองบาบิลลี-พาราณสีมาให้อาตมา พร้อมกับธนบัตรรูปีจำนวนหนึ่ง และจดหมายอีก 2 ฉบับ
“พ่อมีเรื่องที่ติดต่อธุระกับเพื่อนที่เมืองพารณสีคนหนึ่ง ชื่อ เกทาร์ นาถ บาบู เผอิญพ่อทำที่อยู่ของเขาหายไป แต่พ่อเชื่อว่าเจ้าจะนำจดหมายนี้ส่งถึงตัวเขาได้โดยสอบถามเอาจากเพื่อนพ่ออีกคนที่ชื่อสวามี ปราณพานันท์ สวามีรูปนี้เป็นศิษย์ร่วมคุรุของพ่อ เป็นผู้บรรลุธรรมสูงสุดรูปหนึ่ง เจ้าจะได้ประโยชน์จากการไปพบปะสมาคมกับท่าน ส่วนจดหมายฉบับที่ 2 นี้เป็นจดหมายแนะนำตัวของลูก”
โยมพ่อกะพริบตาเมื่อพูดประโยคต่อไปว่า “แต่ต้องจำไว้ว่าลูกจะต้องไม่หนีออกจากบ้านอีกนะ”
อาตมาตอนนั้นอายุ 12 ปี แต่เรื่องชอบท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆและไปพบปะกับบุคคลมากหน้าหลายตาของอาตมานี้ก็ไม่เคยจางหายไปจากนิสัยเลย เมื่อเดินทางไปถึงเมืองพาราณสีแล้ว อาตมาก็รีบไปยังอาศรมของท่านสวามีปราณพานันท์ทันที เห็นประตูอาศรมของท่านเปิดอยู่ จึงเดินขึ้นไปที่ห้องโถงบนชั้นที่ 2 ก็ได้พบกับชายร่างบึกบึนนุ่งผ้าเตี่ยวนั่งขัดสมาธิอยู่บนยกพื้นเตี้ยๆ ท่านโกนศีรษะและหนวดเคราเกลี้ยงเกลา มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่ริมฝีปาก ท่านคงกลัวว่าอาตมาจะเกรงใจที่ไปรบกวนท่าน ท่านรีบทักทายอาตมาราวกับว่าเป็นมิตรรู้จักมักคุ้นไปหา “สวัสดีเพื่อน” คำทักทายของท่านเหมือนเสียงเด็กๆทักทายกัน อาตมาคุกเข่าเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง
“ท่านคือสวามี ปราณพานันท์ใช่หรือไม่ขอรับ” อาตมาสอบถาม
ท่านพยักหน้าตอบ แล้วว่า ”เจ้าคือลูกชายของท่านภคบดีใช่ไหม” ท่านกล่าวประโยคคำถามนี้ออกมาก่อนที่อาตมาจะควักจดหมายของโยมพ่อออกมายื่นให้ท่านด้วยซ้ำไป อาตมาก็เลยงงๆ รีบควักจดหมายแนะนำตัวออกมายื่นให้ท่าน ซึ่งก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรกับท่านเสียแล้ว
“เราจะติดต่อค้นหาตัวเกทาร์ นาถ บาบู ให้เจ้าด้วย” ท่านโยคีสร้างความประหลาดใจให้อาตมาโดยแสดงอิทธิฤทธิ์ว่ามีตาทิพย์สามารถแลเห็นข้อความของจดหมายก่อนที่อาตมาจะควักออกมาให้ท่าน ท่านมองดูจดหมายนั้นแล้วก็ถามถึงโยมพ่ออย่างชื่นชม
“คุณหนูรู้ไหมว่าอาตมาได้บำเหน็จมา 2 อย่างมา บำเหน็จอย่างที่หนึ่งที่ได้มาคือบำเหน็จก่อนเกษียณอายุซึ่งได้จากการแนะนำของคุณพ่อของคุณหนูเป็นบำเหน็ดจากบริษัทการรถไฟ ส่วนบำเหน็จอีกอย่างหนึ่งคือบำเหน็จที่ได้โดยการแนะนำจากพระเป็นเจ้าผู้เป็นบิดาแห่งสวรรค์ ทำให้อาตมาได้สละโลกออกมาปฏิบัติธรรม”
อาตมาเห็นว่าคำพูดของท่านโยคีมีความคลุมเครือ ถึงเรียนถามขึ้นว่า”ท่านโยคีขอรับ บำเหน็จอะไรหรือครับที่ท่านได้จากพระบิดาแห่งสวรรค์ พระบิดาแห่งสวรรค์เอาเงินเอาทองมามอบให้ท่านกระนั้นหรือ”
ท่านโยคีหัวเราะพลางกล่าวว่า “เราหมายถึงบำเหน็จคือความสงบจิตสงบใจที่ล้ำลึกเหลือประมาณ ซึ่งได้เป็นรางวัลจากการที่ได้ปฏิบัติสมาธิมานานหลายปี เดี๋ยวนี้เราไม่อยากได้เงินทองอะไรอีกแล้ว อาตมาพึ่งพาปัจจัยทางด้านวัตถุเพียงไม่กี่อย่างก็อยู่ได้แล้ว อีกหน่อยคุณหนูก็จะเข้าใจของสำคัญของบำเหน็จอย่างที่สองนี้ได้ด้วยตัวเอง”
เมื่อการสนทนาระหว่างเรายุติลง ท่านโยคีก็นั่งนิ่งร่างกายไม่ไหวติง สังเกตเห็นร่างการของท่านแข็งท่อเหมือนกับว่าเป็นรูปหุ่นปั้น ตอนแรกตาของท่านลุกวาวเป็นประกายแวววับคล้ายกับว่ากำลังจ้องมองอะไรอยู่และในที่สุดตาของท่านก็สิ้นประกายกลายมาเป็นปกติ
อาตมานั่งดูท่านด้วยความวิตกกังวล เพราะท่านยังไม่บอกว่าจะค้นหาเพื่อนของโยมพ่อของอาตมาได้อย่างไร และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เมื่ออาตมามองไปรอบๆตัวในห้องนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตัวอาตมากับท่านโยคีสองคนเท่านั้น ตาของอาตมาเพ่งมองไปเห็นรองเท้าไม้ของท่านที่วางอยู่ที่ข้างใต้อาสนะที่ท่านโยคีนั่งอยู่
“คุณหนูอย่าได้วิตกกังวลไปเลย คนที่คุณหนูอยากจะพบนั้นเขาจะมาหาคุณหนูภายในครึ่งชั่วโมงนี้” ท่านโยคีใช้วิชาอ่านใจผู้อื่นกับอาตมาอีก ซึ่งเป็นความสามารถที่ดูจะไม่ยากเลยสำหรับท่านในตอนนั้น
หลังจากพูดประโยคนี้จบลง ท่านโยคีก็นั่งนิ่งอีกครั้งหนึ่ง อาตมาเหลือบตาดูนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าเวลาผ่านไป 30 นาที ท่านโยคีจึงพูดทำลายความเงียบ”เราคิดว่าเกทาร์ นาถ บาบู เดินทางมาถึงประตูแล้วล่ะ “ท่านโยคีกล่าว พร้อมๆกับที่อาตมาได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบันไดมา อาตมาถึงกับตกตะลึงและความคิดก็สับสนวุ่นวาย
“เป็นไปได้อย่างไรที่เพื่อนโยมพ่อท่านนี้เรียกคนมาหาได้โดยที่ไม่ต้องส่งข่าวสารไปเรียก นับแต่อาตมาเข้ามาท่านโยคีไม่ได้พูดจาอะไรกับใครอีกเลยนอกจากพูดกับอาตมาเพียงคนเดียวเท่านั้น” อาตมานึกฉงน
อาตมารีบเดินออกมาจากห้องแล้วเดินลงไปที่บันไดไป เมื่อลงไปได้แค่ครึ่งทางก็ได้พบกับชายผิวขาวร่างสันทัดเดินขึ้นบันไดสวนทางมาดูท่าทางรีบร้อนมาก
“ใช่ท่านเกทาร์ นาถ บาบู หริอเปล่าครับ” อาตมาถามด้วยความตื้นเต้น
“ใช่ครับ คุณหนูคือบุตรชายของท่านภคบดีที่มารอพบผมอยู่ใช่ไหม” ผู้มาใหม่ยิ้มให้อาตมา
“ใช่ครับ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเล่าครับ” อาตมาเกิดความสงสัยเต็มแก่ที่เขามาปรากฏตัวได้อย่างปาฏิหาริย์
“ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้มีแต่เรื่องลี้ลับทั้งนั้นเลย เมื่อราวครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้ ผมเพิ่งเสร็จจากการอาบน้ำเดินขึ้นมา ก็เห็นท่านสวามี ปราณพานันท์เดินเข้ามาหา ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านรู้ว่าผมอยู่ที่นั่นได้อย่างไร
“บุตรชายของท่านภคบดีรอคุณอยู่ที่อาศมของอาตมา” ท่านปราณพานันท์กล่าว “ เดินตามอาตมามาก็แล้วกัน “ ผมตอบตกลง ขณะที่เราเดินมาด้วยกันนั้น ท่านปราณพานันท์สวมรองเท้าไม้แต่ก็เดินเหินได้รวดเร็วมาก จนผมเองเดินตามไม่ทัน ทั้งๆที่ผมเองสวมรองเท้าสำหรับเดินทางแท้ๆ
“คุณคิดว่าจะใช้เวลาเดินนานเท่าไรถึงจะไปถึงอาศมของอาตมา” ท่านปราณพานันท์หยุดเดินแล้วเบือนหน้ามาถามผม
“ประมาณครึ่งชั่วโมงครับท่าน” ผมตอบ
“อาตมามีธุระจะต้องไปทำในตอนนี้” ท่านหันมามองผม “ คุณตามไปก็แล้วกัน ค่อยพบกันที่อาศรมของอาตมา บุตรชายของท่านภคบดีรออยู่ที่นั่น อาตมาจะไปรอคุณอยู่ที่นั่น
“ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อไปอีกท่านปราณพานันท์ก็ได้รีบเดินหายไปในกลีบเมฆเสียแล้ว ผมจึงรีบเดินมาอย่างที่เห็นนี่แหละ”
คำอธิบายนี้แทนที่จะทำให้ความกระจ่างกลับเป็นการมาเพิ่มความกังขาให้แก่อาตมามากขึ้นเป็นทวีคูณ อาตมาได้สอบถามไปว่าได้รู้จักกับท่านปราณพานันท์มานานแล้วหรือยัง
“เราเคยพบกันไม่กี่ครั้งเมื่อปีกลาย แต่ปีนี้ยังไม่เคยได้พบปะกันเลยสักครั้ง เพิ่งจะมาพบกันเป็นครั้งแรกตรงที่อาบน้ำชายฝั่งแม่น้ำคงคานี่เอง”
“นี่ผมหูเฝื่อนไปหรือเปล่านี่ หรือว่าผมบ้าสติแตกไปเสียแล้ว คุณเห็นท่านสวามีปราณพานันท์ในภาพนิมิต หรือว่าเห็นท่านด้วยตาเนื้อจริงๆ คุณได้ลองจับมือและได้ยินเสียงท่านเดินจริงหรือเปล่า”
“ผมไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการอะไรกันแน่” เกทาร์ นาถ บาบูแสดงสีหน้าโกรธออกมา
“นี่ผมไม่ได้โกหกคุณหนูนะ คุณหนูไม่เชื่อหรือว่าท่านสวามีปราณพานันท์เป็นผู้ไปบอกผมว่าคุณหนูมารอผมอยู่ที่นี่”
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่ไปบอกคุณจะเป็นท่านสวามีปราณพานันท์เพราะท่านไม่ได้คลาดสายตาของผมออกไปไหนแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ตั้งแต่ผมมาถึงที่นี่เมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้”
อาตมาเลยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เกทาร์ นาถ บาบูฟัง และได้เล่าถึงถ้อยคำสนทนาที่ท่านสวามีปราณพานันท์กับอาตมาพูดคุยกันด้วย
พอได้ฟังอาตมาพูดเกทาร์ นาถ บาบูถึงกับตาค้าง “นี่เราอยู่ในยุคของสสารนิยม(ยุคปรมาณู)หรือว่าเรากำลังฝันไปแน่ ผมไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นปาฏิหาริย์แบบนี้ในชั่วชีวิตนี้ ผมได้แต่นึกว่าท่านปราณพานันท์เป็นมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ว่าเดี๋ยวนี้ผมได้พบว่าท่านสามารถดลบันดาลให้เกิดอีกร่างหนึ่งขึ้นมาเป็นร่างที่สองและสามารถให้ร่างนี้ไปทำงานให้ท่านได้เสียด้วย” เมื่อพูดคุยกันแล้วเราสองคนก็เดินตามกันเข้าไปในห้องของท่านสวามีปราณพานันท์ เกทาร์ นาถ บาบูชี้มือไปที่รองเท้าที่อยู่ใต้อาสนะ “โน่นไงรองเท้าไม้คู่ที่ท่านโยคีเดินใส่ไปยังที่อาบน้ำ” เขากระซิบบอก “ ท่านนุ่งผ้าเตี่ยวตัวเดียวกับที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ด้วยนะ”
เมื่อเกทาร์ นาถ บาบูก้มตัวลงทำความเคารพ ท่านสวามีปราณพานันท์หันมายิ้มให้อาตมา พลางกล่าวขึ้นว่า
“เจ้าจะมาอัศจรรย์ใจอะไรกับเรื่องแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่อาจถูกปกปิดจากพวกโยคีแท้ๆได้ เราเองสามารถถอดกายทิพย์ไปพูดจากับศิษยานุศิษย์ของเราที่อยู่ไกลออกไปถึงกัลกัตตาในชั่วพริบตามเดียว ส่วนพวกเขาเองก็สามารถถอดกายทิพย์มาหาเราได้อีกเหมือนกัน ซึ่งเป็นการกระทำที่สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้วัตถุที่มีมวลสารมีสภาพเกิดน้ำหนักขึ้นมาได้เท่านั้นเอง”
ที่ท่านสวามีปราณพานันท์นำเรื่องที่ท่านมีอานุภาพเสมือนหนึ่งว่าเป็นวิทยุและโทรทัศน์มาแสดงให้อาตมาได้รู้เห็นนี้ เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะท่านจะมาปลุกเร้าศรัทธาในทางธรรมของอาตมาให้คุโชนมากยิ่งขึ้น แต่แทนที่อาตมาจะเกิดศรัทธาในตัวท่านกลับเห็นว่าที่อาตมาได้มาพบเห็นนี้เป็นเรื่องน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่อาตมาต้องการค้นหาพระเจ้าโดยผ่านทางคุรุท่านหนึ่ง ชื่อว่า ศรียุกเตศวร ซึ่งตอนนั้นอาตมายังไม่ได้พบท่าน อาตมาจึงไม่ยอมรับท่านสวามีปราณพานันท์เป็นคุรุ อาตมาได้แต่จ้องมองดูท่านด้วยความสงสัยว่าที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอาตมาอยู่ในขณะนี้เป็นตัวจริงหรือจำลองกันแน่
ท่านสวามีปราณพานันท์พยายามทำลายความสงสัยของอาตมา ด้วยการใช้สายตามองทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงจิตวิญญาณของอาตมา แล้วก็ได้กล่าวถึงท่านบรมคุรุองค์หนึ่งของท่าน
“ท่านลาหิริ มหาสัยเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่อาตมาเคยได้พบมา ท่านเป็นองค์อวตารของเทพมาในร่างของมนุษย์”
อาตมาคิดในตอนนั้นว่า ก็ในเมื่อระดับศิษย์ยังมีความสามารถถอดกายทิพย์ได้เช่นนี้ ระดับคุรุก็จะต้องมีอิทธิปาฏิหาริย์เก่งกาจกว่านี้เป็นแน่
“เราจะเล่าเรื่องที่ท่านคุรุของเรามาช่วยเหลือเราให้คุณหนูฟัง เราเคยนั่งสมาธิอยู่กับศิษย์อื่นอีกคนหนึ่งเป็นเวลานานถึง 8 ชั่วโมงทุกคืน ในช่วงกลางวันเราก็ไปทำงานที่สำนักงานของการรถไฟ เราเห็นว่าหากทำงานที่การรถไฟต่อไปก็จะลำบาก จึงได้ตัดสินใจที่จะอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่พระเป็นเจ้า
“ต่อจากนั้นเราก็ได้นั่งเข้าสมาธิอยู่ครึ่งคืน ผลของการนั่งเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก สามารถใช้จิตรับรู้สิ่งต่างๆได้ดีมาก แต่ก็ยังมีอุปสรรคขวางกั้นระหว่างอาตมากับพระเป็นเจ้า แม้เราจะมุมานะพยายามอย่างเต็มความสามารถอย่างไร ก็พบว่ายังไม่สามารถเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้ เย็นวันหนึ่งเราจึงได้เข้าไปหาท่านลาหิริ มหาสัย ขอให้ท่านช่วยดำเนินการให้เราสามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าให้ได้
“เราเฝ้าอ้อนวอนท่านอยู่ตลอดทั้งคืน “ข้าแต่ท่านเทพคุรุ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าแม้จะตายก็ยอม ขอให้ข้าพเจ้าได้พบกับพระเป็นเจ้าตัวต่อตัวด้วยเถิด”
“เราจะช่วยเจ้าได้อย่างไร เจ้าจะต้องช่วยตนเองด้วยการทำสมาธิให้ดื่มด่ำแน่วแน่มากกว่านี้”
“ข้าแต่ท่านคุรุ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ข้าพเจ้ามองเห็นท่านมาปรากฏเป็นร่างมนุษย์อยู่เบื้องหน้าของข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ท่านจงได้เมตตามาปรากฏเป็นร่างทิพย์ให้ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยเถิด”
“ท่านลาหิริ มหาสัยก็ได้ยื่นมือของท่านออกมาแสดงท่าว่าจะช่วย “เจ้าจงไปนั่งสำรวมจิตให้เป็นสมาธิเดี๋ยวนี้เถิด เราจะติดต่อพระพรหมให้แก่เจ้า”
“เราดีใจเป็นล้นพ้นรีบกลับบ้านไปทันที เมื่อเข้านั่งสมาธิในคืนนั้น ก็ปรากฏว่าจุดมุ่งหมายที่ต้องการอย่างยิ่งในชีวิตก็สามารถบรรลุถึงได้ เราจึงได้พูดว่าเรามีความสุขจากการได้บำเหน็จทางจิตวิญญาณ ไม่มีวันใดเลยที่พระเป็นเจ้าจะรอดพ้นจากสายตาของเรา แม้ว่าจะถูกบดบังไว้ด้วยฉากแห่งมายาก็ตาม”
พอถึงตอนนี้ใบหน้าของท่านสวามีปราณพานันท์ฉายประกายแวววาวด้วยแสงทิพย์ออกมา ความสงบเยือกเย็นของอีกโลกหนึ่งเข้ามาสู่จิตใจของอาตมา ความหวาดกลัวทั้งหลายที่มีอยู่ก็ได้หายไป ท่านสวามีปราณพานันท์ได้พูดให้อาตมาเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น
“หลังจากนั้นอีกราวสองเดือน เราก็ได้กลับไปหาท่านลาหิริ มหาสัย แล้วกล่าวขอบคุณท่านที่ได้กรุณาประทานของขวัญรางวัลที่มีค่าเป็นอเนกอนันต์คือการให้สามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ จากนั้นเราก็ได้นำอีกเรื่องหนึ่งไปปรึกษาหารือท่าน
“ข้าแต่เทพคุรุ ข้าพเจ้าทำงานอยู่ที่การรถไฟต่อไปไม่ได้อีกแล้ว โปรดช่วยข้าพเจ้าได้พ้นจากที่นั่นด้วยเถิด พระพรหมมาบันดาลให้ข้าพเจ้าคลั่งไคล้หลงไหลอยู่ตลอดเวลา”
“เจ้าก็ยื่นใบลาออกเพื่อขอรับบำเหน็จก่อนเกษียณอายุจากบริษัทของเจ้าสิ”
“จะเอาเหตุผลอะไรไปอ้างกับเขาเล่า เพราะข้าพเจ้าเองก็เพิ่งจะเข้าทำงาน”
“จะอ้างอะไรก็ได้ตามที่เจ้าอยากจะอ้าง”
“พอรุ่งขึ้นเราก็ไปยื่นขอบำเหน็จจากบริษัท พวกแพทย์ก็ได้มาสอบถามว่าเหตุใดจึงอยากจะลออกจากงานก่อนครบอายุเกษียณอย่างนี้”
“เวลาทำงานผมรู้สึกปวดหลังมาก ทำให้ไม่เหมาะที่ผมจะปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
“แพทย์ผู้นั้นก็ไม่ได้สอบถามอีกต่อไป แต่ได้เขียนเสนอแนะทางบริษัทว่า เห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะให้เราลาออกเพื่อรับบำเหน็จ และเมื่อทำการเดินเรื่องอยู่ไม่นานเราก็ได้รับบำเหน็จ เรารู้ว่าที่เรื่องสำเร็จมาได้นี้ก็เพราะพลังจิตของท่านลาหิริ มหาสัยนั่นแหละที่ไปช่วยดลบันดาลให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ของทางการรถไฟ รวมทั้งบิดาของคุณหนูด้วย คนเหล่านี้เมื่อถูกพลังจิตของท่านคุรุมาชี้นำ ก็เชื่อฟังและทำตามทุกอย่าง ทำให้เราปลดเปลื้องชีวิตออกจากทางโลกมาติดต่อกับพระเป็นเจ้าอยู๋อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน”
หลังจากที่ได้นำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้อาตมาได้ทราบว่า ท่านสวามีปราณพานันท์ก็นั่งนิ่งเงียบอยู่นาน เมื่ออาตมาเข้าไปลาท่านด้วยการก้มตัวเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านด้วยความเคารพนั้น ท่านได้อำนวยอวยพรอาตมาว่า
“ชีวิตของคุณหนูเป็นชีวิตของการสละโลก และเป็นชีวิตที่จะต้องปฏิบัติโยคะ เราจะได้พบกับคุณหนูอีกครั้งพร้อมกับบิดาของคุณหนูในภายหลัง”
อีกหลายปีต่อมาคำทำนายสองอย่างนี้ก็ได้เป็นจริงขึ้นมา
เกทาร์ นาถ บาบูเดินมากับอาตมาในความมืด อาตมาได้ยื่นจดหมายของโยมพ่อให้ เขาได้เปิดซองออกอ่านข้อความโดยอาศัยแสงไฟข้างถนนแล้วก็กล่าวกับอาตมาว่า
“คุณพ่อของคุณหนูเขียนแนะนำมาให้ผมไปทำงานที่สำนักงานการรถไฟของท่านที่เมืองกัลกัตตา เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันสำหรับตำแหน่งที่จะได้บำเหน็จเหมือนอย่างที่ท่านสวามีปราณพานันท์เคยได้รับมา แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าผมยังไม่อยากจากเมืองพาราณสีไปไหน เสียดายจังที่ผมไม่มีสองร่างอย่างท่านสวามีปราณพานันท์.”
บทที่ 4
บทที่ 4
การหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยถูกขัดขวาง
“ให้เองหาข้ออ้างอะไรสักอย่างเดินออกจากห้องเรียนให้ได้ แล้วจับรถม้าให้เขาขับมาที่ซอยตรงจุดที่คนในบ้านข้าจะไม่แลเห็น”
ข้างต้นคือข้อความที่อาตมาแนะนำอมร มิตเตอร์ เพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมที่วางแผนจะติดตามอาตมาไปที่เทือกเขาหิมาลัย เราเลือกเอาวันรุ่งขึ้นเป็นวันหลบหนีและได้วางมาตรการป้องกันข่า;รั่วไหลไว้เป็นอย่างดี เพราะว่าโยมพี่อนันต์คอยจับตามองอาตมาอยู่ และพยายามจะทำลายแผนการหลบหนีที่โยมพี่สงสัยว่ามีอยู่ในใจของอาตมาอยู่ตลอดเวลา แต่เครื่องรางตามที่เล่ามาแล้วนั้นก็เหมือนกับส่าเหล้าที่ช่วยกระตุ้นเงียบๆอยู่ภายใน อาตมาหวังว่าในท่ามกลางหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยอาตมาจะได้พบกับคุรุที่ใบหน้าของท่านได้มาปรากฏให้อาตมาได้เห็นในภาพนิมิต
ช่วงนั้นครอบครัวของอาตมาอยู่กันที่กัลกัตตา ซึ่งโยมพ่อถูกย้ายให้ไปประจำอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร โยมพี่อนันต์ได้ปฏิบัติตามประเพณีอาวาหมงคลของอินเดียคือการนำภรรยามาอยู่ในครอบครัวของฝ่ายเรา ในบ้านมีห้องเล็กๆติดเพดานอยู่ห้องหนึ่งซึ่งอาตมาก็ได้ไปใช้ห้องนี้เป็นที่นั่งสมาธิและเตรียมจิตวิญญาณของอาตมาให้พร้อมที่จะออกค้นหาพระเป็นเจ้า
เช้าที่ควรค่าแก่การทรงจำนั้นก็ได้มาถึงซึ่งจำได้ว่าเป็นเช้าที่มีฝนตกหนักมาก เมื่ออาตมาได้ยินเสียงล้อรถม้าวิ่งมาตามถนนก็ได้รีบทำการห่อพวกผ้าหุ่ม รองเท้า ผ้าเตี่ยว สายลูกประคำ รูปของท่านลาหิริ มหาสัย และหนังสือภควัทคีตา ห่อสิ่งของเหล่านี้ถูกโยนลงมาจากหน้าต่างชั้น 3 ของบ้านแล้วอาตมาก็รีบลงบันไดเดินผ่านโยมลุงที่กำลังซื้อปลาอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
“เองจะรีบร้อนไปไหนล่ะ” โยมลุงถามด้วยความสงสัย
อาตมาได้แต่ส่งยิ้มให้แล้วเดินไปเอาของที่โยนลงมาแล้วเดินไปที่ปากซอย อาตมาถือห่อของเดินไปสมทบกับอมรด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเราก็นั่งรถม้าไปที่ฉันทนีชูกซึ่งเป็นศูนย์การค้า เราใช้เวลาหลายเดือนประหยัดเงินค่าอาหารกลางวันนำมาซื้อกางเกงแบบอังกฤษ เรารู้ว่าโยมพี่อนันต์ที่มีความเฉลียวฉลาดของอาตมาจะทำตัวเป็นนักสืบ เราก็เลยจะใช้วิธีตบตาด้วยการสวมเสื้อผ้าแบบชาวยุโรปเป็นการอำพรางตัว
ระหว่างทางที่จะไปยังสถานีรถไฟนั้นเราได้หยุดรถแวะรับลูกพี่ลูกน้องของอาตมาอีกคนชื่อโชติน โฆส ที่อาตมาเรียกเขาว่าชดินด์ เขาเพิ่งจะหันมาสนใจเรื่องศาสนาอยากจะไปพบกับคุรุที่เทือกเขาหิมาลัยเหมือนกัน เขาเองก็เตรียมพร้อมที่จะสวมชุดใหม่ที่เราเตรียมมาให้ในคราวนี้ด้วย เราคิดกันในช่วงนั้นว่าทุกสิ่งอย่างเรียบร้อยดีมาก เราต่างยินดีปรีดาหัวใจพองโต
“ที่เราขาดไม่ได้ก็คือรองเท้าผ้าใบ” อาตมาจึงพาพรรคพวกไปที่ร้านที่ติดป้ายว่าขายรองเท้ายาง “ของที่ทำด้วยหนังแท้ได้มาด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็จะต้องไม่นำติดตัวไปในการเดินทางไปแสวงบุญครั้งนี้”อาตมาพูด เราจึงไปหยุดที่ข้างถนนแล้วถอดปกปุ้มหังออกจากหนังสือภควัทคีตาและถอดแถบหนังออกจากหมวกกะโล่ที่ทำในประเทศอังกฤษของอาตมาออกทิ้งเสียด้วย
เมื่อเดินทางมาถึงที่สถานีรถไฟเราก็ได้ไปซื้อตั๋วรถไฟที่จะใช้เดินทางไปที่เมืองเบิร์ดวันซึ่งเราวางแผนกันไว้ว่าจะเปลี่ยนรถไฟที่นี่เพื่อไปยังฮาร์ดวาร์ซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย ทันทีที่รถไฟพาเราออกเดินทางอาตมาก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่คาดว่าจะบังกิดขึ้นกับเรา
“ลองลับตานึกก็แล้วกันเพื่อน” อาตมาพูด “เราจะได้รับการบวชจากท่านคุรุและก็จะได้พลังสมาธิสามารถเป็นผู้วิเศษติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ เลือดเนื้อของเราก็จะถูกบรรจุไว้ด้วยแม่เหล็กทิพย์ ด้วยอานุภาพของแม่เหล็กทิพย์นี้บรรดาสิงสาราสัตว์ทั้งหลายที่เทือกเขาหิมาลัยก็จะเชื่องเดินเข้ามาใกล้เรา พวกเสือก็จะกลับเชื่องเหมือนกับว่าแมวที่เราเลี้ยงไว้ในบ้าน สัตว์เหล่านี้ก็จะให้เราเอามือไปลูบมันเล่นได้”
คำพูดในเชิงให้มองเห็นภาพได้นี้ทำให้อมรยิ้มย่องด้วยความพอใจแต่ชนินท์สิกลับสะดุ้งตาของเขาเหม่อลอยมองออกไปทางหน้าต่างรถไฟทำทีว่าดูทิวทัศน์ตามรายทาง
“เราควรแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วนก็แล้วกัน” ชดินท์พูดทำลายความเงียบด้วยการเสนอแนะ”แต่ละคนควรแยกกันไปซื้อตั๋วรถไฟของตนที่เมืองเบิร์ดวันเพื่อไม่ให้ใครๆที่สถานีรถไฟเกิดความสงสัยว่าเราหนีมาด้วยกัน”
อาตมาตอบตกลงเห็นดีด้วยทั้งๆที่ระแวงสงสัยข้อเสนอนี้อยู่เหมือนกัน
ตอนค่ำๆรถไฟของเราก็มาจอดอยู่ที่เมืองเบิร์ดวัน ชดินท์เดินเข้าไปที่ห้องขายตั๋ว สวนอมรกับอาตมานั่งคอยอยู่ที่ชานชาลา เราคอยอยู่ 15 นาทีไม่เห็นชดินท์กลับมาก็ออกเดินตามหา ได้เข้าไปสอบถามหาตามที่ต่างๆก็ไม่มีใครพบเห็น เราพยายามค้นหาด้วยการตะโกนร้องเรียกชื่อทั่วทุกหนทุกแห่ง แต่ชดินท์ได้หายไปในความมืดที่ปกคลุมสถานีรถไฟเล็กๆแห่งนี้ไปโโยปราศจากร่องรอย
อาตมาแทบล้มทั้งยืนเกิดอาการช็อกจนตัวชาไปหมด พระเป็นเจ้าเล่นตลกโดยสร้างฉากเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นแน่ๆ การหลบหนีเพื่อตามหาพระเป็นเจ้าครั้งแรกนี้ที่ได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีและวาดภาพไว้อย่างงามหรูว่าจะสำเร็จอย่างเลอเลิศนั้นได้ถูกขัดขวางไว้อย่างสิ้นท่า
“อมรเอ๋ย เราจะต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ” อาตมาร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ” ชดินท์มันหนีไปแบบนี้นับว่าเป็นลางร้ายเสียแล้ว การเดินเดินทางครั้งนี้ต้องล้มเหลวแน่ๆ”
“นี่หรือวะที่แกบอกว่ารักพระเป็นเจ้า แค่พระเป็นเจ้ามาทดลองว่าจะอดทนต่อเพื่อนทรยศได้หรือไม่แกก็อดทนไม่ได้หรืออย่างไร”
ถึงแม้ว่าอมรจะปลุกปลอบใจว่าเหตุการณ์ครั้งนี้พระเป็นเจ้ามาสดลองความอดทนของเราไม่ใช่อื่นใด แต่ใจของอาตมามันฝ่อห่อเหี่ยวเสียแล้ว เรารับประทานอาหารคาวหวานจนอิ่มหนำสำราญกันแล้วอีกสองสามชั่วโมงต่อมาเราก็ขึ้นรถไฟจะเดินทางไปที่เมืองฮาร์ดวาร์โดยผ่านทางเมืองบาร์บิลลี
ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนรถไฟที่เมืองโมคุลเซไรแล้ว เราก็ได้ถกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขณะที่รอเวลาอยู่ที่ชานชาลา
“อมร อีกหน่อยเราอาจจะถูกเจ้าหน้าที่รถไฟนำตัวไปสอบถามอย่างใกล้ชิดก็ได้ ฉันจะไม่ทำลายความปรารถนาดีของพี่อนันต์ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะไม่พูดปดเป็นอันขาด”
“มุกุนท์ สิ่งที่ฉันอยากขอร้องแกก็คือไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ให้อยู่นิ่งๆ อย่าได้หัวเราะหรือยิ้มขณะที่ฉันพูดเป็นอันขาด”
ในช่วงนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟที่เป็นชาวยุโรป ได้เดินเข้ามาหาอาตมาพร้อมกับโบกซองโทรเลขไปมาให้อาตมาไปรับซึ่งก็คงเป็นโทรเลขของพี่อนันต์นั่นเอง
“คุณคือคนที่โกรธแล้วหลบหนีมาออกจากบ้านมาใช่ไหม”
“ไม่ใช่ครับ”อาตมาตอบ และก็ดีใจที่เขาเลือกใช้คำมาถามให้อาตมาตอบ เพราะว่าอาตมาไม่ได้หนีมาเพราะ”ความโกรธ” แต่เป็นการหนีมาเพราะเทพบัญชา เพราะฉะนั้นที่ตอบว่า “ไม่ใช่ครับ”จึงไม่ใช่การโกหกแต่อย่างใด
จากนั้นเจ้าหน้าที่คนเดียวกันนั้นก็ได้หันไปถามทางอมรบ้าง เมื่อเขาหันไปทางอมรแล้วก็เลยทำให้อาตมาพอตั้งสติขึ้นมาได้บ้าง
“เด็กคนที่ 3 หายไปไหน” เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟคนเดียวกันขึ้นเสียงวางมาดถาม”มานี่ ต้องพูดความจริงนะหนู”
“คุณครับ ผมเห็นคุณก็สวมแว่นตา คุณไม่เห็นหรือว่าเรามีด้วยกัน 2 คน” อมรยิ้มให้” ผมไม่ใช่นักเล่นมายากล แล้วผมจะซ่อนเด็กคนที่ 3 ไว้ได้อย่างไรละครับ”
เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟลุกไล่ต่อไปด้วยการถามประเด็นอื่นบ้าง
“คุณชื่ออะไร”
“ผมชื่อโทมัสครับ ผมเป็นลูกครึ่งโดยคุณแม่เป็นชาวอังกฤษคุณพ่อเป็นคนอินเดีย ที่เปลี่ยนศาสนามานับถือคริสต์”
“เพื่อนคุณชื่ออะไร”
“ชื่อทอมป์สันครับ”
พอถึงช่วงนี้อารมณ์สนุกของอาตมาหมดเสียแล้ว อาตมารีบเดินไปขึ้นรถไฟที่เพิ่งได้รับสัญญาณนกหวีดให้ออกเดินทาง อมรก็ได้เดินตามมากับเจ้าหน้าที่สถานี จากนั้นเขาก็พาเราสองคนไปนั่งที่โบกี้โดยสารสำหรับคนยุโรป เขาคงไม่อยากให้เราที่โกหกว่าเป็นเด็กลูกครึ่งอังกฤษ ไปนั่งรวมอยู่ในโบกี้สำหรับคนพื้นเมืองอินเดีย
หลังจากเจ้าหน้าที่รถไฟออกไปจากโบกี้นั้นแล้วอาตมาก็เอนหลังหัวเราะร่วนเสียงลงลำคอ อมรเองก็ดูท่าว่าจะมีความสุขที่สามารถหลอกเจ้าหน้าที่รถไฟชาวยุโรปผู้คร่ำคหวอดได้สำเร็จ
ที่ชานชาลาสถานีอาตมาควักโทรเลขของโยมพี่อนันต์ขึ้นมาอ่าน ใจความของมันมีว่า “เด็กชาวชาวเบงกาลี สวมใส่ชุดแบบอังกฤษ หลบหนีออกจาบบ้านมุ่งหน้าจะไปที่ฮาร์ดวาร์ผ่านทางโมคุลเสรี โปรดจับตัวเอาไว้จนกว่าผมจะเดินทางมารับตัวไป จะให้รางวัลสำหรับท่านที่ช่วยดำเนินเนินการในครั้งนี้”
“อมร ฉันบอกแกแล้วว่าอย่าได้ทิ้งตารางเดินทางไว้ที่บ้านแก แต่แกก็ไม่เชื่อ” อาตมาพูดออกมาขณะตามองด้วยสายตาเชิงตำหนิ ”พี่อนันต์จะต้องไปเจอตารางเดินทางนี้แน่เลย”
อมรยอมรับว่าครั้งนี้ประมาทไปหน่อย เราหยุดพักช่วงเวลาสั้นๆที่เมืองบาร์บิลลี โดยมีทวารกะ ประสาทมารอรับเราอยู่ที่นี่ด้วย พร้อมกับโทรเลขอีกฉบับหนึ่งที่ส่งมาจากพี่อนันต์ ทวารกะจะนำตัวเราไปคุมขัง แต่อาตมาพยายามพูดยืนยันว่าเราไม่ได้วางแผนจะหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัย มาครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อน เราชวนทวารกะให้หลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยแต่เขาไม่ยอมไปกับเรา
ขณะที่รถไฟของเราหยุดที่สถานีแห่งหนึ่งในตอนกลางคืน และตอนนั้นอาตมาง่วงมากจนม่อยหลับไป อมรได้ถูกเจ้าหน้าที่อีกผู้หนึ่งปลุกขึ้นมาสอบถาม เจ้าหน้าที่ผู้นี้ก็ได้ถูกหลอกด้วยเรื่องกุว่าชื่อ “โทมัส” และ “ทอมป์สัน”อีกตามเคย
ในที่สุดรถไฟก็พาเรามาถึงที่ฮาร์ดวาร์ในตอนเช้าตรู่ ซึ่งจากที่ตรงนี้เราสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยตั้งตะหง่านอยู่ไกลลิบๆ เรารีบออกจากสถานีรถไฟเข้าไปในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านมาก ภารกิจแรกที่เราทำก็คือเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวจากชุดอังกฤษเป็นชุดคนพื้นเมืองอินเดีย เพราะโยมพี่อนันต์รู้ว่าเราปลอมตัวเป็นชาวยุโรปหนีมา เมื่อเราเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่แล้วก็จะไม่มีใครรู้ เพราะอาตมามีลางสังหรณ์ว่าเราจะถูกจับได้
เรามีความเห็นว่าควรจะต้องรีบเดินทางออกจากเมืองฮาร์ดวาร์ทันที จึงได้ไปซื้อตั๋วรถไฟขึ้นเหนือไปที่เมืองฤษีเกศ ซึ่งเป็นดินแดนถิ่นพำนักของพวกฤษีชีไพรคุรุของเรา อาตมาเองขึ้นไปอยู่บนรถไฟเรียบร้อยแล้วขณะที่อมรยังมัวโอ้เอ้อยู่ที่ชานชาลา
ตอนนี้ตำรวจนายหนึ่งก็ส่งเสียงตะโกนให้อมรหยุด อมรกับอาตมาก็เลยถูกตำรวจผู้นั้นจับกุมตัวพาไปที่สถานีตำรวจรถไฟและถูกยึดเงินทั้งหมด เขาอธิบายให้เราเข้าใจว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นการกระทำตามหน้าที่ เขาจะคุมตัวเราไว้จนกว่าโยมพี่อนันต์จะเดินทางมารับตัว
เมื่อตำรวจผู้นั้นรู้ว่าเรามีจุดมุ่งหมายจะเดินทางไปที่ภูเขาหิมาลัยเขาก็เลยเล่าเรื่องพึลึกพิลั่นเรื่องหนึ่งให้เราฟัง
“ผมเห็นพวกคุณคลั่งไคล้ในเรื่องพระเรื่องเจ้านี้มาก ก็อยากจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังกัน รับรองว่าพวกคุณจะไม่มีทางได้พบกับพระที่มีความเก่งกล้าสามารถเหมือนกับที่ผมไปพบมาเมื่อวานนี้แน่
“ผมกับน้องชายซึ่งก็เป็นตำรวจเหมือนกันได้ไปพบพระรูปนี้เมื่อ 5 วันก่อนหน้านี้แล้ว คือว่าเราสองคนได้ไปเดินลาดตระเวนอยู่ตามฝั่งแม่น้ำคงคาเพื่อตามล่าฆาตกรรายหนึ่ง ซึ่งในคำสั่งบอกว่าฆาตกรรายนี้เราจะจับเป็นหรือจับตายก็ได้ เขาเป็นฆาตกรที่แต่งกายเลียบแบบพระเที่ยวปล้นจี้พวกคนที่มาแสวงบุญอยู่เป็นประจำ
“พอลาดตระเวนไปกันจนถึงทางที่ขวางหน้าอยู่นั้นก็แลเห็นบุคคลผู้หนึ่งมีความละม้ายคล้ายคลึงกับบุคคลในประวัติอาชญากรรมรายที่ว่ามาก เราตะโกนให้เขาหยุดแต่เขาไม่ยอมหยุด เราก็เลยต้องวิ่งตามไป เมื่อตามไปทันผมก็เลยเอาขวานที่ถืออยู่ในมือไปนั้นฟันไปอย่างสุดแรงเกิด คมขวานถูกแขนซ้ายของบุคคลผู้นั้นเกือบขาดห้อยรุ่งรุ่งติดกับร่างกาย
“ชายแปลกหน้าผู้นั้นไม่ได้ส่งเสียงร้องแสดงถึงความเจ็บปวดและก็ไม่ได้ก้มลงมองแขนข้างที่ถูกขวานฟัน ยังคงสืบเท้าเดินไปข้างหน้า ขณะที่เราสองคนรีบกระโดดไปยืนขวางหน้าเขาเอาไว้นั้น เขาได้พูดออกมาเสียงค่อยๆว่า
“อาตมาไม่ใช่ฆาตกรที่พวกเจ้ากำลังค้นหา”
“ผมตกใจเกือบสิ้นสติเมื่อพบว่าคนที่ผมทำร้ายด้วยขวานนั้นเป็นพระสงฆ์ ผมได้ก้มตัวลงนั่งกราบที่เท้าของท่าน แล้วถอดผ้าโพกศีรษะออกมาจะให้ท่านใช้ซับเลือดที่ไหลออกมามาก
“ลูกเอ๋ย เจ้าทำไปโดยเข้าใจผิดโดยมิได้มีเจตนา” เสียงพระพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแสดงออกถึงความมีเมตตาจิต
“วิ่งตามอาตมามาสิลูก ลูกจะได้ไม่เสียใจตำหนิตนเอง เพราะพระแม่เจ้าจะช่วยดูแลอาตมาให้หายบาดเจ็บได้” ว่าแล้วท่านก็เอามืออีกข้างหนึ่งจับแขนข้างที่ถูกฟันเกือบขาดขยับเข้าที่เดิม และเลือดที่ได้ไหลโซมอยู่นั้นก็พลันหายไปเสียสิ้น
“อีก 3 วันให้มาดู อาตมาจะนั่งรออยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นโน้น แล้วลูกก็จะได้พบว่าแผลที่แขนของอาตมาหายสนิทดี ลูกจะได้ไม่นึกเสียใจอีกต่อไป”
“เมื่อวานนี้เองผมกับน้องชายก็ได้ไปยังจุดที่ที่ท่านบอกไว้นั้น ก็ได้พบพระรูปนั้นนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ท่านให้เราเข้าไปดูแผลที่ถูกขวานฟันนั้น ก็ได้เห็นว่าไม่มีแผลเป็นและร่องรอยของการบาดเจ็บปรากฏอยู่เลย
“อาตมากำลังจะเดินทางผ่านไปทางฤษีเกศไปยังที่ปลีกวิเวกที่เทือกเขาหิมาลัย” พระรูปนั้นพูดและได้อำนวยอวยพรให้เราสองคนแล้ว ท่านก็เดินจากไป ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตของผมจะดีขึ้นเพราะคำอำนวยอวยพรอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
นายตำรวจผู้นั้นกล่าวสรุปว่า จากประสบการณ์ครั้งนี้ ได้ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากและเขาก็ได้ยื่นรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่เขาตัดไว้ให้อาตมาดู ซึ่งก็เป็นการลงข่าวที่ตื่นเต้นเร้าใจตามแบบฉบับของหนังสือพิมพ์ทั่วๆไปที่มักจะเกินเลยความจริงไปบ้าง อย่างในเรื่องนี้ก็ได้จั่วหัวว่า “สาธุ(พระ)ถูกฟันแขนเกือบขาด”
อาตมากับอมรนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสพบกับโยคีผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถให้อภัยแก่ผู้มาทำร้ายตนได้เหมือนเมื่อตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตคาไม้กางเขนอย่างนี้บ้าง อาตมาเห็นว่าประเทศอินเดียถึงแม้ว่าในทางวัตถุจะยากจนมากในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยทางจิตวิญญาณ “ตึกระฟ้า” ทางจิตวิญญาณของอินเดีย ผู้คนที่ไปอินเดียก็จะสามารถพบเห็นได้อย่างที่นายตำรวจผู้นี้ได้พบมาแล้ว
เรากล่าวขอบคุณนายตำรวจที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้เราฟัง เขาโชดดีมากกว่าเราที่ได้มีโอกาสได้พบกับโยคีโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนไปหา ส่วนเราเองสิพยายามจะค้นหากันแทบตาย แต่แทนที่จะได้พบกับท่านคุรุกลับถูกจับมาอยู่ที่สถานีตำรวจเสียนี่
จุดที่เราถูกจับมานี้อยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัยมาก อาตมาเลยบอกกับอมรให้เราหาทางหนีออกจากสถานีตำรวจนี้ให้ได้
“เราจะต้องหลบหนีออกไปเมื่อโอกาสอำนวย เมื่อออกไปได้แล้วเราก็จะเดินเท้ากันไปที่ฤษีเกศดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น “อาตมาพูดแล้วยิ้มปลอบใจตัวเอง แต่อมรใจเสียไปเสียแล้ว ในทันทีที่เงินทั้งหมดของเราถูกตำรวจยึดเอาไป
“หากเราเดินเท้าเข้าไปยังดินแดนที่มีสัตว์ป่าอันตรายอาศัยอยู่ แทนที่เราจะไปถึงเมืองของพวกฤษีชีไพรเราก็อาจจะต้องเข้าไปอยู่ในท้องเสือแทนก็ได้” อมรพูด
โยมพี่อนันต์กับพี่ชายของอมรเดินทางมาถึงหลังจากที่เราถูกตำราจจับมาได้ 3 วัน อมรรู้สึกโล่งอกที่ได้เห็นหน้าพี่ชายมารับ แต่อาตมากลับเสียใจได้ต่อว่าต่อขานพี่อนันต์ไปเสียมากมาย
“พี่เข้าใจความรู้สึกของเธอ” โยมพี่อนันต์พูดปลอบใจ “พี่อยากจะขอร้องให้เธอไปกับพี่ที่เมืองพาราณสี เราจะไปพบกับโยคีองค์หนึ่งแล้วจากนั้นเราก็จะเดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อที่กำลังเศร้าโศกถึงเธอสักสองสามวัน เสร็จแล้วเธอก็อาจจะเดินทางกลับมาที่นี่เพื่อค้นหาคุรุของเธออีกก็ได้”
อมรได้เข้ามาร่วมสนทนากับเราโดยบอกว่าเขาจะไม่เดินทางกลับไปที่ฮาร์ดวาร์กับอาตมา เขาอยากกลับบ้านเพราะจากมานานแล้วคิดถึง แต่สำหรับตัวยอาตมาเองตั้งใจว่าไม่มีทางที่จะล้มเลิกการแสวงหาคุรุของอาตมาเป็นอันขาด
คณะของเราโดยสารรถไฟไปที่เมืองพาราณสี ซึ่งที่เมืองนี้เองที่อาตมาได้อธิษฐานจิตไว้แล้วก็มีอันสัมฤทธิ์ผลขึ้นมาจริงๆ
โยมพี่อนันต์ได้วางแผนอย่างหนึ่งเอาไว้เป็นการล่วงหน้า คือก่อนที่โยมพี่จะมาหาอาตมาที่ฮาร์วาร์นั้นได้ไปแวะที่เมืองพาราณสีเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พระเวทผู้หนึ่งใช้วาทะเกลี้ยกล่อมอาตมาในภายหลัง ปราชญ์ทางพระคัมภีร์ผู้นี้กับลูกชายของเขาได้รับปากกับโยมพี่อนันต์ว่าจะพยายามชักชวนอาตมาให้ล้มเลิกความคิดที่จะไปบวชเป็นพระเสีย
โยมพี่อนันต์ก็จึงพาอาตมาไปที่บ้านของบัณฑิตทั้งสองนี้ เมื่อไปถึงลูกชายซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอยู่ได้มาต้อนรับแล้วพาเราไปคุยกันที่สนามหญ้าในบ้าน เขาได้เกลี้ยกล่อมอาตมาอย่างยืดยาวโดยอ้างว่าตัวเองนั้นมีตาทิพย์สามารถล่วงรู้เห็นกาลในอนาคตของอาตมาได้ เขาได้โต้แย้งเรื่องที่อาตมาคิดจะไปบวชเป็นพระนั้นเสีย
“หากเธอสละชีวิตฆราวาสออกไปบวชเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า เธอก็จะพบกับความโชคร้ายและจะไม่สามารถพบพระเป็นเจ้าได้ เธอจะไม่สามารถทำลายกรรมเก่าของเธอได้ หากไม่มีประสบการณ์ทางโลกเสียก่อน”
อาตมาได้ตอบเขาไปด้วยการอ้างอมตพจน์จากคัมภีร์ภควัทคีตาว่า “แม้แต่คนที่มีกรรมชั่วร้ายเมื่อได้มาเพ่งจิตจดจ่อมาที่เราอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะหลุดพ้นจากผลของกรรมชั่วในอดีตของเขาได้ เขาก็จะกลายเป็นผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง ไม่ช้าก็จะได้บรรลุสันติสุข จงมั่นใจในข้อนี้เถิดว่าผู้ภักดีที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเราจะไม่ถึงความพินาศ”
ด้วยเหตุนี้คำทำนายทายทักของเด็กหนุ่มได้มาทำลายความมั่นใจของอาตมาลงไปบ้างเหมือนกัน แต่อาตมาก็ได้ปลุกปลอบใจด้วยการสวดมนต์อธิษฐานจิตถึงพระเป็นเจ้า
“ขอได้ทรงโปรดมาแก้ไขความสับสนวุ่นวายใจแก่ลูกช้างด้วยเถิดและให้คำตอบแกลูกช้าง ณ บัดนี้ หากพระองค์ท่านมีพระประสงค์จะให้ลูกช้างดำเนินชีวิตของผู้สละโลกหรือเป็นผู้ครองเรือน”
หลังจากอธิษฐานจิตได้ไม่นาน อาตมาก็แลเห็นพระรูปหนึ่งกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยมมายืนอยู่ที่ข้างนอกบ้านของท่านนักปราชญ์นี้ แสดงท่าทางว่าท่านมีหูทิพย์สามารถได้ยินคำสนทนาระหว่างผู้ที่อ้างว่ามีตาทิพย์ล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตกับอาตมา ที่นึกเช่นนี้ก็เพราะพระแปลกหน้ารูปนี้ได้กวักมือเรียกอาตมาออกไปพบท่าน อาตมามีความรู้สึกเหมือนมีพลังมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากดวงตาอันสงบเยือกเย็นของท่าน
“ลูกเอ๋ย อย่าได้ฟังคำของพวกคนพาลเลย พระเป็นเจ้ารู้คำอธิษฐานจิตของลูกแล้ว พระองค์ท่านได้แจ้งให้อาตมามายืนยันกับลูกว่า วิถีชีวิตของลูกในชีวิตนี้ จะเป็นชีวิตของผู้สละโลกเท่านั้น”
ท่ามกลางความรู้สึกประหลาดใจและความสำนึกในพระคุณระคนกัน อาตมายิ้มออกมาได้ด้วยความสุขใจ ที่ได้ข่าวสารคำตอบจากพระเป็นเจ้าอย่างทันควัน
“จงปลีกตัวออกมาจากคนผู้นั้นเสีย” พระรูปนั้นตะโกนบอกอาตมาจากข้างนอกสนามหญ้า ท่านยกมืออำนวยอวยพรแก่อาตมาแล้วก็ค่อยเดินหายไป
“พระรูปนั้นก็บ้าพอๆกับคุณนี่แหละ ”นักปราชญ์ทางคัมภีร์พระเวทกล่าวกับอาตมา เขากับลูกชายมองอาตมาอย่างกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อ “ได้ยินมาว่าท่านก็เหมือนกันได้ละทิ้งบ้านเรือนออกไปแสวงหาพระเป็นเจ้าแบบเลื่อนลอย”
อาตมาเดินกลับมาหาโยมพี่อนันต์ แล้วก็บอกว่าจะไม่สนทนากับเจ้าของบ้านนี้อีกต่อไปแล้ว โยมพี่อนันต์ไม่พอใจนักแต่ก็ยอมที่จะพาอาตมาออกมาจากบ้านหลังนั้น ต่อมาอีกไม่นานเราก็มาขึ้นรถไฟเดินทางต่อไปที่เมืองกัลกัตตา
“พี่ผู้เป็นยอดนักสืบครับ พี่รู้ได้อย่างไรว่าผมหลบหนีไปกัน 2 คน” อาตมาอ้อนถามโยมพี่อนันต์ในระหว่างเดินทางกลับบ้านที่กัลกัตตา โยมพี่อนันต์ยิ้มอย่างผู้มีชัย
“ก็ที่โรงเรียนของเธอนะสิ พี่ไปรู้ว่าอมรหนีเรียนไปแล้วไม่กลับมา พี่ก็เลยไปที่บ้านของเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ได้ไปเห็นตารางที่ทำเครื่องหมายไว้ ตอนนั้นพ่อของอมรเพิ่งลงมาจากรถม้า และได้ถามคนขับรถม้าจึงรู้เรื่องนี้
“ลูกชายขอผมเช้านี้จะไม่นั่งรถม้าไปกับผม เขาหายหัวไปไหนก็ไม่รู้”ผู้เป็นพ่อบ่น
“ผมได้ยินจากคนขับรถม้าบอกว่าลูกชายของคุณกับเด็กๆอีก 2 คนแต่งตัวในชุดของชาวยุโรป ได้ไปขึ้นรถไฟที่สถานีฮาวราห์” พ่อของอมรบอก ” ทั้งสามคนได้ถอดรองเท้าหนังของพวกเขายกให้แก่คนขับรถม้า”
“เพราะฉะนั้นพี่ก็เลยเอา 3 เรื่องนี้มาปะติดปะต่อกัน เลยทำให้รู้เบาะแสเรื่องนี้ คือ 1.เรื่องตารางที่กาเครื่องหมายไว้ 2.เรื่องเด็กชาย 3 คน และ 3.เรื่องเสื้อผ้าแบบอังกฤษ”
อาตมาฟังเรื่องที่โยมพี่นำมาเปิดเผยแล้วก็เข้าใจเรื่องราวดีขึ้น เพราะคนขับรถม้านี่เองทำให้ความลับของเรารั่วไหล ”พอพี่รู้เค้าอย่างนี้แล้วก็รีบไปส่งโทรเลขถึงเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟตามเมืองต่างๆตามที่อมรเขากาเครื่องหมายไว้ที่ตารางนั้น” โยมพี่อนันต์เล่าต่อ”พี่ก็เลยเช็คไปที่เมืองบาร์บิลลีแล้วก็ได้โทรเลขไปหาทวารกะเพื่อนของเธอที่นั่น
“หลังจากที่ได้สอบถามคนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงกับเราที่กัลกัตตาแล้วก็ได้รู้ว่าชดินท์ก็หายตัวไปคืนหนึ่งแล้วกลับมาที่บ้านในเช้าวันรุ่งขึ้นในชุดแต่งกายแบบชาวยุโรป พี่ก็เลยไปหาชดินท์แล้วเชิญเขามารับประทานอาหารเย็นด้วย เขาก็ยอมรับเพราะความเห็นใจพี่ ระหว่างทางพี่ได้พาเขาไปให้ตำรวจสอบสวนที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งด้วย เขาถูกตำรวจหลายนายมารุมกันสอบสวน โดยแต่ละคนที่พี่ได้คัดเลือกเอามามีแต่พวกหน้าตาดุๆทั้งนั้น พอเห็นหน้าตาของนายตำรวจเหล่านี้แล้ว ชดินท์ก็เลยเปิดปากเผยเรื่องทั้งหมด”
“ผมเริ่มออกเดินทางเพื่อจะไปที่ภูเขาหิมาลัยด้วยหัวใจที่พองโต” ชดินท์อธิบาย ”มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้พบกับท่านคุรุทั้งหลาย แต่พอมุกุนท์มาพูดว่า “ ในระหว่างที่เราไปเข้าสมาธิกันอยู่ในถ้ำที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น พวกเสือก็จะพากันมาล้อมเราอยู่เหมือนกับแมวเชื่องๆ เท่านั้นแหละ ใจของผมก็เลยห่อเหี่ยว เหมือนกับว่าหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม” ผมคิด “ คือหากธรรมชาติดุร้ายของพวกเสือไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยอานุภาพสมาธิจิตของเรา พวกมันจะปฏิบัติต่อเราด้วยความรักความเมตตาเหมือนอย่างแมวละหรือ” ผมวาดภาพไว้ว่าตนเองจะถูกกลืนกินเข้าไปอยู่ในท้องของพวกเสือ และก็ไม่ได้เข้าไปทีเดียวทั้งตัวแต่จะเข้าไปแบบผ่อนส่ง อวัยวะจะถูกเขมือบเข้าไปทีละชิ้นๆจนหมดตัว”
พอได้ฟังโยมพี่อนันต์เล่ามาถึงตอนนี้ ความโกรธที่ชดินท์หายหัวไปคราวนั้นก็กลับกลายมาเป็นความน่าหัวเราะ เรื่องที่อาตมานำไปพูดเล่นบนรถไฟนั้นแท้ๆที่ทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นมา แต่ก็ดีเหมือนกันมันทำให้ชดินท์รอดพ้นจากการสอบสวนของตำรวจรถไฟไปได้
“พี่อนันต์ พี่นี่เป็นยอดคนจริงๆ” อาตมาพูดพลางมองพี่อนันต์ด้วยสายตาส่อแววขบขัน ความโกรธได้สลายไปจนหมดสิ้น “ผมจะบอกกับชดินท์ว่าดีใจที่เขาทำไปนั้นไม่ใช่เพราะการทรยศแต่ทำไปเพราะสัญชาติญาณปกป้องตนเอง”
เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เมืองกัลกัตตาแล้ว โยมพ่อได้ขอร้องอาตมาว่าให้เพลาๆการไปโน่นมานี่ลงเสียบ้าง อย่างน้อยก็จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมเสียก่อน ในตอนที่อาตมาหนีไปนั้นโยมพ่อได้วางแผนว่าจะให้ท่านสวามี เกพลานันทะมาที่บ้านบ่อยๆ
“ท่านสวามีจะมาเป็นติวเตอร์วิชาภาษาสันสกฤตให้ลูก” โยมพ่อบอกด้วยความมั่นใจ
โยมพ่อหวังจะสนองความอยากศึกษาเล่าเรียนทางด้านศาสนาให้แก่อาตมา โดยให้นักปรัชญาผู้ทรงความรู้มาสอนให้เสียเลย แต่เรื่องมันกลับตาลปัตรไปอีก เพราะว่าครูคนใหม่ของอาตมานี้ไม่ได้มาให้ความรู้ทางด้านวิชาการภาษาสันสกฤต แต่กลับไพล่มาเป็นผู้เติมไฟของความใคร่ค้นหาพระเป็นเจ้าให้แก่อาตมา โยมพ่อไม่รู้ว่าท่านสวามี เกลพานันทะนี้เป็นศิษย์หัวโจกของท่านลาหิริ มหาสัย ท่านมีศิษย์อยู่หลายพันคน ซึ่งล้วนแต่ถูกพลังแห่งความดีงามของท่านดูดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ อาตมาได้ทราบในระยะหลังว่าท่านคุรุมักจะให้สมญานามท่านสวามี เกลพานันทะนี้ว่า พระฤษี
สวามี เกพลานันทะมีหนวดเครารุงรังที่ใบหน้าอันงามสง่าของท่าน มีดวงตาเป็นประกายแวววาวสดใสเหมือนตาเท็กทารกไร้เดียงสา เวลาเคลื่อนไหวอิริยาบถดูเป็นสง่า มีความสุภาพเรียบร้อยมากด้วยความเมตตากรุณาตามแบบฉบับของผู้มีจิตได้เข้าถึงพระเป็นเจ้าแล้ว เราจะนั่งปฏิบัติกริยะโยคะดื่มด่ำในสมาธิด้วยกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
ท่านสวามี เกลพานันทะมีความชำนาญพิเศษในศาสตร์โบราณ ด้วยว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้เองทำให้ท่านได้รับสมญานามว่า “ศาสตรี มหาสัย” ซึ่งผู้คนก็มักจะเรียกขานท่านด้วยสมญานามนี้เสมอๆ แต่ว่าการศึกษาวิชาภาษาสันสกฤตของอาตมาก็ไม่มีความก้าวหน้าไปถึงไหนเลย เพราะว่าทุกครั้งที่ได้มาพบกันนั้นเราไม่ได้สนใจศึกษาสันสกฤตหากแต่ไพล่ไปพูดคุยกันแต่เรื่องโยคะและเรื่องของท่านลาหิริ มหาสัย และวันหนึ่งครูสันสกฤตของอาตมาท่านนี้ก็ได้เล่าเรื่องชีวิตของท่านในช่วงที่สัมพันธ์กับท่านคุรุ
“อาตมาได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับท่านคุรุลาหิริ มหาสัยอยู่นานถึง 10 ปี อาศรมที่เมืองพาราณสีของท่านเป็นแดนแสวงบุญของอาตมาในตอนกลางคืน ท่านคุรุชอบนั่งอยู่ในห้องเล็กๆที่ชั้นที่สองของอาศรม ท่านจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะที่ไม่มีพนักพิง มีศิษยานุศิษย์นั่งล้อมวงเป็นรูปครึ่งวงกลม
“ตาของท่านมีความสุกใสแวววาวและฉายแววแห่งความสุขสงบจากการที่ได้สัมผัสกับพระเป็นเจ้า มีลักษณะครึ่งหลับครึ่งลืม ที่ครึ่งหลับนั้นเป็นการหลับเพื่อส่งกระแสจิตไปติดต่อกับพระเป็นเจ้า ท่านบรมครูเป็นคนไม่ค่อยพูด บางครั้งจะจ้องมองไปที่ศิษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือและจะพูดอธิบายให้ความกระจ่างในปัญหาข้อสงสัยนั้นๆ
“ความสุขสงบเหลือล้นยากที่จะพรรณนาได้ซึมซับเข้ามาในจิตวิญญาณของอาตมา เมื่อมาได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านคุรุนี้อาตมาได้ซึมซับเอาความหอมหวนของท่านมาไว้ในตัวประหนึ่งว่าเป็นความหอมที่มาจากพระเป็นเจ้าเสียเอง การได้มาอยู่กับท่านคุรุถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดจาสนทนากันหลายๆวัน เป็นประสบการณ์ที่มาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของอาตมาโดยสิ้นเชิง หากว่ามีอุปสรรคที่มองไม่เห็นใดๆเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติสมาธิ อาตมาก็จะส่งกระแสจิตติดต่อไปที่ท่านคุรุ จิตของอาตมาก็จะดื่มด่ำเข้าสู่ภวังค์ได้ง่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยไม่จำเป็นที่อาตมาจะต้องไปแสดงหาคุรุอื่นใดอีก ท่านคุรุเป็นที่ประทับที่มีชีวิตจิตใจของพระเป็นเจ้า มีประตูลับเปิดไว้ให้แก่ศิษยานุศิษย์ทุกคนที่มีความจงรักภักดี
“ท่านคุรุลาหิริ มหาสัยไม่ใช่ผู้ตีความจากพระคัมภีร์ แต่ท่านจะใช้วิธีส่งกระแสจิตไปสัมผัสกับ”ห้องสมุดทิพย์”ได้โดยง่ายๆ ถ้อยคำและกระแสความคิดที่ออกมาจากท่านจึงเป็นกระแสธารทิพย์ที่หลั่งออกมาจากพระผู้เป็นเจ้า ท่านมีกุญแจทิพย์สามารถนำมาไขศาสตร์ทางปรัชญาที่ล้ำลึกซ่อนเร้นอยู่หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมาในคัมภีร์พระเวท หากมีใครมาสอบถามเรื่องสภาวะทางจิตที่อ้างอยู่ในพระคัมภีร์โบราณท่านก็จะยิ้มแล้วให้คำตอบ
“ให้อาตมาลองปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวะจิตเหล่านั้นก่อนนะ แล้วจะบอกเธอว่าที่รับรู้มาได้นั้นเป็นอย่างไร” ท่านคุรุจึงไม่เหมือนคุรุท่านอื่นที่ติดยึดอยู่กับคัมภีร์แบบท่องจำได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แล้วสั่งสอนแต่เรื่องของนามธรรมที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง
“ท่านคุรุได้โปรดอธิบายความหมายพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้ารับได้ด้วยกระแสจิตด้วยเถิด” เมื่อมีศิษย์สอบถามเช่นนี้ ท่านคุรุก็จะให้คำแนะนำแก่ศิษย์คนนั้นว่า “อาตมาจะนำทางความคิดของเจ้าไปตามทิศทางที่ได้รับการตีความที่ถูกต้องแล้วนั้น” โดยวิธีการนี้เองสิ่งที่ท่านคุรุรับรู้มาด้วยการใช้กระแสจิตสัมผัสโดยตรงกับพระเป็นเจ้าจึงถูกบันทึกไว้พร้อมด้วยข้อคิดเห็นต่างๆโดยศิษยานุษย์ต่างๆ
“ท่านคุรุเป็นคนไม่ยึดติดในคัมภีร์ “ ถ้อยคำในคัมภีร์เป็นแค่เปลือก “ ท่านกล่าว “ จงใช้วิธีทางสมาธิจิตติดต่อกับพระเป็นเจ้าโดยตรง”
“ไม่ว่าศิษย์จะมีปัญหาอะไรท่านคุรุก็จะแนะนำให้ใช้กริยะโยคะเข้าแก้ปัญหานั้นๆเสมอ”
“กุญแจโยคะนี้จะไม่หมดประสิทธิภาพประสิทธิผลลงไปแม้เมื่ออาตมาจะไม่ไปอยู้ต่อหน้าเพื่อแนะนำเจ้า เทคนิคทางโยคะนี้มิได้ผูกพันอยู่กับภาคทฤษฎี แต่ให้มุมานะไปสู่วิถีทางความหลุดพ้นโดยอาศัยกริยะโยคะ ซึ่งพลานุภาพของมันอยู่ที่การปฏิบัติ
“อาตมาเองพิจารณาเห็นว่ากริยะโยคะนี้เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นที่สุด ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ค้นหาพระเป็นเจ้าได้ด้วยตนเอง” สวามี เกพลานันท์กล่าวยืนยันพร้อมอ้างหลักฐานมาประกอบว่า
“ด้วยการใช้กริยะโยคะนี้ พระเป็นเจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมนุษย์ทุกคนก็จะอวตารลงมาอยู่ในเลือดในเนื้อของท่านคุรุลาหิริ มหาสัย และศิษยานุศิษย์ของท่าน”
ท่านคุรุสาหิริ มหาสัยเคยแสดงปาฏิหาริย์เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์เคยแสดงต่อหน้าสวามี เกพลานันท์ โดยท่านได้นำเรี่องนี้มาเล่าให้อาตมาฟังด้วยดวงตาที่เหม่อลอยออกไปจากตำราภาษาสันสกฤตที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าของอาตมา
“มีศิษย์ตาบอดของท่านคุรุผู้หนึ่งชื่อรามู ฉันเห็นแล้วก็เกิดความสงสารอย่างจับใจ รามูไม่มีแสงในดวงตา แต่ทำการอุปัฏฐากคุรุของเราที่มีพระเป็นเจ้าผู้มีแสงเจิดเจ้ามาอยู่ข้างใน จะให้เขาเป็นอย่างนี้อยู่ได้อย่างไร จึงในวันหนึ่งฉีนพยายามจะไปพูดกับรามูซึ่งขณะนั้นนั่งถือพัดใบตาลนั่งพัดท่านคุรุอยู่นานหลายชั่วโมงแล้ว เมื่อรามูออกมาจากห้องนั้นแล้วฉันก็จึงเดินตามไป
“นี่แน่รามู เธอตาบอดมานานแล้วหรือยัง”
“บอดมาตั้งแต่เกิดแล้วครับ ตาของผมบอดไม่เคยได้เห็นแสงอาทิตย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ”
“ท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเราช่วยเธอได้นะ ไปบอกให้ท่านช่วยสิ”
“วันรุ่งขึ้นรามูเข้าไปหาท่านท่านลาหิริ มหาสัยด้วยท่าทางเคอะเขินเอียงอายที่จะขอให้ท่านรักษาโรคทางกายให้เหมือนอย่างที่เคยรักษาโรคทางใจให้ไปแล้ว”
“ท่านคุรุครับ พระเป็นเจ้าผู้เป็นดวงประทีปของจักรวาลมาอยู่ในตัวของท่านแล้ว ผมขอกราบกรานท่านได้โปรดนำแสงของพระเป็นเจ้านั้นใส่เข้าไปในดวงตาของผมด้วยเถิด เพื่อว่าผมจะได้พอมองเห็นแสงดวงอาทิตย์นั้นบ้าง”
“รามูเอ๋ย คนมักเข้าใจผิดทำให้อาตมาตกในที่นั่งลำบากอยู่เสมอ อาตมาไม่มีอำนาจที่จะมาใช้รักษาโรคให้ผู้ใดหรอก”
“ท่านคุรุครับ พระเป็นเจ้าที่อยู่ในตัวท่านคุรุสามารถรักษาได้อย่างแน่นอน”
“ในกรณีของพระเป็นเจ้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง รามูเอย เพราะว่าพระเป็นเจ้ามีอานุภาพที่ไม่มีข้อจำกัด พระองค์ท่านซึ่งทรงเป็นผู้จุดประกายแสงให้แก่บรรดาดวงดาวและเซลล์ต่างๆในเลือดเนื้อของมนุษย์ ย่อมจะทรงสามารถนำแสงให้เข้ามาสู่ดวงตาของเจ้าได้” กล่าวจบท่านคุรุก็เอามือไปสัมผัสที่หน้าผากตรงจุดระหว่างคิ้วทั้งสองข้างของรามู
“จงเพ่งจิตของเธอมาจดจ่ออยู่ที่ตรงนี้แล้วเอ่ยนามของพระรามอยู่บ่อยๆเป็นเวลา 7 วัน แสงอาทิตย์ก็จะถูกดูดเข้ามาช่วยให้เจ้ามองเห็นได้”
“แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้จริงๆ เมื่อผ่านไปได้ 1 สัปดาห์ รามูสามารถมองเห็นธรรมชาติรอบๆตัวได้เป็นครั้งแรก ท่านคุรุผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ได้ชี้แนะให้ศิษย์ของท่านท่องบ่นนามของพระนามที่ท่านเคารพเหนือเทพอื่นใด คำท่องบ่นนั้นก็ได้สัมฤทธิ์ผล สามารถรักษาโรคตาบอดของรามูได้อย่างถาวร” สวามี เกพลานันทะเงียบเสียงไปชั่วขณะ แล้วท่านก็กล่าวยกย่องคุรุของท่านต่อไป
“มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ปาฏิหาริย์ที่ท่านลาหิริ มหาสัยแสดงได้นี้ ท่านมิได้อ้างว่าท่านทำได้เองด้วยพลังความสามารถของท่านเอง แต่ท่านบอกว่าจากการที่ท่านยอมมอบกายถวายชีวิตแด่พระเป็นเจ้าผู้ทรงอานุภาพในการรักษาโรคได้นี้เอง จึงทำให้ท่านคุรุสามารถปล่อยพลังนี้ผ่านจากตัวท่านไปรักษาโรคให้รามูอีกทีหนึ่ง
“ร่างกายของผู้ที่ได้รับการเยียวยารักษาจากท่านลาหิริ มหาสัยย่อมล้มหายตายจากโลกนี้ไปได้ตามอายุขัย แต่ผลที่เกิดจากการปลุกจิตวิญญาณที่ท่านให้บังเกิดขึ้นแล้วจะไม่เสื่อมสลาย จะเป็นปาฏิหาริย์อยู่ได้ชั่วนิจนิรันดร์”
อาตมาไม่ได้มีโอกาสเก่งเป็นปราชญ์ทางด้านภาษาสันสกฤต เพราะท่านสวามี เกพลานันทะมัวแต่สอนเรื่องจิตวิญญาณให้แก่อาตมา.
การหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยถูกขัดขวาง
“ให้เองหาข้ออ้างอะไรสักอย่างเดินออกจากห้องเรียนให้ได้ แล้วจับรถม้าให้เขาขับมาที่ซอยตรงจุดที่คนในบ้านข้าจะไม่แลเห็น”
ข้างต้นคือข้อความที่อาตมาแนะนำอมร มิตเตอร์ เพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมที่วางแผนจะติดตามอาตมาไปที่เทือกเขาหิมาลัย เราเลือกเอาวันรุ่งขึ้นเป็นวันหลบหนีและได้วางมาตรการป้องกันข่า;รั่วไหลไว้เป็นอย่างดี เพราะว่าโยมพี่อนันต์คอยจับตามองอาตมาอยู่ และพยายามจะทำลายแผนการหลบหนีที่โยมพี่สงสัยว่ามีอยู่ในใจของอาตมาอยู่ตลอดเวลา แต่เครื่องรางตามที่เล่ามาแล้วนั้นก็เหมือนกับส่าเหล้าที่ช่วยกระตุ้นเงียบๆอยู่ภายใน อาตมาหวังว่าในท่ามกลางหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยอาตมาจะได้พบกับคุรุที่ใบหน้าของท่านได้มาปรากฏให้อาตมาได้เห็นในภาพนิมิต
ช่วงนั้นครอบครัวของอาตมาอยู่กันที่กัลกัตตา ซึ่งโยมพ่อถูกย้ายให้ไปประจำอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร โยมพี่อนันต์ได้ปฏิบัติตามประเพณีอาวาหมงคลของอินเดียคือการนำภรรยามาอยู่ในครอบครัวของฝ่ายเรา ในบ้านมีห้องเล็กๆติดเพดานอยู่ห้องหนึ่งซึ่งอาตมาก็ได้ไปใช้ห้องนี้เป็นที่นั่งสมาธิและเตรียมจิตวิญญาณของอาตมาให้พร้อมที่จะออกค้นหาพระเป็นเจ้า
เช้าที่ควรค่าแก่การทรงจำนั้นก็ได้มาถึงซึ่งจำได้ว่าเป็นเช้าที่มีฝนตกหนักมาก เมื่ออาตมาได้ยินเสียงล้อรถม้าวิ่งมาตามถนนก็ได้รีบทำการห่อพวกผ้าหุ่ม รองเท้า ผ้าเตี่ยว สายลูกประคำ รูปของท่านลาหิริ มหาสัย และหนังสือภควัทคีตา ห่อสิ่งของเหล่านี้ถูกโยนลงมาจากหน้าต่างชั้น 3 ของบ้านแล้วอาตมาก็รีบลงบันไดเดินผ่านโยมลุงที่กำลังซื้อปลาอยู่ที่หน้าประตูบ้าน
“เองจะรีบร้อนไปไหนล่ะ” โยมลุงถามด้วยความสงสัย
อาตมาได้แต่ส่งยิ้มให้แล้วเดินไปเอาของที่โยนลงมาแล้วเดินไปที่ปากซอย อาตมาถือห่อของเดินไปสมทบกับอมรด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเราก็นั่งรถม้าไปที่ฉันทนีชูกซึ่งเป็นศูนย์การค้า เราใช้เวลาหลายเดือนประหยัดเงินค่าอาหารกลางวันนำมาซื้อกางเกงแบบอังกฤษ เรารู้ว่าโยมพี่อนันต์ที่มีความเฉลียวฉลาดของอาตมาจะทำตัวเป็นนักสืบ เราก็เลยจะใช้วิธีตบตาด้วยการสวมเสื้อผ้าแบบชาวยุโรปเป็นการอำพรางตัว
ระหว่างทางที่จะไปยังสถานีรถไฟนั้นเราได้หยุดรถแวะรับลูกพี่ลูกน้องของอาตมาอีกคนชื่อโชติน โฆส ที่อาตมาเรียกเขาว่าชดินด์ เขาเพิ่งจะหันมาสนใจเรื่องศาสนาอยากจะไปพบกับคุรุที่เทือกเขาหิมาลัยเหมือนกัน เขาเองก็เตรียมพร้อมที่จะสวมชุดใหม่ที่เราเตรียมมาให้ในคราวนี้ด้วย เราคิดกันในช่วงนั้นว่าทุกสิ่งอย่างเรียบร้อยดีมาก เราต่างยินดีปรีดาหัวใจพองโต
“ที่เราขาดไม่ได้ก็คือรองเท้าผ้าใบ” อาตมาจึงพาพรรคพวกไปที่ร้านที่ติดป้ายว่าขายรองเท้ายาง “ของที่ทำด้วยหนังแท้ได้มาด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็จะต้องไม่นำติดตัวไปในการเดินทางไปแสวงบุญครั้งนี้”อาตมาพูด เราจึงไปหยุดที่ข้างถนนแล้วถอดปกปุ้มหังออกจากหนังสือภควัทคีตาและถอดแถบหนังออกจากหมวกกะโล่ที่ทำในประเทศอังกฤษของอาตมาออกทิ้งเสียด้วย
เมื่อเดินทางมาถึงที่สถานีรถไฟเราก็ได้ไปซื้อตั๋วรถไฟที่จะใช้เดินทางไปที่เมืองเบิร์ดวันซึ่งเราวางแผนกันไว้ว่าจะเปลี่ยนรถไฟที่นี่เพื่อไปยังฮาร์ดวาร์ซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย ทันทีที่รถไฟพาเราออกเดินทางอาตมาก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่คาดว่าจะบังกิดขึ้นกับเรา
“ลองลับตานึกก็แล้วกันเพื่อน” อาตมาพูด “เราจะได้รับการบวชจากท่านคุรุและก็จะได้พลังสมาธิสามารถเป็นผู้วิเศษติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ เลือดเนื้อของเราก็จะถูกบรรจุไว้ด้วยแม่เหล็กทิพย์ ด้วยอานุภาพของแม่เหล็กทิพย์นี้บรรดาสิงสาราสัตว์ทั้งหลายที่เทือกเขาหิมาลัยก็จะเชื่องเดินเข้ามาใกล้เรา พวกเสือก็จะกลับเชื่องเหมือนกับว่าแมวที่เราเลี้ยงไว้ในบ้าน สัตว์เหล่านี้ก็จะให้เราเอามือไปลูบมันเล่นได้”
คำพูดในเชิงให้มองเห็นภาพได้นี้ทำให้อมรยิ้มย่องด้วยความพอใจแต่ชนินท์สิกลับสะดุ้งตาของเขาเหม่อลอยมองออกไปทางหน้าต่างรถไฟทำทีว่าดูทิวทัศน์ตามรายทาง
“เราควรแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วนก็แล้วกัน” ชดินท์พูดทำลายความเงียบด้วยการเสนอแนะ”แต่ละคนควรแยกกันไปซื้อตั๋วรถไฟของตนที่เมืองเบิร์ดวันเพื่อไม่ให้ใครๆที่สถานีรถไฟเกิดความสงสัยว่าเราหนีมาด้วยกัน”
อาตมาตอบตกลงเห็นดีด้วยทั้งๆที่ระแวงสงสัยข้อเสนอนี้อยู่เหมือนกัน
ตอนค่ำๆรถไฟของเราก็มาจอดอยู่ที่เมืองเบิร์ดวัน ชดินท์เดินเข้าไปที่ห้องขายตั๋ว สวนอมรกับอาตมานั่งคอยอยู่ที่ชานชาลา เราคอยอยู่ 15 นาทีไม่เห็นชดินท์กลับมาก็ออกเดินตามหา ได้เข้าไปสอบถามหาตามที่ต่างๆก็ไม่มีใครพบเห็น เราพยายามค้นหาด้วยการตะโกนร้องเรียกชื่อทั่วทุกหนทุกแห่ง แต่ชดินท์ได้หายไปในความมืดที่ปกคลุมสถานีรถไฟเล็กๆแห่งนี้ไปโโยปราศจากร่องรอย
อาตมาแทบล้มทั้งยืนเกิดอาการช็อกจนตัวชาไปหมด พระเป็นเจ้าเล่นตลกโดยสร้างฉากเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นแน่ๆ การหลบหนีเพื่อตามหาพระเป็นเจ้าครั้งแรกนี้ที่ได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีและวาดภาพไว้อย่างงามหรูว่าจะสำเร็จอย่างเลอเลิศนั้นได้ถูกขัดขวางไว้อย่างสิ้นท่า
“อมรเอ๋ย เราจะต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ” อาตมาร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ” ชดินท์มันหนีไปแบบนี้นับว่าเป็นลางร้ายเสียแล้ว การเดินเดินทางครั้งนี้ต้องล้มเหลวแน่ๆ”
“นี่หรือวะที่แกบอกว่ารักพระเป็นเจ้า แค่พระเป็นเจ้ามาทดลองว่าจะอดทนต่อเพื่อนทรยศได้หรือไม่แกก็อดทนไม่ได้หรืออย่างไร”
ถึงแม้ว่าอมรจะปลุกปลอบใจว่าเหตุการณ์ครั้งนี้พระเป็นเจ้ามาสดลองความอดทนของเราไม่ใช่อื่นใด แต่ใจของอาตมามันฝ่อห่อเหี่ยวเสียแล้ว เรารับประทานอาหารคาวหวานจนอิ่มหนำสำราญกันแล้วอีกสองสามชั่วโมงต่อมาเราก็ขึ้นรถไฟจะเดินทางไปที่เมืองฮาร์ดวาร์โดยผ่านทางเมืองบาร์บิลลี
ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนรถไฟที่เมืองโมคุลเซไรแล้ว เราก็ได้ถกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขณะที่รอเวลาอยู่ที่ชานชาลา
“อมร อีกหน่อยเราอาจจะถูกเจ้าหน้าที่รถไฟนำตัวไปสอบถามอย่างใกล้ชิดก็ได้ ฉันจะไม่ทำลายความปรารถนาดีของพี่อนันต์ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะไม่พูดปดเป็นอันขาด”
“มุกุนท์ สิ่งที่ฉันอยากขอร้องแกก็คือไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ให้อยู่นิ่งๆ อย่าได้หัวเราะหรือยิ้มขณะที่ฉันพูดเป็นอันขาด”
ในช่วงนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟที่เป็นชาวยุโรป ได้เดินเข้ามาหาอาตมาพร้อมกับโบกซองโทรเลขไปมาให้อาตมาไปรับซึ่งก็คงเป็นโทรเลขของพี่อนันต์นั่นเอง
“คุณคือคนที่โกรธแล้วหลบหนีมาออกจากบ้านมาใช่ไหม”
“ไม่ใช่ครับ”อาตมาตอบ และก็ดีใจที่เขาเลือกใช้คำมาถามให้อาตมาตอบ เพราะว่าอาตมาไม่ได้หนีมาเพราะ”ความโกรธ” แต่เป็นการหนีมาเพราะเทพบัญชา เพราะฉะนั้นที่ตอบว่า “ไม่ใช่ครับ”จึงไม่ใช่การโกหกแต่อย่างใด
จากนั้นเจ้าหน้าที่คนเดียวกันนั้นก็ได้หันไปถามทางอมรบ้าง เมื่อเขาหันไปทางอมรแล้วก็เลยทำให้อาตมาพอตั้งสติขึ้นมาได้บ้าง
“เด็กคนที่ 3 หายไปไหน” เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟคนเดียวกันขึ้นเสียงวางมาดถาม”มานี่ ต้องพูดความจริงนะหนู”
“คุณครับ ผมเห็นคุณก็สวมแว่นตา คุณไม่เห็นหรือว่าเรามีด้วยกัน 2 คน” อมรยิ้มให้” ผมไม่ใช่นักเล่นมายากล แล้วผมจะซ่อนเด็กคนที่ 3 ไว้ได้อย่างไรละครับ”
เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟลุกไล่ต่อไปด้วยการถามประเด็นอื่นบ้าง
“คุณชื่ออะไร”
“ผมชื่อโทมัสครับ ผมเป็นลูกครึ่งโดยคุณแม่เป็นชาวอังกฤษคุณพ่อเป็นคนอินเดีย ที่เปลี่ยนศาสนามานับถือคริสต์”
“เพื่อนคุณชื่ออะไร”
“ชื่อทอมป์สันครับ”
พอถึงช่วงนี้อารมณ์สนุกของอาตมาหมดเสียแล้ว อาตมารีบเดินไปขึ้นรถไฟที่เพิ่งได้รับสัญญาณนกหวีดให้ออกเดินทาง อมรก็ได้เดินตามมากับเจ้าหน้าที่สถานี จากนั้นเขาก็พาเราสองคนไปนั่งที่โบกี้โดยสารสำหรับคนยุโรป เขาคงไม่อยากให้เราที่โกหกว่าเป็นเด็กลูกครึ่งอังกฤษ ไปนั่งรวมอยู่ในโบกี้สำหรับคนพื้นเมืองอินเดีย
หลังจากเจ้าหน้าที่รถไฟออกไปจากโบกี้นั้นแล้วอาตมาก็เอนหลังหัวเราะร่วนเสียงลงลำคอ อมรเองก็ดูท่าว่าจะมีความสุขที่สามารถหลอกเจ้าหน้าที่รถไฟชาวยุโรปผู้คร่ำคหวอดได้สำเร็จ
ที่ชานชาลาสถานีอาตมาควักโทรเลขของโยมพี่อนันต์ขึ้นมาอ่าน ใจความของมันมีว่า “เด็กชาวชาวเบงกาลี สวมใส่ชุดแบบอังกฤษ หลบหนีออกจาบบ้านมุ่งหน้าจะไปที่ฮาร์ดวาร์ผ่านทางโมคุลเสรี โปรดจับตัวเอาไว้จนกว่าผมจะเดินทางมารับตัวไป จะให้รางวัลสำหรับท่านที่ช่วยดำเนินเนินการในครั้งนี้”
“อมร ฉันบอกแกแล้วว่าอย่าได้ทิ้งตารางเดินทางไว้ที่บ้านแก แต่แกก็ไม่เชื่อ” อาตมาพูดออกมาขณะตามองด้วยสายตาเชิงตำหนิ ”พี่อนันต์จะต้องไปเจอตารางเดินทางนี้แน่เลย”
อมรยอมรับว่าครั้งนี้ประมาทไปหน่อย เราหยุดพักช่วงเวลาสั้นๆที่เมืองบาร์บิลลี โดยมีทวารกะ ประสาทมารอรับเราอยู่ที่นี่ด้วย พร้อมกับโทรเลขอีกฉบับหนึ่งที่ส่งมาจากพี่อนันต์ ทวารกะจะนำตัวเราไปคุมขัง แต่อาตมาพยายามพูดยืนยันว่าเราไม่ได้วางแผนจะหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัย มาครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อน เราชวนทวารกะให้หลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยแต่เขาไม่ยอมไปกับเรา
ขณะที่รถไฟของเราหยุดที่สถานีแห่งหนึ่งในตอนกลางคืน และตอนนั้นอาตมาง่วงมากจนม่อยหลับไป อมรได้ถูกเจ้าหน้าที่อีกผู้หนึ่งปลุกขึ้นมาสอบถาม เจ้าหน้าที่ผู้นี้ก็ได้ถูกหลอกด้วยเรื่องกุว่าชื่อ “โทมัส” และ “ทอมป์สัน”อีกตามเคย
ในที่สุดรถไฟก็พาเรามาถึงที่ฮาร์ดวาร์ในตอนเช้าตรู่ ซึ่งจากที่ตรงนี้เราสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยตั้งตะหง่านอยู่ไกลลิบๆ เรารีบออกจากสถานีรถไฟเข้าไปในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านมาก ภารกิจแรกที่เราทำก็คือเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวจากชุดอังกฤษเป็นชุดคนพื้นเมืองอินเดีย เพราะโยมพี่อนันต์รู้ว่าเราปลอมตัวเป็นชาวยุโรปหนีมา เมื่อเราเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่แล้วก็จะไม่มีใครรู้ เพราะอาตมามีลางสังหรณ์ว่าเราจะถูกจับได้
เรามีความเห็นว่าควรจะต้องรีบเดินทางออกจากเมืองฮาร์ดวาร์ทันที จึงได้ไปซื้อตั๋วรถไฟขึ้นเหนือไปที่เมืองฤษีเกศ ซึ่งเป็นดินแดนถิ่นพำนักของพวกฤษีชีไพรคุรุของเรา อาตมาเองขึ้นไปอยู่บนรถไฟเรียบร้อยแล้วขณะที่อมรยังมัวโอ้เอ้อยู่ที่ชานชาลา
ตอนนี้ตำรวจนายหนึ่งก็ส่งเสียงตะโกนให้อมรหยุด อมรกับอาตมาก็เลยถูกตำรวจผู้นั้นจับกุมตัวพาไปที่สถานีตำรวจรถไฟและถูกยึดเงินทั้งหมด เขาอธิบายให้เราเข้าใจว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นการกระทำตามหน้าที่ เขาจะคุมตัวเราไว้จนกว่าโยมพี่อนันต์จะเดินทางมารับตัว
เมื่อตำรวจผู้นั้นรู้ว่าเรามีจุดมุ่งหมายจะเดินทางไปที่ภูเขาหิมาลัยเขาก็เลยเล่าเรื่องพึลึกพิลั่นเรื่องหนึ่งให้เราฟัง
“ผมเห็นพวกคุณคลั่งไคล้ในเรื่องพระเรื่องเจ้านี้มาก ก็อยากจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังกัน รับรองว่าพวกคุณจะไม่มีทางได้พบกับพระที่มีความเก่งกล้าสามารถเหมือนกับที่ผมไปพบมาเมื่อวานนี้แน่
“ผมกับน้องชายซึ่งก็เป็นตำรวจเหมือนกันได้ไปพบพระรูปนี้เมื่อ 5 วันก่อนหน้านี้แล้ว คือว่าเราสองคนได้ไปเดินลาดตระเวนอยู่ตามฝั่งแม่น้ำคงคาเพื่อตามล่าฆาตกรรายหนึ่ง ซึ่งในคำสั่งบอกว่าฆาตกรรายนี้เราจะจับเป็นหรือจับตายก็ได้ เขาเป็นฆาตกรที่แต่งกายเลียบแบบพระเที่ยวปล้นจี้พวกคนที่มาแสวงบุญอยู่เป็นประจำ
“พอลาดตระเวนไปกันจนถึงทางที่ขวางหน้าอยู่นั้นก็แลเห็นบุคคลผู้หนึ่งมีความละม้ายคล้ายคลึงกับบุคคลในประวัติอาชญากรรมรายที่ว่ามาก เราตะโกนให้เขาหยุดแต่เขาไม่ยอมหยุด เราก็เลยต้องวิ่งตามไป เมื่อตามไปทันผมก็เลยเอาขวานที่ถืออยู่ในมือไปนั้นฟันไปอย่างสุดแรงเกิด คมขวานถูกแขนซ้ายของบุคคลผู้นั้นเกือบขาดห้อยรุ่งรุ่งติดกับร่างกาย
“ชายแปลกหน้าผู้นั้นไม่ได้ส่งเสียงร้องแสดงถึงความเจ็บปวดและก็ไม่ได้ก้มลงมองแขนข้างที่ถูกขวานฟัน ยังคงสืบเท้าเดินไปข้างหน้า ขณะที่เราสองคนรีบกระโดดไปยืนขวางหน้าเขาเอาไว้นั้น เขาได้พูดออกมาเสียงค่อยๆว่า
“อาตมาไม่ใช่ฆาตกรที่พวกเจ้ากำลังค้นหา”
“ผมตกใจเกือบสิ้นสติเมื่อพบว่าคนที่ผมทำร้ายด้วยขวานนั้นเป็นพระสงฆ์ ผมได้ก้มตัวลงนั่งกราบที่เท้าของท่าน แล้วถอดผ้าโพกศีรษะออกมาจะให้ท่านใช้ซับเลือดที่ไหลออกมามาก
“ลูกเอ๋ย เจ้าทำไปโดยเข้าใจผิดโดยมิได้มีเจตนา” เสียงพระพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแสดงออกถึงความมีเมตตาจิต
“วิ่งตามอาตมามาสิลูก ลูกจะได้ไม่เสียใจตำหนิตนเอง เพราะพระแม่เจ้าจะช่วยดูแลอาตมาให้หายบาดเจ็บได้” ว่าแล้วท่านก็เอามืออีกข้างหนึ่งจับแขนข้างที่ถูกฟันเกือบขาดขยับเข้าที่เดิม และเลือดที่ได้ไหลโซมอยู่นั้นก็พลันหายไปเสียสิ้น
“อีก 3 วันให้มาดู อาตมาจะนั่งรออยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นโน้น แล้วลูกก็จะได้พบว่าแผลที่แขนของอาตมาหายสนิทดี ลูกจะได้ไม่นึกเสียใจอีกต่อไป”
“เมื่อวานนี้เองผมกับน้องชายก็ได้ไปยังจุดที่ที่ท่านบอกไว้นั้น ก็ได้พบพระรูปนั้นนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น ท่านให้เราเข้าไปดูแผลที่ถูกขวานฟันนั้น ก็ได้เห็นว่าไม่มีแผลเป็นและร่องรอยของการบาดเจ็บปรากฏอยู่เลย
“อาตมากำลังจะเดินทางผ่านไปทางฤษีเกศไปยังที่ปลีกวิเวกที่เทือกเขาหิมาลัย” พระรูปนั้นพูดและได้อำนวยอวยพรให้เราสองคนแล้ว ท่านก็เดินจากไป ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตของผมจะดีขึ้นเพราะคำอำนวยอวยพรอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน
นายตำรวจผู้นั้นกล่าวสรุปว่า จากประสบการณ์ครั้งนี้ ได้ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากและเขาก็ได้ยื่นรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่เขาตัดไว้ให้อาตมาดู ซึ่งก็เป็นการลงข่าวที่ตื่นเต้นเร้าใจตามแบบฉบับของหนังสือพิมพ์ทั่วๆไปที่มักจะเกินเลยความจริงไปบ้าง อย่างในเรื่องนี้ก็ได้จั่วหัวว่า “สาธุ(พระ)ถูกฟันแขนเกือบขาด”
อาตมากับอมรนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสพบกับโยคีผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถให้อภัยแก่ผู้มาทำร้ายตนได้เหมือนเมื่อตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตคาไม้กางเขนอย่างนี้บ้าง อาตมาเห็นว่าประเทศอินเดียถึงแม้ว่าในทางวัตถุจะยากจนมากในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยทางจิตวิญญาณ “ตึกระฟ้า” ทางจิตวิญญาณของอินเดีย ผู้คนที่ไปอินเดียก็จะสามารถพบเห็นได้อย่างที่นายตำรวจผู้นี้ได้พบมาแล้ว
เรากล่าวขอบคุณนายตำรวจที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้เราฟัง เขาโชดดีมากกว่าเราที่ได้มีโอกาสได้พบกับโยคีโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนไปหา ส่วนเราเองสิพยายามจะค้นหากันแทบตาย แต่แทนที่จะได้พบกับท่านคุรุกลับถูกจับมาอยู่ที่สถานีตำรวจเสียนี่
จุดที่เราถูกจับมานี้อยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัยมาก อาตมาเลยบอกกับอมรให้เราหาทางหนีออกจากสถานีตำรวจนี้ให้ได้
“เราจะต้องหลบหนีออกไปเมื่อโอกาสอำนวย เมื่อออกไปได้แล้วเราก็จะเดินเท้ากันไปที่ฤษีเกศดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น “อาตมาพูดแล้วยิ้มปลอบใจตัวเอง แต่อมรใจเสียไปเสียแล้ว ในทันทีที่เงินทั้งหมดของเราถูกตำรวจยึดเอาไป
“หากเราเดินเท้าเข้าไปยังดินแดนที่มีสัตว์ป่าอันตรายอาศัยอยู่ แทนที่เราจะไปถึงเมืองของพวกฤษีชีไพรเราก็อาจจะต้องเข้าไปอยู่ในท้องเสือแทนก็ได้” อมรพูด
โยมพี่อนันต์กับพี่ชายของอมรเดินทางมาถึงหลังจากที่เราถูกตำราจจับมาได้ 3 วัน อมรรู้สึกโล่งอกที่ได้เห็นหน้าพี่ชายมารับ แต่อาตมากลับเสียใจได้ต่อว่าต่อขานพี่อนันต์ไปเสียมากมาย
“พี่เข้าใจความรู้สึกของเธอ” โยมพี่อนันต์พูดปลอบใจ “พี่อยากจะขอร้องให้เธอไปกับพี่ที่เมืองพาราณสี เราจะไปพบกับโยคีองค์หนึ่งแล้วจากนั้นเราก็จะเดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อที่กำลังเศร้าโศกถึงเธอสักสองสามวัน เสร็จแล้วเธอก็อาจจะเดินทางกลับมาที่นี่เพื่อค้นหาคุรุของเธออีกก็ได้”
อมรได้เข้ามาร่วมสนทนากับเราโดยบอกว่าเขาจะไม่เดินทางกลับไปที่ฮาร์ดวาร์กับอาตมา เขาอยากกลับบ้านเพราะจากมานานแล้วคิดถึง แต่สำหรับตัวยอาตมาเองตั้งใจว่าไม่มีทางที่จะล้มเลิกการแสวงหาคุรุของอาตมาเป็นอันขาด
คณะของเราโดยสารรถไฟไปที่เมืองพาราณสี ซึ่งที่เมืองนี้เองที่อาตมาได้อธิษฐานจิตไว้แล้วก็มีอันสัมฤทธิ์ผลขึ้นมาจริงๆ
โยมพี่อนันต์ได้วางแผนอย่างหนึ่งเอาไว้เป็นการล่วงหน้า คือก่อนที่โยมพี่จะมาหาอาตมาที่ฮาร์วาร์นั้นได้ไปแวะที่เมืองพาราณสีเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พระเวทผู้หนึ่งใช้วาทะเกลี้ยกล่อมอาตมาในภายหลัง ปราชญ์ทางพระคัมภีร์ผู้นี้กับลูกชายของเขาได้รับปากกับโยมพี่อนันต์ว่าจะพยายามชักชวนอาตมาให้ล้มเลิกความคิดที่จะไปบวชเป็นพระเสีย
โยมพี่อนันต์ก็จึงพาอาตมาไปที่บ้านของบัณฑิตทั้งสองนี้ เมื่อไปถึงลูกชายซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอยู่ได้มาต้อนรับแล้วพาเราไปคุยกันที่สนามหญ้าในบ้าน เขาได้เกลี้ยกล่อมอาตมาอย่างยืดยาวโดยอ้างว่าตัวเองนั้นมีตาทิพย์สามารถล่วงรู้เห็นกาลในอนาคตของอาตมาได้ เขาได้โต้แย้งเรื่องที่อาตมาคิดจะไปบวชเป็นพระนั้นเสีย
“หากเธอสละชีวิตฆราวาสออกไปบวชเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า เธอก็จะพบกับความโชคร้ายและจะไม่สามารถพบพระเป็นเจ้าได้ เธอจะไม่สามารถทำลายกรรมเก่าของเธอได้ หากไม่มีประสบการณ์ทางโลกเสียก่อน”
อาตมาได้ตอบเขาไปด้วยการอ้างอมตพจน์จากคัมภีร์ภควัทคีตาว่า “แม้แต่คนที่มีกรรมชั่วร้ายเมื่อได้มาเพ่งจิตจดจ่อมาที่เราอย่างต่อเนื่อง เขาก็จะหลุดพ้นจากผลของกรรมชั่วในอดีตของเขาได้ เขาก็จะกลายเป็นผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง ไม่ช้าก็จะได้บรรลุสันติสุข จงมั่นใจในข้อนี้เถิดว่าผู้ภักดีที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเราจะไม่ถึงความพินาศ”
ด้วยเหตุนี้คำทำนายทายทักของเด็กหนุ่มได้มาทำลายความมั่นใจของอาตมาลงไปบ้างเหมือนกัน แต่อาตมาก็ได้ปลุกปลอบใจด้วยการสวดมนต์อธิษฐานจิตถึงพระเป็นเจ้า
“ขอได้ทรงโปรดมาแก้ไขความสับสนวุ่นวายใจแก่ลูกช้างด้วยเถิดและให้คำตอบแกลูกช้าง ณ บัดนี้ หากพระองค์ท่านมีพระประสงค์จะให้ลูกช้างดำเนินชีวิตของผู้สละโลกหรือเป็นผู้ครองเรือน”
หลังจากอธิษฐานจิตได้ไม่นาน อาตมาก็แลเห็นพระรูปหนึ่งกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยมมายืนอยู่ที่ข้างนอกบ้านของท่านนักปราชญ์นี้ แสดงท่าทางว่าท่านมีหูทิพย์สามารถได้ยินคำสนทนาระหว่างผู้ที่อ้างว่ามีตาทิพย์ล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตกับอาตมา ที่นึกเช่นนี้ก็เพราะพระแปลกหน้ารูปนี้ได้กวักมือเรียกอาตมาออกไปพบท่าน อาตมามีความรู้สึกเหมือนมีพลังมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากดวงตาอันสงบเยือกเย็นของท่าน
“ลูกเอ๋ย อย่าได้ฟังคำของพวกคนพาลเลย พระเป็นเจ้ารู้คำอธิษฐานจิตของลูกแล้ว พระองค์ท่านได้แจ้งให้อาตมามายืนยันกับลูกว่า วิถีชีวิตของลูกในชีวิตนี้ จะเป็นชีวิตของผู้สละโลกเท่านั้น”
ท่ามกลางความรู้สึกประหลาดใจและความสำนึกในพระคุณระคนกัน อาตมายิ้มออกมาได้ด้วยความสุขใจ ที่ได้ข่าวสารคำตอบจากพระเป็นเจ้าอย่างทันควัน
“จงปลีกตัวออกมาจากคนผู้นั้นเสีย” พระรูปนั้นตะโกนบอกอาตมาจากข้างนอกสนามหญ้า ท่านยกมืออำนวยอวยพรแก่อาตมาแล้วก็ค่อยเดินหายไป
“พระรูปนั้นก็บ้าพอๆกับคุณนี่แหละ ”นักปราชญ์ทางคัมภีร์พระเวทกล่าวกับอาตมา เขากับลูกชายมองอาตมาอย่างกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อ “ได้ยินมาว่าท่านก็เหมือนกันได้ละทิ้งบ้านเรือนออกไปแสวงหาพระเป็นเจ้าแบบเลื่อนลอย”
อาตมาเดินกลับมาหาโยมพี่อนันต์ แล้วก็บอกว่าจะไม่สนทนากับเจ้าของบ้านนี้อีกต่อไปแล้ว โยมพี่อนันต์ไม่พอใจนักแต่ก็ยอมที่จะพาอาตมาออกมาจากบ้านหลังนั้น ต่อมาอีกไม่นานเราก็มาขึ้นรถไฟเดินทางต่อไปที่เมืองกัลกัตตา
“พี่ผู้เป็นยอดนักสืบครับ พี่รู้ได้อย่างไรว่าผมหลบหนีไปกัน 2 คน” อาตมาอ้อนถามโยมพี่อนันต์ในระหว่างเดินทางกลับบ้านที่กัลกัตตา โยมพี่อนันต์ยิ้มอย่างผู้มีชัย
“ก็ที่โรงเรียนของเธอนะสิ พี่ไปรู้ว่าอมรหนีเรียนไปแล้วไม่กลับมา พี่ก็เลยไปที่บ้านของเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็ได้ไปเห็นตารางที่ทำเครื่องหมายไว้ ตอนนั้นพ่อของอมรเพิ่งลงมาจากรถม้า และได้ถามคนขับรถม้าจึงรู้เรื่องนี้
“ลูกชายขอผมเช้านี้จะไม่นั่งรถม้าไปกับผม เขาหายหัวไปไหนก็ไม่รู้”ผู้เป็นพ่อบ่น
“ผมได้ยินจากคนขับรถม้าบอกว่าลูกชายของคุณกับเด็กๆอีก 2 คนแต่งตัวในชุดของชาวยุโรป ได้ไปขึ้นรถไฟที่สถานีฮาวราห์” พ่อของอมรบอก ” ทั้งสามคนได้ถอดรองเท้าหนังของพวกเขายกให้แก่คนขับรถม้า”
“เพราะฉะนั้นพี่ก็เลยเอา 3 เรื่องนี้มาปะติดปะต่อกัน เลยทำให้รู้เบาะแสเรื่องนี้ คือ 1.เรื่องตารางที่กาเครื่องหมายไว้ 2.เรื่องเด็กชาย 3 คน และ 3.เรื่องเสื้อผ้าแบบอังกฤษ”
อาตมาฟังเรื่องที่โยมพี่นำมาเปิดเผยแล้วก็เข้าใจเรื่องราวดีขึ้น เพราะคนขับรถม้านี่เองทำให้ความลับของเรารั่วไหล ”พอพี่รู้เค้าอย่างนี้แล้วก็รีบไปส่งโทรเลขถึงเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟตามเมืองต่างๆตามที่อมรเขากาเครื่องหมายไว้ที่ตารางนั้น” โยมพี่อนันต์เล่าต่อ”พี่ก็เลยเช็คไปที่เมืองบาร์บิลลีแล้วก็ได้โทรเลขไปหาทวารกะเพื่อนของเธอที่นั่น
“หลังจากที่ได้สอบถามคนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงกับเราที่กัลกัตตาแล้วก็ได้รู้ว่าชดินท์ก็หายตัวไปคืนหนึ่งแล้วกลับมาที่บ้านในเช้าวันรุ่งขึ้นในชุดแต่งกายแบบชาวยุโรป พี่ก็เลยไปหาชดินท์แล้วเชิญเขามารับประทานอาหารเย็นด้วย เขาก็ยอมรับเพราะความเห็นใจพี่ ระหว่างทางพี่ได้พาเขาไปให้ตำรวจสอบสวนที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งด้วย เขาถูกตำรวจหลายนายมารุมกันสอบสวน โดยแต่ละคนที่พี่ได้คัดเลือกเอามามีแต่พวกหน้าตาดุๆทั้งนั้น พอเห็นหน้าตาของนายตำรวจเหล่านี้แล้ว ชดินท์ก็เลยเปิดปากเผยเรื่องทั้งหมด”
“ผมเริ่มออกเดินทางเพื่อจะไปที่ภูเขาหิมาลัยด้วยหัวใจที่พองโต” ชดินท์อธิบาย ”มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้พบกับท่านคุรุทั้งหลาย แต่พอมุกุนท์มาพูดว่า “ ในระหว่างที่เราไปเข้าสมาธิกันอยู่ในถ้ำที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น พวกเสือก็จะพากันมาล้อมเราอยู่เหมือนกับแมวเชื่องๆ เท่านั้นแหละ ใจของผมก็เลยห่อเหี่ยว เหมือนกับว่าหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม” ผมคิด “ คือหากธรรมชาติดุร้ายของพวกเสือไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยอานุภาพสมาธิจิตของเรา พวกมันจะปฏิบัติต่อเราด้วยความรักความเมตตาเหมือนอย่างแมวละหรือ” ผมวาดภาพไว้ว่าตนเองจะถูกกลืนกินเข้าไปอยู่ในท้องของพวกเสือ และก็ไม่ได้เข้าไปทีเดียวทั้งตัวแต่จะเข้าไปแบบผ่อนส่ง อวัยวะจะถูกเขมือบเข้าไปทีละชิ้นๆจนหมดตัว”
พอได้ฟังโยมพี่อนันต์เล่ามาถึงตอนนี้ ความโกรธที่ชดินท์หายหัวไปคราวนั้นก็กลับกลายมาเป็นความน่าหัวเราะ เรื่องที่อาตมานำไปพูดเล่นบนรถไฟนั้นแท้ๆที่ทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นมา แต่ก็ดีเหมือนกันมันทำให้ชดินท์รอดพ้นจากการสอบสวนของตำรวจรถไฟไปได้
“พี่อนันต์ พี่นี่เป็นยอดคนจริงๆ” อาตมาพูดพลางมองพี่อนันต์ด้วยสายตาส่อแววขบขัน ความโกรธได้สลายไปจนหมดสิ้น “ผมจะบอกกับชดินท์ว่าดีใจที่เขาทำไปนั้นไม่ใช่เพราะการทรยศแต่ทำไปเพราะสัญชาติญาณปกป้องตนเอง”
เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เมืองกัลกัตตาแล้ว โยมพ่อได้ขอร้องอาตมาว่าให้เพลาๆการไปโน่นมานี่ลงเสียบ้าง อย่างน้อยก็จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมเสียก่อน ในตอนที่อาตมาหนีไปนั้นโยมพ่อได้วางแผนว่าจะให้ท่านสวามี เกพลานันทะมาที่บ้านบ่อยๆ
“ท่านสวามีจะมาเป็นติวเตอร์วิชาภาษาสันสกฤตให้ลูก” โยมพ่อบอกด้วยความมั่นใจ
โยมพ่อหวังจะสนองความอยากศึกษาเล่าเรียนทางด้านศาสนาให้แก่อาตมา โดยให้นักปรัชญาผู้ทรงความรู้มาสอนให้เสียเลย แต่เรื่องมันกลับตาลปัตรไปอีก เพราะว่าครูคนใหม่ของอาตมานี้ไม่ได้มาให้ความรู้ทางด้านวิชาการภาษาสันสกฤต แต่กลับไพล่มาเป็นผู้เติมไฟของความใคร่ค้นหาพระเป็นเจ้าให้แก่อาตมา โยมพ่อไม่รู้ว่าท่านสวามี เกลพานันทะนี้เป็นศิษย์หัวโจกของท่านลาหิริ มหาสัย ท่านมีศิษย์อยู่หลายพันคน ซึ่งล้วนแต่ถูกพลังแห่งความดีงามของท่านดูดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ อาตมาได้ทราบในระยะหลังว่าท่านคุรุมักจะให้สมญานามท่านสวามี เกลพานันทะนี้ว่า พระฤษี
สวามี เกพลานันทะมีหนวดเครารุงรังที่ใบหน้าอันงามสง่าของท่าน มีดวงตาเป็นประกายแวววาวสดใสเหมือนตาเท็กทารกไร้เดียงสา เวลาเคลื่อนไหวอิริยาบถดูเป็นสง่า มีความสุภาพเรียบร้อยมากด้วยความเมตตากรุณาตามแบบฉบับของผู้มีจิตได้เข้าถึงพระเป็นเจ้าแล้ว เราจะนั่งปฏิบัติกริยะโยคะดื่มด่ำในสมาธิด้วยกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
ท่านสวามี เกลพานันทะมีความชำนาญพิเศษในศาสตร์โบราณ ด้วยว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้เองทำให้ท่านได้รับสมญานามว่า “ศาสตรี มหาสัย” ซึ่งผู้คนก็มักจะเรียกขานท่านด้วยสมญานามนี้เสมอๆ แต่ว่าการศึกษาวิชาภาษาสันสกฤตของอาตมาก็ไม่มีความก้าวหน้าไปถึงไหนเลย เพราะว่าทุกครั้งที่ได้มาพบกันนั้นเราไม่ได้สนใจศึกษาสันสกฤตหากแต่ไพล่ไปพูดคุยกันแต่เรื่องโยคะและเรื่องของท่านลาหิริ มหาสัย และวันหนึ่งครูสันสกฤตของอาตมาท่านนี้ก็ได้เล่าเรื่องชีวิตของท่านในช่วงที่สัมพันธ์กับท่านคุรุ
“อาตมาได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับท่านคุรุลาหิริ มหาสัยอยู่นานถึง 10 ปี อาศรมที่เมืองพาราณสีของท่านเป็นแดนแสวงบุญของอาตมาในตอนกลางคืน ท่านคุรุชอบนั่งอยู่ในห้องเล็กๆที่ชั้นที่สองของอาศรม ท่านจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะที่ไม่มีพนักพิง มีศิษยานุศิษย์นั่งล้อมวงเป็นรูปครึ่งวงกลม
“ตาของท่านมีความสุกใสแวววาวและฉายแววแห่งความสุขสงบจากการที่ได้สัมผัสกับพระเป็นเจ้า มีลักษณะครึ่งหลับครึ่งลืม ที่ครึ่งหลับนั้นเป็นการหลับเพื่อส่งกระแสจิตไปติดต่อกับพระเป็นเจ้า ท่านบรมครูเป็นคนไม่ค่อยพูด บางครั้งจะจ้องมองไปที่ศิษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือและจะพูดอธิบายให้ความกระจ่างในปัญหาข้อสงสัยนั้นๆ
“ความสุขสงบเหลือล้นยากที่จะพรรณนาได้ซึมซับเข้ามาในจิตวิญญาณของอาตมา เมื่อมาได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านคุรุนี้อาตมาได้ซึมซับเอาความหอมหวนของท่านมาไว้ในตัวประหนึ่งว่าเป็นความหอมที่มาจากพระเป็นเจ้าเสียเอง การได้มาอยู่กับท่านคุรุถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดจาสนทนากันหลายๆวัน เป็นประสบการณ์ที่มาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของอาตมาโดยสิ้นเชิง หากว่ามีอุปสรรคที่มองไม่เห็นใดๆเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติสมาธิ อาตมาก็จะส่งกระแสจิตติดต่อไปที่ท่านคุรุ จิตของอาตมาก็จะดื่มด่ำเข้าสู่ภวังค์ได้ง่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยไม่จำเป็นที่อาตมาจะต้องไปแสดงหาคุรุอื่นใดอีก ท่านคุรุเป็นที่ประทับที่มีชีวิตจิตใจของพระเป็นเจ้า มีประตูลับเปิดไว้ให้แก่ศิษยานุศิษย์ทุกคนที่มีความจงรักภักดี
“ท่านคุรุลาหิริ มหาสัยไม่ใช่ผู้ตีความจากพระคัมภีร์ แต่ท่านจะใช้วิธีส่งกระแสจิตไปสัมผัสกับ”ห้องสมุดทิพย์”ได้โดยง่ายๆ ถ้อยคำและกระแสความคิดที่ออกมาจากท่านจึงเป็นกระแสธารทิพย์ที่หลั่งออกมาจากพระผู้เป็นเจ้า ท่านมีกุญแจทิพย์สามารถนำมาไขศาสตร์ทางปรัชญาที่ล้ำลึกซ่อนเร้นอยู่หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมาในคัมภีร์พระเวท หากมีใครมาสอบถามเรื่องสภาวะทางจิตที่อ้างอยู่ในพระคัมภีร์โบราณท่านก็จะยิ้มแล้วให้คำตอบ
“ให้อาตมาลองปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวะจิตเหล่านั้นก่อนนะ แล้วจะบอกเธอว่าที่รับรู้มาได้นั้นเป็นอย่างไร” ท่านคุรุจึงไม่เหมือนคุรุท่านอื่นที่ติดยึดอยู่กับคัมภีร์แบบท่องจำได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แล้วสั่งสอนแต่เรื่องของนามธรรมที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง
“ท่านคุรุได้โปรดอธิบายความหมายพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้ารับได้ด้วยกระแสจิตด้วยเถิด” เมื่อมีศิษย์สอบถามเช่นนี้ ท่านคุรุก็จะให้คำแนะนำแก่ศิษย์คนนั้นว่า “อาตมาจะนำทางความคิดของเจ้าไปตามทิศทางที่ได้รับการตีความที่ถูกต้องแล้วนั้น” โดยวิธีการนี้เองสิ่งที่ท่านคุรุรับรู้มาด้วยการใช้กระแสจิตสัมผัสโดยตรงกับพระเป็นเจ้าจึงถูกบันทึกไว้พร้อมด้วยข้อคิดเห็นต่างๆโดยศิษยานุษย์ต่างๆ
“ท่านคุรุเป็นคนไม่ยึดติดในคัมภีร์ “ ถ้อยคำในคัมภีร์เป็นแค่เปลือก “ ท่านกล่าว “ จงใช้วิธีทางสมาธิจิตติดต่อกับพระเป็นเจ้าโดยตรง”
“ไม่ว่าศิษย์จะมีปัญหาอะไรท่านคุรุก็จะแนะนำให้ใช้กริยะโยคะเข้าแก้ปัญหานั้นๆเสมอ”
“กุญแจโยคะนี้จะไม่หมดประสิทธิภาพประสิทธิผลลงไปแม้เมื่ออาตมาจะไม่ไปอยู้ต่อหน้าเพื่อแนะนำเจ้า เทคนิคทางโยคะนี้มิได้ผูกพันอยู่กับภาคทฤษฎี แต่ให้มุมานะไปสู่วิถีทางความหลุดพ้นโดยอาศัยกริยะโยคะ ซึ่งพลานุภาพของมันอยู่ที่การปฏิบัติ
“อาตมาเองพิจารณาเห็นว่ากริยะโยคะนี้เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นที่สุด ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ค้นหาพระเป็นเจ้าได้ด้วยตนเอง” สวามี เกพลานันท์กล่าวยืนยันพร้อมอ้างหลักฐานมาประกอบว่า
“ด้วยการใช้กริยะโยคะนี้ พระเป็นเจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมนุษย์ทุกคนก็จะอวตารลงมาอยู่ในเลือดในเนื้อของท่านคุรุลาหิริ มหาสัย และศิษยานุศิษย์ของท่าน”
ท่านคุรุสาหิริ มหาสัยเคยแสดงปาฏิหาริย์เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์เคยแสดงต่อหน้าสวามี เกพลานันท์ โดยท่านได้นำเรี่องนี้มาเล่าให้อาตมาฟังด้วยดวงตาที่เหม่อลอยออกไปจากตำราภาษาสันสกฤตที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าของอาตมา
“มีศิษย์ตาบอดของท่านคุรุผู้หนึ่งชื่อรามู ฉันเห็นแล้วก็เกิดความสงสารอย่างจับใจ รามูไม่มีแสงในดวงตา แต่ทำการอุปัฏฐากคุรุของเราที่มีพระเป็นเจ้าผู้มีแสงเจิดเจ้ามาอยู่ข้างใน จะให้เขาเป็นอย่างนี้อยู่ได้อย่างไร จึงในวันหนึ่งฉีนพยายามจะไปพูดกับรามูซึ่งขณะนั้นนั่งถือพัดใบตาลนั่งพัดท่านคุรุอยู่นานหลายชั่วโมงแล้ว เมื่อรามูออกมาจากห้องนั้นแล้วฉันก็จึงเดินตามไป
“นี่แน่รามู เธอตาบอดมานานแล้วหรือยัง”
“บอดมาตั้งแต่เกิดแล้วครับ ตาของผมบอดไม่เคยได้เห็นแสงอาทิตย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ”
“ท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเราช่วยเธอได้นะ ไปบอกให้ท่านช่วยสิ”
“วันรุ่งขึ้นรามูเข้าไปหาท่านท่านลาหิริ มหาสัยด้วยท่าทางเคอะเขินเอียงอายที่จะขอให้ท่านรักษาโรคทางกายให้เหมือนอย่างที่เคยรักษาโรคทางใจให้ไปแล้ว”
“ท่านคุรุครับ พระเป็นเจ้าผู้เป็นดวงประทีปของจักรวาลมาอยู่ในตัวของท่านแล้ว ผมขอกราบกรานท่านได้โปรดนำแสงของพระเป็นเจ้านั้นใส่เข้าไปในดวงตาของผมด้วยเถิด เพื่อว่าผมจะได้พอมองเห็นแสงดวงอาทิตย์นั้นบ้าง”
“รามูเอ๋ย คนมักเข้าใจผิดทำให้อาตมาตกในที่นั่งลำบากอยู่เสมอ อาตมาไม่มีอำนาจที่จะมาใช้รักษาโรคให้ผู้ใดหรอก”
“ท่านคุรุครับ พระเป็นเจ้าที่อยู่ในตัวท่านคุรุสามารถรักษาได้อย่างแน่นอน”
“ในกรณีของพระเป็นเจ้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง รามูเอย เพราะว่าพระเป็นเจ้ามีอานุภาพที่ไม่มีข้อจำกัด พระองค์ท่านซึ่งทรงเป็นผู้จุดประกายแสงให้แก่บรรดาดวงดาวและเซลล์ต่างๆในเลือดเนื้อของมนุษย์ ย่อมจะทรงสามารถนำแสงให้เข้ามาสู่ดวงตาของเจ้าได้” กล่าวจบท่านคุรุก็เอามือไปสัมผัสที่หน้าผากตรงจุดระหว่างคิ้วทั้งสองข้างของรามู
“จงเพ่งจิตของเธอมาจดจ่ออยู่ที่ตรงนี้แล้วเอ่ยนามของพระรามอยู่บ่อยๆเป็นเวลา 7 วัน แสงอาทิตย์ก็จะถูกดูดเข้ามาช่วยให้เจ้ามองเห็นได้”
“แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้จริงๆ เมื่อผ่านไปได้ 1 สัปดาห์ รามูสามารถมองเห็นธรรมชาติรอบๆตัวได้เป็นครั้งแรก ท่านคุรุผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ได้ชี้แนะให้ศิษย์ของท่านท่องบ่นนามของพระนามที่ท่านเคารพเหนือเทพอื่นใด คำท่องบ่นนั้นก็ได้สัมฤทธิ์ผล สามารถรักษาโรคตาบอดของรามูได้อย่างถาวร” สวามี เกพลานันทะเงียบเสียงไปชั่วขณะ แล้วท่านก็กล่าวยกย่องคุรุของท่านต่อไป
“มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ปาฏิหาริย์ที่ท่านลาหิริ มหาสัยแสดงได้นี้ ท่านมิได้อ้างว่าท่านทำได้เองด้วยพลังความสามารถของท่านเอง แต่ท่านบอกว่าจากการที่ท่านยอมมอบกายถวายชีวิตแด่พระเป็นเจ้าผู้ทรงอานุภาพในการรักษาโรคได้นี้เอง จึงทำให้ท่านคุรุสามารถปล่อยพลังนี้ผ่านจากตัวท่านไปรักษาโรคให้รามูอีกทีหนึ่ง
“ร่างกายของผู้ที่ได้รับการเยียวยารักษาจากท่านลาหิริ มหาสัยย่อมล้มหายตายจากโลกนี้ไปได้ตามอายุขัย แต่ผลที่เกิดจากการปลุกจิตวิญญาณที่ท่านให้บังเกิดขึ้นแล้วจะไม่เสื่อมสลาย จะเป็นปาฏิหาริย์อยู่ได้ชั่วนิจนิรันดร์”
อาตมาไม่ได้มีโอกาสเก่งเป็นปราชญ์ทางด้านภาษาสันสกฤต เพราะท่านสวามี เกพลานันทะมัวแต่สอนเรื่องจิตวิญญาณให้แก่อาตมา.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



