<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248</id><updated>2012-02-02T07:43:21.661-08:00</updated><category term='โยคีมหัศจรรย์'/><category term='ชีวประวัติโยคี'/><category term='โยคีบรมหงส์ โยคานันท์'/><title type='text'>โยคีมหัศจรรย์ เรื่องของโยคีโยคานันทะ พาเราท่องโลกแห่งจิตวิญญาณ</title><subtitle type='html'>แปลและเรียบเรียงโดย ท.ธีรานันท์ เพื่อเผยแพร่แก่สาธารณชน เป็นการตอบแทนคุณของประเทศอินเดียที่เคยให้ที่ศึกษา ณ มหาวิทยาลับปัญจาบ เมืองจันดีกาห์ ทางภาคเหนือของอินเดีย ระหว่างปี พ.ศ.2517-2519</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>52</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-6217771717798737004</id><published>2007-09-16T18:00:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T06:13:54.650-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ชีวประวัติโยคี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีบรมหงส์ โยคานันท์'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>ความมหัศจรรย์ของโยคี</title><content type='html'>เป็นโยคีทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่&lt;br /&gt;และหลังจากตายไปแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยคีบรมหงส์ โยคานันทะ ละสังขาร(ภาษาโยคะเรียกว่า เข้ามหาสมาธิ คือวิญญาณออกจากร่าง)ที่เมืองลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 1952 หลังจากไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงรับรอง ฯพณฯ  พินัย อาร์. เสน  เอกอัครราชทูตอินเดียประจำสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;ท่านบรมครูของโลกท่านนี้ได้แสดงให้เห็นคุณค่าของโยคะ(เทคนิควิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อการเข้าถึงพระเป็นเจ้า)ทั้งในช่วงที่มีอยู่ในโลกนี้และในช่วงหลังจากตายแล้ว  หลังจากที่ท่านละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วนานกว่าสามสัปดาห์แต่ใบหน้าของท่านกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยังคงเปล่งปลั่งด้วยรัศมีแห่งธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มร.แฮร์รี ที. โรว์  ผู้อำนายการสุสาน ฟอเรสต์ ลอว์น เมมโมเรียล-พาร์ก นครลอสแองเจลิส(ซึ่งเป็นที่เก็บศพของท่านบรมครู) ได้ส่งจดหมายถึงสมาคมสัจพัฒนาตนเองแจ้งมาว่า&lt;br /&gt;“ไม่มีร่องรอยที่สามารถมองเห็นด้วยสายตาว่าเกิดการเน่าเปื่อยในซากศพของท่านบรมหงส์  โยคานันทะ หลังจากที่ได้ตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษจากประสบการณ์ของเรา   ….ไม่มีการเปื่อยเน่าของร่างกายปรากฏให้เห็นในซากศพของท่านโยคีแม้ว่าท่านจะเสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลาถึง 20 วันแล้วก็ตาม……ไม่มีการเหี่ยวย่นปรากฏให้เห็นที่ผิวหนังของท่าน  และก็ไม่มีการเหือดแห้งของเนื้อเยื่อในร่างกายของท่านปรากฏให้เห็นอีกเหมือนกัน   สภาวะทางร่างกายที่สามารถดำรงอยู่ได้โดยสมบูรณ์เท่าที่เราทราบจากข้อมูลของสุสานที่เก็บไว้ทราบว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน…..เมื่อแรกรับศพของท่านโยคานันทะมานั้น บุคลากรประจำสุสานเมื่อมองผ่านโลงศพที่ปิดด้วยผ้าครอบแก้วต่างคาดว่าจะเห็นความเปื่อยเน่าของร่างกายตามปกติ  ความประหลาดใจของเราเพิ่มมากขึ้นเมื่อวันเวลาผ่านไปในแต่ละวันเราได้ตรวจดูแต่ไม่เห็นอาการเปื่อยเน่าของศพแต่อย่างใด  ศพของท่านโยคานันทะมีสภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม….ไม่มีลักษณะเน่าเปื่อยปรากฏให้เห็นในศพของท่านไม่ว่าจะในเวลาใด…&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“สภาพของศพของท่านโยคานันทะในวันที่ 27 มีนาคมอันเป็นวันก่อนที่จะนำฝาครอบบรอนซ์มาครอบปิดที่โลงศพ มีสภาพเช่นเดียวกับศพเมื่อแรกเสียชีวิตเมื่อ 7 มีนาคม  ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ศพของท่านยังดูสดๆและไม่มีสภาพเน่าเปื่อยยังเป็นเหมือนเมื่อตอนคืนที่ท่านเสียชีวิตนั้น  วันที่ 27 มีนาคม ซึ่งหากเป็นศพปกติก็จะเน่าเปื่อยแต่ว่าศพของท่านโยคานันทะกลับไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด  ด้วยเหตุนี้เราจึงขอแถลงย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ากรณีของท่านบรมหงส์ โยคานันทะนี้ถือว่าเป็นกรณีพิเศษที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-6217771717798737004?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/6217771717798737004/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=6217771717798737004' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/6217771717798737004'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/6217771717798737004'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/blog-post_7753.html' title='ความมหัศจรรย์ของโยคี'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-7676136671326614458</id><published>2007-09-16T17:58:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T06:14:28.534-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง</title><content type='html'>คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมเคยตั้งใจนานแล้วว่าจะยกร่างแปลหนังสือเรื่อง  Autobiography of A yogi  ของท่านโยคี  Paramahansa Yogananda  เสียใหม่อีกสักครั้ง  เพราะเท่าที่ได้แปลและเรียบเรียงไว้เมื่อเกือบ 20 ปีมาแล้วและผ่านการตีพิมพ์มาถึง 3 ครั้งนั้น  เป็นการแปลและเรียบเรียงในแบบรวบรัดเพื่อให้ทันกับความต้องการอย่างรีบด่วนของตลาด  จึงทำให้มีข้อขาดตกบกพร่องอยู่มากแห่ง  &lt;br /&gt;สำหรับในการแปลคราวนี้ของผม เป็นการทำงานที่ไม่มีปัจจัยเรื่องเวลามาบีบบังคับมากนัก  ผมจึงมีอิสระในการแปลมากขึ้นและก็ได้ใช้ความอุตสาหะและความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น  แห่งใดที่ถอดความไม่ออกจริงๆผมต้องใช้ความพยายามอย่างไม่ลดละ   และหากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่นอกเหนือจากมิติธรรมดาของชาวโลก เช่น ใช้วิธีอธิษฐานจิตติดต่อถึงผู้แต่งโดยตรงผมก็ยังเคยทำ  ซึ่งข้อนี้ถึงบางท่านอาจจะไม่เชื่อว่าทำได้แต่ผมขอยืนยันว่าสามารถทำได้จริงๆ และผมก็ทำสำเร็จมาแล้วด้วย&lt;br /&gt;อย่างไรก็ดี งานแปลชิ้นนี้ก็ยังถือว่ามีความยากมากอยู่เหมือนเมื่อครั้งแปลเมื่อ 20 ปีกว่าที่แล้ว  ผมจึงยังละบางแห่งบางตอนไว้ไม่กล้าที่จะแปลเพราะกลัวว่าจะเพี้ยนผิดไปจากเจตจำนงในการเขียนของผู้แต่ง   แต่ส่วนที่ละไว้นี้ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อยคือเพียง 10 % เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;สำหรับท่านที่อ่านภาษาอังกฤษได้แตกฉาน  ผมขออนุญาตแนะนำให้อ่านฉบับภาษาอังกฤษโดยตรง ท่านก็จะได้อรรถรสที่เพียบพร้อม   ซึ่งฉบับภาษาอังกฤษสามารถหาอ่านได้จาก ออนไลน์ของเว็บไซต์ต่างๆในอินเตอร์เน็ต  และที่ควรให้ความสนใจอีกจุดหนึ่งของหนังสือเรื่องนี้ คือเชิงอรรถที่มีอยู่ตามบทต่างๆ  เป็นขุมทรัพย์อันประเสริฐที่ยากนักจะหาได้จากหนังสือเรื่องอื่น&lt;br /&gt;ขอความสุขสงบแห่งจิตวิญญาณจงบังเกิดแก่ทุกท่านที่อ่านหนังสือเรืองนี้โดยทั่วหน้ากัน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท.ธีรานันท์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-7676136671326614458?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/7676136671326614458/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=7676136671326614458' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/7676136671326614458'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/7676136671326614458'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/blog-post_6418.html' title='คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-5619011507544697853</id><published>2007-09-16T17:57:00.001-07:00</published><updated>2010-06-07T06:15:01.276-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>คำนิยม</title><content type='html'>คำนิยม&lt;br /&gt;โดย ดร.ดับเบิลยู.วาย.อีแวนส์-เวนตซ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณค่าของหนังสือเรื่อง อัตชีวประวัติ (Autobiography) ของท่านโยคานันทะเพิ่มทวีขึ้นมามากมายจากข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษเพียงไม่กี่เล่มซึ่งเกี่ยวกับนักปราชญ์ของอินเดียที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่มิใช่นักนิเทศศาสตร์หรือชาวต่างประเทศแต่ทว่าโดยบุคคลที่ผ่านการฝึกฝนอบรมมาทางนี้โดยตรง  กล่าวโดยสรุปก็คือว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับโยคีที่เขียนขึ้นโดยโยคีนั่นเอง  หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญทั้งในปัจจุบันกาลและในอนาคตกาลเพราะเป็นเรื่องกล่าวถึงชีวิตและอานุภาพที่ไม่ธรรมดาของบรรดาโยคีฮินดูยุคใหม่ ข้าพเจ้าได้รู้จักกับท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ทั้งที่อินเดียและที่อเมริกา ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะชื่นชอบงานของท่าน  ข้อมูลของชีวิตที่ไม่ธรรมดาของท่านได้เปิดเผยถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณของชาวฮินดู และสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณของอินเดียเท่าที่เคยถูกตีพิมพ์เผยแพร่ในตะวันตก  ข้าพเจ้ามีโชคที่ได้พบปะกับโยคีท่านหนึ่งซึ่งประวัติชีวิตของท่านก็มีกล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้ด้วย คือ  ท่านศรียุกเตศวร คิรี  รูปภาพของท่านผู้นี้ก็มีอยู่ในหนังสือเรื่อง Tibetan Yoga and Secret Doctrine  ของข้าพเจ้าด้วยแล้ว  ที่เมืองปุรีแคว้นโอริสสาริมอ่าวเบงกอลข้าพเจ้าได้พบกับท่านศรียุกเตศวร  ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นเจ้าอาศรมที่ปลีกวิเวกใกล้ชายฝั่งทะเลและเต็มไปด้วยศิษยานุศิษย์วัยรุ่นที่มารับการฝึกอบรมทางจิต  ท่านได้แสดงความสนใจเป็นอย่างมากในสวัสดิภาพของประชาชนชาวสหรัฐอเมริกาและผู้คนในทวีปอเมริกาทั้งปวง  ตลอดจนประชาชนชาวอังกฤษด้วย  และท่านก็ได้ซักถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับกิจกรรมในแดนไกลต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมในแคลิฟอร์เนียของศิษย์คนโตของท่านคือท่านบรมหงส์ โยคานันทะซึ่งเป็นศิษย์ที่ท่านรักมากและท่านได้ส่งไปเป็นทูตทางศาสนาของท่านที่ดินแดนตะวันตกในปี ค.ศ.1920 ท่านศรียุกเตศวรเป็นคนสุภาพเรียบร้อยมีน้ำเสียงอ่อนโยนสมกับที่เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่าน  ทุกคนที่รู้จักท่านไม่ว่าจะเป็นคนในแวดวงของท่านเองหรือคนจากภายนอกต่างก็ให้ความยกย่องท่านเป็นอย่างมาก  ข้าพเจ้าเองยังจดจำร่างที่สูงและตั้งตรงสมกับเป็นนักบวชของท่านได้ ท่านแต่งกายด้วยชุดผ้ากาสาวพัสตร์อันแสดงถึงความเป็นผู้สละโลก  ในขณะที่ท่านมายืนต้อนรับข้าพเจ้าอยู่ที่ประตูทางเข้าอาศรม   ท่านไว้ผมยาวหยักศกมีหนวดเครารุ่มร่ามที่ใบหน้า   ร่างกายของท่านแข็งแรงล่ำสัน   แต่ก็มีลักษณะสันทัดได้สัดส่วน ส่วนการก้าวเดินของท่านก็เต็มไปด้วยพลัง   ท่านมีถิ่นพำพักในโลกนี้อยู่ที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ชื่อปุรี   อันเป็นที่แสวงบุญของชาวฮินดูที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกภาคของอินเดีย   นักแสวงบุญเหล่านี้ต่างก็เดินทางมาแสวงบุญที่วัดชื่อเสียงโด่งดังคือวัดชคนาถ(แปลว่าผู้เป็นที่พึ่งของโลก)   ที่เมืองปุรีนี้เองที่ท่านศรียุกเตศวรละสังขารจากโลกนี้เมื่อปี ค.ศ. 1936 หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในโลกนี้ในฐานะองค์อวตารแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสได้เขียนถึงลักษณะอันสูงส่งและความศักดิ์สิทธิ์ของท่านศรียุกเตศวรไว้ ณ ที่นี้   ข้าพเจ้าขอรับรองว่าท่านเป็นนักบวชที่ปลีกตัวอยู่อย่างสงบและมีชีวิตตามอุดมคติเหมือนอย่างที่ท่านบรมหงส์ โยคานันทะศิษย์ของท่านได้พรรณนาไว้ในหนังสือเล่มนี้ทุกประการ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดับเบิลยู.อีแวนส์-เวนตซ์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-5619011507544697853?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/5619011507544697853/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=5619011507544697853' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/5619011507544697853'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/5619011507544697853'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/blog-post_9940.html' title='คำนิยม'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-6536152902195519599</id><published>2007-09-16T17:52:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:53:26.190-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 1 มารดาบิดาและชีวิตในเยาว์วัยของอาตมา</title><content type='html'>มารดาบิดาและชีวิตในเยาว์วัยของอาตมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมอินเดียที่มีมายาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ การแสวงหาความจริงสูงสุด(ความจริงอันติมะ)และความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างศิษย์กับคุรุ (ครูอาจารย์) วิถีชีวิตของอาตมาเองได้ชักพาให้ได้ไปพบกับโยคีผู้ดำเนินชีวิตดุจศาสดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตอันงดงามของท่านได้ถูกจารึกไว้ชั่วกาลนาน ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาบรมคุรุผู้ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าของอินเดีย ซึ่งบรมคุรุเหล่านี้ได้อุบัติขึ้นมาในแต่ละยุคสมัยได้ช่วยปกป้องคุ้มครองอินเดียของพวกท่านมิให้ต้องมีชะตากรรมเลวร้ายเหมือนอย่างอียิปต์และบาบิโลนโบราณ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาตมายังสามารถระลึกถึงชีวิตในช่วงเกิดมาใหม่ๆได้ และการระลึกได้ของอาตมานี้มีขีดความสามารถย้อนไปได้ไกลถึงอดีตชาติที่เคยเวียนว่ายตายเกิดชาติแล้วชาติเล่าได้อีกด้วย แต่ที่ระลึกได้แจ่มชัดที่สุดคือช่วงที่ไปเกิดเป็นโยคีอยู่ในท่ามกลางหิมะที่เทือกเขาหิมาลัย การระลึกชาติได้นี้ได้เกิดการเชื่อมโยงกันทางมิติจนทำให้อาตมาสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอนาคตได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาตมายังจำช่วงชีวิตที่ยังเป็นทารกนอนแบเบาะได้ ตอนนั้นอาตมารู้สึกอึดอัดใจมากที่ไม่สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนและพูดจาสื่อสารแสดงความรู้สึกของตนเองโดยอิสระให้คนอื่นได้เข้าใจได้ อาตมาก็ได้แต่นอนสวดมนต์ภาวนาในขณะที่ร่างกายทำอะไรเองตามความต้องการไม่ได้ วิญญาณของอาตมาในตอนที่จุติมาเกิดใหม่นั้นสามารถรู้ได้หลายภาษา แต่ความสับสนทางภาษาของวิญญาณภายในก็ค่อยๆหมดไปเมื่ออาตมามาเคยชินกับภาษาเบงกาลีซึ่งญาติพี่น้องที่อยู่รอบข้างของอาตมาได้ใช้พูดจากัน  ความรู้สึกของอาตมาในตอนที่เป็นทารกนั้นก็วนเวียนอยู่กับเรื่องใกล้ต้ว คือที่ของเล่นและที่เรื่องมือเท้าที่ตัวเองเห็นอยู่เท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่ออาตมาต้องการอะไรแล้วร่างกายมันไม่สนองตอบได้อย่างใจอาตมาก็ได้ใช้วิธีส่งเสียงร้อง ซึ่งก็ยังจำได้ว่าเสียงร้องของอาตมาได้สร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้แก่คนในครอบครัวมาก  และอาตมาก็ยังจำช่วงที่ตัวเองมีความรู้สึกเป็นสุขมากคือตอนที่โยมแม่เอามือสัมผัสโอบกอด  และตอนที่อาตมาเริ่มหัดพูดและหัดเดิน  ซึ่งสิ่งที่เราหัดแล้วทำได้สำเร็จนี้แม้ว่าจะถูกลืมไปได้ง่ายๆแต่ก็เป็นรากฐานให้เกิดความมั่นใจแก่เราได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การระลึกชาติได้ของอาตมานี้ไม่ใช่ทำได้แต่เฉพาะอาตมาเท่านั้น แต่ยังมีโยคีอีกหลากหลายท่านสามารถระลึกชาติได้หลายต่อหลายชาติติดต่อกันโดยไม่ขาดสาย โดยท่านเหล่านั้นสามารถรู้ว่าเมื่อตายจากชาติหนึ่งแล้วไปเกิดเป็นอะไรบ้างในชาติต่อๆไป ซึ่งหากว่ามนุษย์เรามีแค่ร่างกายเท่านั้น เมื่อร่างกายแตกดับตายไปแล้วก็จะเป็นอันสิ้นสุดความเป็นคนกันเท่านั้นเอง   แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น  หากศาสดาทั้งหลายตั้งแต่ปางบรรพ์มาแล้วพูดความจริง ก็หมายความว่ามนุษย์เราโดยแก่นแท้มีสภาพเป็นวิญญาณที่เป็นนามธรรมและสามารถอยู่ได้ในที่ทุกหนแห่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าการระลึกชาติได้ในวัยเด็กของอาตมานี้จะเป็นเรื่องประหลาดก็จริง  แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่หาได้ยากเย็นอะไรเลย  ในช่วงที่อาตมาเดินทางไปตามดินแดนต่างๆหลายๆแห่ง  อาตมาก็เคยได้ยินเรื่องการระลึกชาติได้ในช่วงที่ยังอายุน้อยๆอยู่นี้จากปากของผู้คนทั้งเพศชายและเพศหญิงอยู่เหมือนกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาตมาเกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1893 ที่โครัขปูร์ ทางตอนเหนือของอินเดีย ใกล้กับเทือกเขาหิมาลัย ที่โครัขปูร์นี่เองที่อาตมาใช้ชีวิตอยู่ถึง 8 ปี  พวกเราในครอบครัวมีอยู่ด้วยกัน 8 คน โดย 4 คนเป็นเพศชาย อีก 4 คนเป็นเพศหญิง    อาตมามีชื่อว่า มุกุนท์  โฆส เป็นลูกชายคนที่ 2 และเป็นลูกคนที่ 4 ของตระกูล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมพ่อและโยมแม่ของอาตมาเป็นชาวเบงกาลี เป็นคนในวรรณะกษัตริย์ ทั้งโยมพ่อและโยมแม่ผ่านการอบรมบ่มนิสัยในแนวทางประเสริฐทางพระศาสนามาเป็นอย่างดี ท่านทั้งสองดำเนินชีวิตอยู่ด้วยกันด้วยความรักความสงบความเยือกเย็นและความภาคภูมิใจซึ่งกันและกัน ท่านทั้งสองไม่เคยแสดงอาการคึกคะนองหรือทะเลาะวิวาทออกมาให้ใครเห็นเลย  ความสามัคคีปรองดองกันในระหว่างโยมพ่อกับโยมแม่นี้เอง  ได้ส่งผลให้ครอบครัวเรามีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขโดยมีพ่อและแม่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้แก่ลูกๆทั้ง 8 คน   &lt;br /&gt;โยมพ่อของอาตมาชื่อ ภคบดี จรัญ โฆส ท่านเป็นคนมีเมตตาแต่มีนิสัยเงียบขรึมอยู่ตลอดเวลา  พวกเราลูกๆ รักโยมพ่อกันมาก แต่ก็ไม่ค่อยจะสนิทสนมกับท่านมากนัก  โยมพ่อเป็นคนเก่งทางคณิตศาสตร์และตรรกวิทยามาก  และท่านก็ดำเนินชีวิตโดยใช้สติปัญญาของตัวเองเป็นหลัก  ส่วนโยมแม่เป็นคนใจบุญสุนทร์ทาน และได้สอนพวกเราโดยอาศัยหลักเมตตาธรรมเสมอ  หลังจากโยมแม่เสียชีวิตแล้วโยมพ่อได้แสดงความรักความเมตตาที่เคยเก็บเอาไว้ภายในออกมาให้พวกเราได้เห็นอยู่เสมอ  อาตมาเคยสังเกตเห็นแววตาของโยมพ่อได้เปลี่ยนมาเป็นแววตาที่อ่อนโยนของโยมแม่จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในตอนที่โยมแม่ยังมีชีวิตอยู่นั้นพวกเราลูกๆได้รับการอบรมสั่งสอนให้ได้คุ้นเคยกับคัมภีร์ของศาสนาฮินดูต่างๆ ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนยาขมหม้อใหญ่สำหรับพวกเรา โดยโยมแม่ได้นำข้อความจากคัมภีร์มหาภารตยุทธ์และคัมภีร์รามายณะมาอ่านให้พวกเราฟังพร้อมกับอธิบายความและอบรมบ่มนิสัยพวกเราพร้อมกันไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเราลูกๆจะแสดงความเคารพต่อโยมพ่อโดยในตอนเย็นๆ โยมแม่ก็จะอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกๆอย่างพิถีพิถันแล้วให้ไปรอรับโยมพ่อกลับจากที่ทำงาน ซึ่งโยมพ่อทำงานโดยมีตำแหน่งเป็นรองประธานของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียบริษัทหนึ่ง ซึ่งสมัยนั้นอินเดียยังอยู่ในความปกครองของประเทศอังกฤษ คือ บริษัทรถไฟสายเบงกอล-นาคปูร์  หน้าที่การงานของโยมพ่อ ต้องโยกย้ายไปโน่นมานี่เสมอๆจึงทำให้ครอบครัวของเราได้ไปโยกย้ายไปอยู่หลายเมืองในช่วงที่พวกเรายังเล็กๆกันอยู่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมแม่มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่โอบอ้อมอารีแก่คนที่ตกทุกข์ได้ยากเสมอ ส่วนโยมพ่อนั้นก็มีจิตเมตตาปรากฏให้เห็นเหมือนกัน  แต่ท่านก็ยังนึกถึงความเป็นอยู่ของครอบครัวและกระเป๋าเงินที่จะใช้จ่ายด้วยเหมือนกัน  รายจ่ายของโยมแม่ในสองสัปดาห์ที่นำไปใช้จ่ายเลี้ยงดูคนยากคนจนนั้นมีจำนวนมากเท่ากับเงินเดือนของโยมพ่อทั้งเดือนเลยทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พี่อยากจะขอร้องน้องหน่อยได้ไหม” โยมพ่อพูด “คืออยากให้น้องใจบุญสุนทร์ทานอย่างมีขอบเขตจำกัดเสียบ้าง” แม้ว่าโยมพ่อจะพูดจาตักเตือนดีๆไม่รุนแรงอะไรมากนัก  แต่มันก็ทำให้โยมแม่เสียใจมาก  โยมแม่จะไม่แสดงออกมาให้ลูกๆได้รู้ว่าเกิดขัดใจกับโยมพ่อ  แต่จะใช้วิธีเรียกรถม้าให้มารับเป็นการแสดงอาการงอนให้โยมพ่อง้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ลาละนะทุกคน ฉันเป็นคนไม่ดีจะกลับไปอยู่ที่บ้านแม่ของฉันแล้ว” คือคำขาดของหญิงอินเดียโบราณที่โยมแม่นำมาใช้พูดกับโยมพ่อ&lt;br /&gt;พวกเราลูกๆพอได้ยินเช่นนั้นก็พากันร้องไห้กระจองอแง  แต่ในที่สุดก็ได้โยมลุงญาติทางโยมแม่มาช่วยเจรจาเพื่อให้โยมพ่อกับโยมแม่ปรองดองกัน  โดยลุงคนนี้เดินมากระซิบที่หูของโยมพ่อบอกวิธีเก่าแก่ที่คนโบราณของอินเดียนิยมใช้กันเมื่อเกิดมีปากมีเสียงกันขึ้นระหว่างสามีภรรยา  หลังจากที่โยมพ่อพูดคำประนีประนอมนี้ออกไปเพียงไม่กี่คำ  โยมแม่ก็ยิ้มออกมาได้และก็ได้กระโดดลงมาจากลดม้า  เป็นอันว่าการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างโยมพ่อกับโยมแม่ก็ได้ลงเอยด้วยดี  มีอีกเรื่องหนึ่งที่โยมพ่อกับโยมแม่มีปากมีเสียงกันเพราะเรื่องใจบุญของโยมแม่ที่อาตมาอยากนำมาเล่าให้ผู้อ่านได้ฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เอาเงินมาให้ฉันสักสิบรูปีสิ จะเอาให้หญิงตกทุกข์ได้ยากที่เขาบากหน้ามาขอถึงที่บ้านเรา” โยมแม่ยิ้มประจบโยมพ่อเพื่อขอเงิน&lt;br /&gt;“เอามากมายตั้งสิบรูปีเลยเชียวรึ รูปีเดียวก็น่าจะพอแล้ว”  โยมพ่อติงและให้เหตุผลต่อไปว่า “เมื่อพ่อและปู่ย่าของฉันเสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วนนั้น  ฉันเคยได้รู้รสของความยากจนข้นแค้นเป็นครั้งแรก  อาหารเช้าของฉันก่อนที่จะออกเดินทางไปโรงเรียนมีแต่กล้วยน้ำว้าผลเดียวเท่านั้นเอง  ต่อมาเมื่อฉันได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว  ฉันมีความจำเป็นต้องใช้เงินมาก  จึงได้เขียนใบสมัครขอทุนจากผู้พิพากษาผู้มั่งคั่งรายหนึ่ง  โดยเขียนขอทุนจากท่านเดือนละ 1 รูปีแค่นั้นเอง  ผู้พิพากษาท่านนั้นปฏิเสธโดยบอกว่าแม้แค่รูปีเดียวก็มีความสำคัญ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณมีความรู้สึกขมขื่นอย่างไรบ้างเมื่อย้อนนึกถึงเรื่องที่ถูกปฏิเสธเงิน 1 รูปปีนั้น” โยมแม่ใช้คำถามเชิงตรรกวิทยากับโยมพ่อ  “คุณต้องการให้หญิงผู้นี้จดจำความขมขื่นที่ถูกปฏิเสธเงิน 10 รูปีที่นางจำเป็นต้องใช้อย่างรีบด่วนอย่างเดียวกับกรณีของคุณอย่างนั้นหรือ ?”&lt;br /&gt;“เอาล่ะๆ เป็นอันว่าคุณชนะ” โยมพ่อเสียงอ่อนลง  พร้อมกับเปิดกระเป๋าสตางค์   “เอ้านี่แบงก์ 10 รูปี เอาไปให้หญิงผู้นั้น และบอกเธอด้วยว่าฉันยินดีให้ด้วยความเต็มใจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมพ่อของอาตมามีแนวโน้มเป็นคนชอบปฏิเสธข้อเสนอใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นอะไรเสมอ  ท่าทีของท่านที่มีต่อหญิงแปลกหน้าที่เอาชนะใจโยมแม่จนได้เงินไป 10 รูปีนั้นนับว่าเป็นตัวอย่างของความระมัดระวังของโยมพ่อ คือก่อนที่จะยอมรับอะไรโยมพ่อก็ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบอยู่เสมอ  อาตมาพบว่าโยมพ่อกว่าจะตกลงใจอะไรจะใช้วิจารณญาณเพื่อความรอบคอบไม่ผิดพลาดในภายหลัง  เคยมีอยู่หลายครั้งที่อาตมาขออะไรจากโยมพ่อก็จะต้องอ้างเหตุผลมาประกอบหนึ่งอย่างบ้างสองอย่างบ้าง  แล้วในที่สุดโยมพ่อก็จะพูดตะล่อมให้อาตมาทำอย่างพอเหมาะพอควร  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขอไปเที่ยวหรือขอเงินซื้อรถมอเตอร์ไซค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมพ่อจะเคร่งครัดกับลูกๆในช่วงที่พวกเรายังเล็กๆกันอยู่  และสำหรับโยมพ่อเองก็จะดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างในทางสันโดษเรียบง่าย  โยมพ่อไม่เคยไปไปดูหนังดูละคร  แต่จะหาทางสันทนาการให้แก่ตนเองด้วยการหาความสุขทางจิตและจากการอ่านพระคัมภีร์ภควัทคีตา โยมพ่อไม่ชอบความฟุ่มเฟือย  โยมพ่อมีร้องเท้าใส่เพียงคู่เดียวและท่านจะใส่มันจนขาด  พวกลูกๆซื้อรถยนต์มาใช้หลังจากรถประเภทนี้มีคนนิยมซื้อมาใช้กันในสมัยนั้น แต่โยมพ่อกลับพอใจที่จะนั่งรถรางไปทำงานอยู่ทุกวัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมพ่อไม่สนใจที่สะสมเงินทองเพื่อนำมาเสริมสร้างอำนาจบารมี  ยกตัวอย่างเช่น  ครั้งหนึ่งหลังจากที่โยมพ่อร่วมกับคนอื่นจัดตั้งธนาคารกัลกัตตาเออร์บานแบงก์ขึ้นมาแล้ว  แต่ท่านก็ปฏิเสธที่ไปจะหาเงินโดยวิธีซื้อหุ้นของธนาคารที่ตั้งขึ้นมาใหม่นี้  ท่านชอบที่จะบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ให้แก่สังคมเมื่อมีเวลาว่างมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากโยมพ่อเกษียณอายุราชการออกรับบำนาญแล้วหลายปี สมุห์บัญชีจากประเทศอังกฤษผู้หนึ่งได้เดินทางมาที่อินเดียเพื่อตรวจสอบบัญชีของบริษัทการรถไฟสายเบงกอล-นาคปูร์ สมุห์บัญชีผู้นี้เห็นเป็นอัศจรรย์ที่ได้พบว่าโยมพ่อไม่ยอมเบิกเงินโบนัสรายปีไปใช้&lt;br /&gt;“ท่านภคบดีทำงานคนเดียวเหมือนคนสามคนทำ” สมุห์บัญชีผู้นั้นแจ้งแก่บริษัท “ ท่านมีเงินค้างบัญชีที่ไม่ยอมเบิกไปใช้จำนวน 125,000 รูปี(41,250 ดอลล่าร์)” สมุห์จึงได้ส่งเช็คเงินจำนวนนี้ไปให้โยมพ่อ แต่โยมพ่อเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย จึงไม่ยอมบอกแก่คนในครอบครัว จนกระทั่งต่อมาเมื่อพิษณุน้องชายของอาตมาสังเกตเห็นเงินจำนวนดังกล่าวในใบแจ้งหนี้ของธนาคาร จึงได้สอบถามเอากับโยมพ่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมจะต้องตื่นเต้นไปกับผลประโยชน์ทางวัตถุกันมากนักนะ” โยมพ่อตอบ “บุคคลที่ฝักใฝ่ในทางธรรมย่อมไม่ยินดีกับสิ่งที่ได้และไม่เสียใจกับสิ่งที่สูญเสีย เพราะพวกเขารู้ว่ามนุษย์เวลามาเกิดในโลกนี้มากันแต่ตัวไม่มีเงินติดมาแม้แต่รูปีเดียว  และเวลาตายจากโลกนี้ไปก็ไปแต่ตัวไม่มีเงินติดไปแม้แต่รูปีเดียว”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในช่วงที่โยมพ่อโยมแม่แต่งงานกันใหม่ๆนั้น โยมพ่อกับโยมแม่ไปเป็นศิษย์ของบรมครูท่านหนึ่งชื่อ ลาหิริ มหาสัย ที่เมืองพาราณสี จากการที่ได้ไปสมาคมกับบรมครูท่านนี้เอง  เป็นการกระตุ้นให้จิตใจที่รักความสมถะสันโดษและชอบในทางพระเรื่องสงฆ์ของโยมพ่อโยมแม่เพิ่มทวีเข้มแข็งยิ่งขึ้น   มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมแม่บอกความลับกับโยมพี่โรมาพี่สาวคนหัวปีของอาตมาว่า “พ่อของเจ้ากับแม่หลับนอนกันฉันสามีภรรยาเพียงปีละหนเท่านั้น  และก็เป็นการเสพสมกันเพื่อต้องการมีบุตรเท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมพ่อพบกับท่านลาหิริ มหาสัยโดยการชักนำของ อภินาศ บาบู  ซึ่งเป็นคนงานอยู่บริษัทการรถไฟของโยมพ่อ ที่เมืองโครัขปูร์  อภินาศ บาบูคนนี้เป็นคนเล่าเรื่องราวของพวกฤาษีชีไพรต่างๆให้อาตมาฟังตั้งแต่เมื่อครั้งที่อาตมายังเล็กๆอยู่  และได้สรุปลงท้ายด้วยการกล่าวถึงเกียรติคุณของคุรุของเขาเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คุณหนูเคยได้ยินเรื่องราวตอนที่คุณพ่อของคุณหนูไปเป็นศิษย์ของท่านลาหิริ มหาสัยบ้างไหม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงบ่ายของฤดูร้อนที่อบอ้าวมาก อภินาศกับอาตมานั่งอยู่ด้วยกันที่บริเวณสนามหญ้าในบ้าน แล้วเขาก็ตั้งคำถามนี้กับอาตมา อาตมาสั่นหน้าปฏิเสธพร้อมกับยิ้มแสดงความสนใจอยากจะฟัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เมื่อหลายปีมาแล้ว ก่อนที่คุณหนูจะเกิด ผมได้ไปขออนุญาตเจ้านายซึ่งก็คือบิดาของคุณหนูนี่แหละ ว่าจะขอลางานไปเยี่ยมคุรุของผมที่เมืองพาราณสีสักหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อของคุณหนูหัวเราะเยาะที่ได้ฟังเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ดูเจ้าจะคลั่งไคล้เรื่องศาสนาไปแล้ว” บิดาของคุณหนูพูด “เจ้าจงตั้งใจทำงานให้ดี หากเจ้าต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานต่อไป”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขณะที่ผมเดินผ่านป่าไม้จะกลับบ้านด้วยอาการหน้าเศร้าสร้อยอยู่นั้น ผมก็ได้พบกับบิดาของคุณหนูนั่งเสลี่ยงตามมา คุณพ่อของคุณหนูพอมองเห็นผมก็ได้ลงมาจากเสลี่ยงแล้วเดินคุยไปกันกับผม ท่านพยายามพูดปลอบใจและชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้จากการดำเนินชีวิตในทางโลกๆ  แต่ผมไม่ได้สนใจฟังนัก ใจของผมตอนนั้นได้แต่พร่ำภาวนาว่า “ท่านลาหิริ มหาสัย ข้าพเจ้าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้หากไม่ได้ไปพบท่าน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราเดินไปตามทางเท้าจนถึงทุ่งหญ้าที่สงบเงียบ ขณะนั้นแสงอาทิตย์ในยามเย็นกำลังคล้อยต่ำทอทาบไปตามทุ่งหญ้า เราหยุดยืนดูความงามของทุ่งหญ้านั้นอยู่ ฉับพลันนั้นเองที่ทุ่งหญ้าห่างจากจุดที่เรายืนไปประมาณสองสามหลา เห็นร่างของท่านลาหิริ มหาสัยบรมคุรุของผมมาปรากฏอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ภคบดี เจ้าใจร้ายกับลูกน้องของเจ้ามากเกินไปแล้ว” เสียงของท่านบรมคุรุกึกก้องอยู่ในรูหูของเราทั้งสอง จากนั้นร่างของบรมคุรุก็หายวับไปกับตาเหมือนกับตอนที่มา  ผมนั่งคุกเข่าร้องขึ้นว่า  “ท่านลาหิริ มหาสัย ๆ” บิดาของคุณหนูนิ่งจังงังไปชั่วครู่หนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อภินาศ ฉันไม่เพียงแต่จะอนุญาตให้เธอลาไปพบกับท่านคุรุท่านนั้น  แต่ฉันเองจะลางานไปที่เมืองพาราณสีในวันพรุ่งนี้กับเธอด้วย  ฉันต้องไปรู้จักกับท่านบรมคุรุ ลาหิริ มหาสัย  ผู้ซึ่งสามารถมาปรากฏตัวได้ด้วยพลังจิตเพื่อมาช่วยเหลือเธอครั้งนี้  ฉันจะพาภรรยาของฉันไปด้วย และจะขอให้ท่านคุรุชี้แนะแนวทางธรรมให้แก่เราทั้งสองด้วย  เธอจะช่วยนำทางเราไปหาท่านคุรุได้หรือไม่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ได้ซีครับ” ผมตอบ  ความปีติยินดีของผมมีอย่างเหลือล้น  ที่คำอธิษฐานอ้อนวอนของผมมีผลขึ้นมา ทำให้เหตุการณ์กลับตาลปัตรไปเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ในเย็นวันรุ่งขึ้น บิดามารดาของคุณหนูกับผมก็ได้เดินทางไปที่เมืองพาราณสี  เมื่อไปถึงที่นั่นในวันรุ่งขึ้น  เราก็นั่งรถม้าไปกันได้หน่อยหนึ่ง  ก็ลงจากรถม้ามาเดินไปตามตรอกแคบๆจนไปถึงบ้านของท่านบรมคุรุของผม  เมื่อเข้าไปนั่งบนบ้านหลังนี้แล้วเราก็ก้มตัวลงทำความเคารพท่านบรมคุรุซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะ  ท่านบรมคุรุหรี่ตาดุๆมองมาที่บิดาของคุณหนูแล้วพูดขึ้นว่า “ภคบดี เจ้าใจร้ายกับลูกน้องของเจ้ามากเกินไปแล้ว” ซึ่งก็คือถ้อยคำประโยคเดียวกับที่ท่านได้เคยใช้พูดเมื่อสองวันก่อนที่ทุ่งหญ้านั่นเอง  แล้วท่านก็กล่าวอีกว่า เราดีใจที่เจ้าอนุญาตให้อภินาศมาหาเรา และเจ้าเองพร้อมกับภรรยาก็ได้ติดตามอพินาศมาในครั้งนี้ด้วย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ท่านบรมคุรุได้ถ่ายทอดวิธีปฏิบัติจิตด้วยกริยะโยคะให้แก่บิดามารดาของคุณหนู ซึ่งก่อให้เกิดความปีติปราโมทย์ให้แก่บิดามารดาของคุณหนูเป็นอย่างยิ่ง บิดามารดาของคุณหนูกับผมในฐานะเป็นศิษย์ร่วมสำนักก็ได้เป็นเพื่อนที่สนิทกันนับตั้งแต่วันที่เห็นภาพนิมิตของท่านบรมคุรุนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ท่านลาหิริ มหาสัยให้ความสนใจเมื่อตอนที่คุณหนูเกิด  ซึ่งก็แสดงว่าชีวิตของคุณหนูจะต้องเชื่อมโยงกับชีวิตของท่าน  ท่านได้อำนวยอวยพรอะไรไว้แล้วสิ่งนั้นจะต้องเป็นจริงเสมอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านลาหิริ มหาสัยละสังขารจากโลกนี้ไปหลังจากที่อาตมาเกิด  ภาพถ่ายของท่านที่ติดอยู่ในกรอบมักจะถูกนำไปตั้งไว้ที่หิ้งบูชาประจำครอบครัวของเราตามเมืองต่างๆที่โยมพ่อย้ายไปทำงานอยู่ ทุกค่ำเช้าโยมแม่กับอาตมาจะไปนั่งสมาธิอยู่ที่หน้าหิ้งบูชานั้นและก็ได้นำดอกไม้ชุบผงจันทน์หอมไปเป็นเครื่องสักการบูชาด้วย เราบูชาด้วยความเลื่อมใสและด้วยจิตใจมุ่งมั่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เราก็ได้พบกับความศักดิ์สิทธิ์ในรูปของท่านลาหิริ มหาสัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รูปภาพของท่านบรมคุรุลาหิริ มหาสัยมีอิทธิพลอย่างเหลือหลายต่อชีวิตของอาตมา เมื่ออาตมาเติบโตขึ้นมาความคิดความอ่านของท่านบรมคุรุนี้ก็ได้ติดตัวมากับอาตมาด้วย ในเวลานั่งสมาธิอาตมามักจะแลเห็นร่างของท่านออกจากรอบรูปมาปรากฎร่างเป็นมนุษย์มีชีวิตจิตใจนั่งอยู่ตรงหน้าอาตมา  เมื่ออาตมาลองเอามือไปสัมผัสที่เท้าของร่างนั้นที่ส่องสว่างเรืองรองร่างนั้นก็ก็จะเปลี่ยนกลับเข้าไปอยู่ในกรอบรูปอย่างเดิม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่เป็นเด็กตัวเล็กๆจวบจนกระทั่งเข้าสู่วัยเด็กหนุ่มอาตมาพบว่าท่านบรมคุรุนี้เปลี่ยนแปลงจากรูปเล็กๆที่อยู่ในกรอบรูปมาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและส่องประจายเจิดจ้าอยู่ในนัยน์ตาของอาตมา อาตมาชอบที่จะไปสวดมนต์อ้อนวอนต่อท่านเมื่อประสบกับปัญหายุ่งยากหรืออยากจะทดสอบอะไรบางอย่างซึ่งก็พบว่าท่านจะมาช่วยชี้แนะแก่อาตมาอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรกๆนั้นอาตมารู้สึกเสียใจที่ท่านได้เสียชีวิตไปแล้วแต่พออาตมาได้ค้นพบว่าท่านสามารถมาปรากฏตัวได้ในที่ทุกแห่งอย่างลี้ลับอาตมาก็เลยไม่มีความเสียใจอีกต่อไป ท่านคุรุมักจะเขียนจดหมายบอกไปทางศิษยานุศิษย์ของท่านที่มีความกระเหี้ยนกระหืออยากจะเดินทางมาพบท่านว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เจ้าจะมาดูเลือดเนื้อและกระดูกของเราไปทำไม  ในเมื่อเราก็อยู่ในวิสัยของกุตัสถะ(ตาทิพย์)ของเจ้าอยู่แล้ว”&lt;br /&gt;เมื่อตอนที่อาตมาอายุได้ 7 ขวบนั้นอาตมาสามารถหายจากโรคร้ายได้โดยอาศัยรูปภาพของท่านคุรุ  จากประสบการณ์ครั้งนี้ก็ยิ่งทำให้อาตมามีความรักเคารพต่อท่านเพิ่มขึ้นมากขึ้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องนี้มีอยู่ว่า ขณะที่ครอบของอาตมาย้ายไปอยู่ที่เมืองอิชปูร์แคว้นเบงกอลนั้น  อาตมาติดเชื้ออหิวาตกโรคชีวิตของอาตมาสิ้นหวังเป็นตายเท่ากัน  พวกแพทย์แผนปัจจุบันต่างก็ช่วยอะไรไม่ได้  โยมแม่มาอยู่ที่ข้างเตียงของอาตมาแล้วเอามือมาพลิกตัวอาตมาให้หันหน้าไปทางรูปภาพของท่านคุรุที่แขวนอยู่ข้างฝาบนหัวนอนของอาตมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“น้อมจิตไปสักการะบูชาท่านสิลูก” โยมแม่รู้เป็นอย่างดีว่าอาตมาไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะยกมือทั้งสองข้างขึ้นประนมกระซิบบอกอาตมา “ หากลูกแสดงความจงรักภักดีของลูกอย่างจริงจังแล้วจินตนาการว่าลูกไปคุกเค่าอยู่เบื้องหน้าท่านชีวิตของเจ้าก็จะปลอดภัย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พออาตมาใช้ตาจับจ้องดูรูปภาพของท่านคุรุก็แลเห็นแสงสว่างเจิดจ้าพุ่งออกมาจากรูปลงมาที่ตัวของอาตมาและกระจายไปทั่วทั้งห้อง อาการป่วยด้วยโรคอหิวาหฯนั้นก็พลันหายไปสิ้น  ทันใดนั้นเองอาตมาก็รู้สึกว่าที่เรี่ยวแรงขึ้นมามาก จึงได้ก้มตัวลงไปสัมผัสที่เท้าของโยมแม่เพื่อแสดงความขอบคุณที่โยมแม่ใช้แรงศรัทธาที่มีต่อท่านคุรุมารักษาโรคให้อาตมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมแม่เอาศีรษะของท่านแนบเข้ากับรูปของท่านคุรุนั้นพลางกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านบรมคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์  ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านที่เมตตาฉายแสงมารักษาโรคให้บุตรชายของข้าพเจ้า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาตมาเข้าใจว่าโยมแม่จะต้องแลเห็นแสงเรืองรองที่พุ่งออกมาจากรูปถูกตัวอาตมาจนทำให้อาตมาหายจากโรคครั้งนี้ได้&lt;br /&gt;เพราะฉะนั้นหนึ่งในสมบัติอันล้ำค่าของอาตมาก็คือรูปถ่ายของท่านคุรุนี่เอง รูปนี้ท่านคุรุมอบให้แก่โยมพ่อมากับมือ มีอานุภาพมากเหลือเกิน  ที่มาของรูปก็รู้สึกพึลึกพิลั่นน่าดู ซึ่งอาตมาได้ยินได้ฟังมาจากศิษย์ร่วมอาจารย์ของโยมพ่อที่ชื่อ กาลี กุมาร รอยอีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;เรื่องมีอยู่ว่าท่านคุรุไม่ชอบให้ใครมาถ่ายรูปท่าน แต่มีอยู่คราวหนึ่งมีการถ่ายรูปหมู่โดยมีท่านบรมคุรุนั่งอยู่ตรงกลาง  แวดล้อมด้วยบรรดาศิษยานุศิษย์รวมทั้งกาลี กุมาร รอยคนนี้ด้วย  เป็นการถ่ายรูปที่ท่านบรมคุรุห้ามแล้วแต่คนถ่ายไม่เชื่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อล้างและอัดรูปออกมาปรากฏว่าได้ภาพของศิษยานุศิษย์อย่างแจ่มชัดดีมากแต่ที่ตรงกลางรูปตรงจุดที่บรมคุรุนั่งอยู่กลับว่างเปล่า ความมหัศจรรย์ครั้งนี้เป็นที่โจษจันกันไปทั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยังมีศิษย์ผู้หนึ่งเชี่ยวชาญทางด้านถ่ายรูปชื่อว่า คงคา ธาร บาบู เที่ยวคุยโวโอ้อวดว่าจะต้องถ่ายรูปของท่านบรมคุรุติดได้อย่างแน่นอน  ที่รูปของท่านหายไปนั้นเป็นไปไม่ไดแน่ๆ  จึงในเช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่ท่านบรมคุรุนั่งขัดสมาธิอยู่บนม้านั่งที่ทำด้วยไม้โดยที่ข้างหลังท่านมีฉากแขวนอยู่  คงคา ธาร บาบูได้ถือกล้องถ่ายรูปเข้ามาเตรียมการทุกอย่างแล้วก็กดชัตเตอร์ถ่ายรูปไปถึง 12 รูป แต่พอล้างและอัดออกมาปรากฏว่าแต่ละรูปเห็นแต่ม้านั่งและฉากหลังแต่ไม่เห็นรูปของท่านบรมคุรุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงคา ธาร บาบูร้องไห้ด้วยความเสียใจและเสียเกียรติภูมิที่เคยคุยเอาไว้ เขาจึงเข้าเรียนถามท่านแต่ท่านไม่ยอมพูดอะไร จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงท่านบรมคุรุจึงพูดทำลายความเงียบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราคือวิญญาณ กล้องถ่ายรูปของเจ้าจะถ่ายรูปของวิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเนื้อได้อย่างไรเล่า”&lt;br /&gt;“ผมรู้ว่าผมถ่ายรูปวิญญาณไม่ได้ แต่ท่านคุรุครับผมอยากได้รูปของท่านไว้สักการบูชาสักรูป แต่แรกตาของผมไม่มีแวว แต่เดี๋ยวนี้ผมได้ตระหนักแน่แก่ใจแล้วว่าในกายของท่านคุรุมีพระวิญญาณของพระเป็นเจ้ามาสิงสถิตอยู่”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ถ้าอย่างนั้นเธอก็มาพรุ่งนี้เช้า เราจะยอมให้เจ้าถ่ายรูปติดด้วยความยินดี”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คงคา ธาร บาบูก็ได้มาถ่ายรูปอีกครั้งหนึ่ง  ครั้งนี้เมื่อล้างและอัดรูปออกมาแล้วมีรูปของท่านบราคุรุจัดแจ๋ว  ไม่มีสิ่งใดมาบดบัง&lt;br /&gt;รูปที่ว่านี้อาตมาได้นำมาตีพิมพ์ลงในหนังสือเล่มนี้ด้วยแล้ว  ซึ่งจะเห็นได้ว่าท่านบรมคุรุลาหิริ มหาสัยมีผิวพรรณขาวเนียนแบบคนตะวันตก  แต่ก็ดูไม่ออกว่าเป็นคนชาติใด  ความปีติปราโมทย์ที่เกิดจากการเข้าถึงพระเป็นเจ้าเผยให้เห็นได้ในรอยยิ้ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตาของท่านบรมคุรุมีลักษณะครึ่งหลับครึ่งลืม  แสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสนใจในโลกภายนอก  และที่ตาครึ่งลืมนั้นหมายความว่ากำลังดื่มด่ำอยู่ในปีติสุขภายใน  แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ท่านจะตื่นอยู่ตลอดเวลา  เพื่อรับฟังปัญหาทางธรรมที่ผู้สนใจเข้าไปซักถามท่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากที่อาตมาหายจากโรคด้วยอานุภาพของท่านบรมคุรุแล้วไม่นาน อาตมาก็ได้เห็นภาพนิมิตปรากฏเข้ามาในตาในของอาตมาในช่วงที่อาตมานั่งเข้าสมาธิอยู่บนที่นอนในเช้าวันหนึ่ง แล้วจิตของอาตมาก็เข้าสู่ภวังค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความมืดมิดของดวงตาที่ปิดสนิทนี้” อาตมาถามปัญหานี้โดยทางจิต&lt;br /&gt;ทันใดนั้นเองก็มีแสงสว่างดวงใหญ่โตมากมาปรากฏอยู่ในนัยน์ตาของอาตมา เห็นเป็นร่างทิพย์ของเหล่าโยคีกำลังนั่งสมาธิอยู่ในถ้ำ คล้ายกับภาพเคลื่อนไหวในภาพยนต์ขนาดเล็กที่ฉายลงที่จอขาวๆอยู่ข้างในตรงหน้าผากของอาตมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พวกท่านคือใคร” อาตมาร้องถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พวกเราคือโยคีอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย” เสียงตอบนั้นยากที่จะบรรยายเป็นถ้อยคำ  แต่ทำให้จิตใจของอาตมาสั่นสะท้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้าพเจ้าเองก็อยากจะไปที่เทือกเขาหิมาลัยแล้วบวชเป็นฤาษีเช่นเดียวกับพวกท่านเหมือนกัน” แล้วภาพนิมิตนั้นก็จางหายไป  แต่แสงสีเงินได้แผ่ขยายเป็นวงกว้างออกไปจนประมาณไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“แสงมหัศจรรย์นี้คืออะไร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เราคือพระอิศวร เราคือแสงสว่าง” เสียงนั้นดังกระหึ่มก้องเมฆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ข้าพเจ้าต้องการเป็นอย่างท่านบ้าง”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากประสบการณ์ที่สามารถมองเห็นด้วยภาพนิมิตนี่เอง ทำให้อาตมาต้องการติดต่อกับพระเป็นเจ้าอย่างยั่งยืนถาวร เพราะอาตมามีความเห็นว่า”พระเป็นเจ้ามีความสุขชั่วนิจนิรันดร์” ความทรงจำเช่นนี้วนเวียนอยู่กับอาตมาอยู่นานหลังจากวันที่ได้มีประสบการณ์ในครั้งนั้น&lt;br /&gt;นอกจากนั้นแล้วอาตมาก็ยังจำเหตุการณ์สำคัญๆในช่วงที่ยังเป็นเด็กอีกเรื่องหนึ่งได้ และอาตมาก็ยังมีหลักฐานเป็นประจักษ์พยานคือแผลเป็นที่ติดตัวมาให้เห็นอยู่จนถึงทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องมีอยู่ว่า  โยมพี่อุมากับอาตมาไปนั่งคุยอยู่ด้วยกันที่ใต้ต้นสะเดาต้นหนึ่งในบริเวณบ้านที่เมืองโครัขปูร์  โยมพี่อุมาเขามาช่วยสอนภาษษเบงกาลีให้อาตมาทุกครั้งที่อาตมามีเวลาว่าง  ซึ่งอาตมาก็จะดูนกแก้วกินลูกสะเดาอยู่ใกล้ๆไปพร้อมๆกันนั้นด้วย&lt;br /&gt;โยมพี่อุมาบ่นว่าเป็นฝีที่ขา เธอจึงเอามือควักน้ำมันออกจากขวดมาทา  อาตมาก็ควักน้ำมันของพี่อุมาออกมาทาที่แขนของอาตมาเองบ้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เธอเอายามาทาแขนที่ดีๆไม่เป็นอะไรไปทำไม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“คืออย่างนี้พี่ ผมมีความรู้สึกว่าจะมีฝีขึ้นมาที่แขนพรุ่งนี้เหมือนกัน ผมจึงเอาน้ำมันของพี่มาทาตรงจุดที่ฝีจะขึ้นนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เธออย่าล้อเล่นน่า”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะพี่  ให้รอดูเช้าวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น” อาตมากล่าวอย่างทะนงตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมพี่อุมาไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างที่อาตมาว่า ได้ถามย้ำแล้วย้ำอีกถึง 3 ครั้ง  ความมั่นใจว่ามันจะเป็นจริงอย่างที่พูดไว้ได้ปรากฏอยู่ในคำตอบของอาตมาที่บอกกับโยมพี่อุมา โดยอาตมาพูดออกมาอย่างช้าๆว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ด้วยอานุภาพของพลังจิตที่มีอยู่ในตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบอกว่าพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะมีหัวฝีขนาดใหญ่ขึ้นมาที่แขนตรงจุดนี้  และหัวฝีของพี่อุมาก็จะโตขึ้นอีกเป็น 2 เท่าของขนาดปัจจุบัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พ่อรุ่งเช้าอาตมาก็ได้พบว่ามีหัวฝีขึ้นมาตรงจุดที่บอกไว้จริงๆ ส่วนหัวฝีของโยมพี่อุมาก็มีขนาดโตยิ่งขึ้นกว่าเก่าอีกสิบเท่า โยมพี่อุมาตกใจถึงกับวิ่งไปหาโยมแม่พูดระล่ำระลักบอกว่า “แม่จ๋า มุกุนท์(ชื่อเดิมของอาตมา)เป็นพ่อมดหมอผีไปแล้ว” โยมแม่มีสีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจัง ได้สอนอาตมาว่าอย่าได้ใช้วาจาสิทธิ์ทำร้ายใครเป็นอันขาด  ซึ่งอาตมายังจดจำคำสั่งสอนนี้ได้เสมอและก็ได้ปฏิบัติตามเสมอมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝีที่อาตมาเป็นนี้ต้องเอาไปให้แพทย์ผ่าตัดออก รอยเข็มผ่าตัดของแพทย์ครั้งนั้นยังปรากฏให้เห็นจนตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อเห็นรอยผ่าตัดที่แขนซ้ายของอาตมาทีไรทำให้รำรึกถึงอานาภาพของวาจาสิทะของมนุษย์เราขึ้นมาเมื่อนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำพูดธรรมดาๆ ไม่มีข้อความร้ายใดๆที่พูดกับโยมพี่อุมานี้พูดไปด้วยพลังสมาธิ  จึงมีอานุภาพที่ซ่อนเร้นเอาไว้พอที่จะระเบิดออกมาได้เหมือนลูกระเบิดและสามารถประสิทธิ์ผลที่แน่นอนได้  อาตมาเข้าใจต่อมาในภายหลังว่าอานุภาพของถ้อยคำวาจาที่เปล่งออกมามีอานุภาพคล้ายลูกระเบิดนี้ หากใช้อย่างชาญฉลาดก็สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือชีวิตของคนเราให้รอดพ้นจากอุปสรรคต่างๆได้ และสามารถกระทำได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ให้เห็นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครอบครัวของพวกเราได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองละฮอร์ที่แคว้นปัญจาบ  ที่นี่เองที่อาตมาไปได้รูปภาพของเจ้าแม่ในร่างของเจ้าแม่กาลี  เราไปตั้งไว้บนทิ้งบูชาเล็กๆที่ระเบียงบ้านของเรา  อาตมามีความมั่นใจว่าเมื่อไปสวดมนต์อยู๋ในที่ศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้แล้วคำสวดมนต์อ้อนวอนก็จะมีผลประสิทธิ์ขึ้นมาได้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่มาวันหนึ่งอาตมาไปยืนอยู่ที่ตรงนี้กับโยมพี่อุมา มองดูเด็กสองคนกำลังเล่นว่าวอยู่บนหลังคาตึกสองหลัง ซึ่งตึกทั้งสองหลังนี้อยู่แยกจากบ้านของเราโโยมีตรอกแคบๆกั้นอยู่ตรงกลาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมเงียบไปละน้อง”  โยมพี่อุมามาผลักอาตมาเบาๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผมกำลังนึกถึงความมหัศจรรย์ของเจ้าแม่กาลีว่าท่านสามารถประทานทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมขอจากท่านได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“งั้นก็ลองให้เจ้าแม่กาลีเสกว่าวสิลองตัวนั้นให้ลอยมาหาเราสิ” โยมพี่พูดออกมาด้วยรอยยิ้มเชิงหยันๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” แล้วอาตมาเริ่มสวดอ้อนวอนเพื่อให้ว่าวสองตัวนั้นลอยมาหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกมการเล่นกีฬาว่าวนี้ของประเทศอินเดียจะใช้ว่าวสองตัวโดยที่สายปานของว่าวทั้งสองตัวเขาจะเอากาวมาทาแล้วใช้เศษแก้วติดไว้  คนชักว่าวแต่ละตัวก็จะพยายามตัดสายป่านว่าวของว่าวคู่แข่งขัน  ว่าวที่สายป่านถูกตัดขาดก็จะลอยอยู่บนหลังคาตึก  แล้วพวกเด็กๆก็จะวิ่งไล่จับว่าวนั้นอย่างสนุกสนาน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนั้นโยมพี่อุมากับอาตมายืนอยู่ที่ระเบียงบ้านที่มีหลังคา จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่าวขาดมาแล้วจะลอยลาให้เราจับ สายป่านจะต้องกระตุกตัวว่าวไปติดที่หลังคาตึก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พอเด็กเล่นเกมชักว่าวอยู่อีกฟากหนึ่งของซอยเริ่มการแข่งขัน  สายป่านของว่าวตัวหนึ่งก็ถูกตัดขาด  ทันใดนั้นเองว่าวตัวนั้นก็ลอยมาทางอาตมา  แต่เนื่องจากมีแรงลมมาปะทะอย่างกะทันหัน  ว่าวก็เลยลอยตัวอยู่ในอากาศชั่วครู่หนึ่ง ระหว่างนั้นเองสายป่านของว่าวก็ไปเกี่ยวเข้ากับต้นกระบองเพชรที่หลังคาบ้านตรงกันข้าม  อาตมาจึงเอื้อมมือไปจับว่าวตัวนั้นมาได้แล้วยื่นให้โยมพี่อุมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มันเป็นเพราะความบังเอิญมากกว่าละกระมัง มันคงไม่ใช่เพราะคำอ้อนวอนของน้องประสิทธิผลหรอก แต่หากว่าวตัวที่สองนั้นลอยมาให้น้องจับอีก นั่นแหละพี่จึงจะเชื่อ” พี่อุมาพูด ตาดำขวับของเธอบ่งบอกถึงความอัศจรรย์ใจยิ่งกว่าคำพูด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาตมาได้เริ่มสวดอ้อนวอนเจ้าแม่กาลีอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ว่าวอีกตัวหนึ่งก็ถูกตัดสายป่านหลุดลอยมาทางอาตมา มันส่ายไปมาเมื่อต้องกระแสลม  คราวนี้ก็อีกเหมือนกัน  คือผู้ช่วยเหลือของอาตมากล่าวคือต้านตระบองเพชรก็เกี่ยวสายป่านว่าวตัวนั้นเอาไว้  ทำให้อาตมาสามารถเอื้อมมือไปคว้าเอาว่าวมาได้  และอาตมาได้ยื่นว่าวตัวที่สองนี้ให้แก่โยมพี่อุมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“เจ้าแม่กาลีประทานพรแกน้องแน่ๆเชียว มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับพี่จริงๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พูดเสร็จโยมพี่อุมาก็วิ่งหนีอาตมาไปเหมือนกวางน้อยวิ่งเพราะตื่นกลัวนายพราน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-6536152902195519599?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/6536152902195519599/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=6536152902195519599' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/6536152902195519599'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/6536152902195519599'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/1.html' title='บทที่ 1 มารดาบิดาและชีวิตในเยาว์วัยของอาตมา'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-7176645247674288380</id><published>2007-09-16T17:48:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:41:45.891-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 2 การตายของโยมแม่และเครื่องรางลี้ลับ,</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_o3KCY1fPHfE/SqfkqNoPZtI/AAAAAAAABPs/-ZuRNOrHqKY/s1600-h/atsix.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 119px; height: 200px;" src="http://1.bp.blogspot.com/_o3KCY1fPHfE/SqfkqNoPZtI/AAAAAAAABPs/-ZuRNOrHqKY/s200/atsix.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379519693781427922" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การตายของโยมแม่และเครื่องรางลี้ลับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยมแม่มีความปรารถนาแรงกล้าอยู่อย่างหนึ่งคือต้องการให้พี่ชายคนโตของอาตมาแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา&lt;br /&gt;“เมื่อแม่ได้เห็นหน้าภรรยาของลูกอนันต์นั่นแหละ แม่ก็คงเหมือนกับว่าได้ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น”  อาตมามักได้ยินโยมแม่พูดเช่นนี้  ซึ่งก็คงเป็นไปตามแบบฉบับของคนอินเดียที่ต้องการสืบวงศ์ตระกูลให้ยาวนาน&lt;br /&gt;ในตอนที่โยมพี่อนันต์หมั้นหมายนั้นอาตมาอายุได้ 11 ปี ตอนนั้นโยมแม่อยู่ที่กัลกัตตาเป็นแม่งานคอยควบคุมการตระเตรียมงานแต่งงาน ส่วนโยมพ่อกับมาตมาอยู่กันตามลำพังที่บ้านของเราที่เมืองบาบิลลีทางอินเดียตอนเหนือ  ซึ่งช่วงนี้โยมพ่อถูกย้ายไปอยู่ที่นั่นหลังจากไปอยู่ที่เมืองละฮอร์เป็นเวลา 2 ปี&lt;br /&gt;อาตมาเคยเห็นพิธีแต่งงานที่โอ่อ่าอลังการของโยมพี่ 2 คนมาแล้ว คือโยมพี่สาวโรมาและโยมพี่สาวอุมา  แต่สำหรับกรณีของโยมพี่ชายอนันต์ซึ่งเป็นลูกชายคนโตนั้นได้มีการวางแผนงานอย่างละเอียดมากหน่อย โยมแม่ทำหน้าที่ต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อหลากหลายที่เดินทางจากบ้านไกลๆมาที่กัลกัตตาทุกวัน  &lt;br /&gt;โยมแม่ให้พวกแขกพักอยู่ที่บ้านที่ซื้อใหม่หลังใหญ่โตมากอยู่ที่เลขที่ 50 ถนนแอมเฮิร์สท์  ทุกสิ่งทุกอย่างได้เตรียมการไว้เรียบร้อยหมด  รวมทั้งไฟช่อดอกไม้ คานหามสีเทาที่จะให้พี่อนันต์นั่งไปบ้านเจ้าสาว  ไฟหลากสีสัน  ช้างและอูฐที่จะใช้ในพิธีแห่  วงดนตรีในขบวนแห่ทั้งวงดนตรีอังกฤษ วงดนตรีสก็อตต์ วงดนตรีอินเดีย  นักแสดงอาชีพ และพระที่จะมาประกอบพิธีโบราณ&lt;br /&gt;โยมพ่อกับอาตมาวางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปสมทบกับครอบครัวในวันทำพิธีนั้นเลย  แต่ก่อนจะถึงวันสำคัญนั้นอาตมาได้เห็นภาพนิมิตพิลึกพิลั่นอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาเที่ยงคืนที่เมืองบาบิลลี  ขณะที่อาตมานอนอยู่บนเตียงข้างๆโยมพ่อที่บ้านพักบังกาโลของเรานั้นเอง  อาตมาก็ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงหมือนมีคนมาเขย่ามุ้งที่ครอบอยู่บนเตียงนอน  พออาตมาลืมตามาก็เห็นมุ้งแหวกออกและแลเห็นร่างของโยมแม่มาหา&lt;br /&gt;“ปลุกพ่อเจ้าตื่นขึ้นมาสิลูก”เสียงของโยมแม่กระซิบบอกอาตมา “รีบจับรถไฟขบวนแรกในเวลาตี 4 ของเช้านี้  รีบไปกันที่กัลกัตตาหากเจ้าอยากจะเห็นใจแม่” จากนั้นร่างของโยมแม่ก็หายวับไป&lt;br /&gt;“พ่อครับๆ แม่กำลังจะสิ้นใจตายแล้ว” เสียงตื่นกลัวของอาตมาร้องปลุกโยมพ่อให้ตื่นขึ้นมาทันที  แล้วอาตมาก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นกลัวว่าโยมแม่จะตายจริงๆ&lt;br /&gt;“แม่เจ้าไม่เป็นไรหรอก  ลูกตาฝาดไปเองละสิ”  โยมพ่อแสดงเอกลักษณ์พิเศษของท่านออกมาในเชิงปฏิเสธไว้ก่อนต่อสถานการณ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้น   “แม่ของเจ้าสุขภาพยังดีเยี่ยม จะตายได้อย่างไร  เอาไว้เมื่อเราได้รับข่าวทางโทรเลขเราก็ค่อยไปกันในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน”&lt;br /&gt;“พ่อจะต้องเสียใจที่ไม่ไปเสียแต่ตอนนี้”ความวิตกกังวลทำให้อาตมาพูดต่อไปด้วยความฉุนเฉียวว่า “หากแม่เป็นอะไรไปพ่อต้องรับผิดชอบ  ผมก็จะไม่อภัยให้พ่ออีกด้วยนะ”&lt;br /&gt;รุ่งเช้าเราก็ได้รับโทรเลขแจ้งมาว่า “แม่ป่วยหนัก. การแต่งงานเลื่อนออกไป. รีบมาด่วน”&lt;br /&gt;โยมพ่อกับอาตมารีบออกเดินทางไปทันที และที่ชุมทางที่จุดเปลี่ยนขบวนรถไฟเราก็ได้พบกับลุงของอาตมาคนหนึ่งด้วย  ขณะนั้นมีรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งมุ่งหน้ามาทางพวกเราด้วยความเร็วสูงมาก ความคับแค้นที่แน่นอยู่ในอกแทบจะทำให้อาตมาตัดสินใจกระโดดลงไปที่รางรถไฟให้มันทับให้ตายไปเสียเลย  อาตมามีความรู้สึกว่าเมื่อโยมแม่จากอาตมาไปแล้ว  อาตมาจะไม่สามารถทนอยู่ในโลกที่ไม่มีโยมแม่ได้แน่ๆ  อาตมารักโยมแม่มากเหมือนกับว่าท่านเป็นมิตรแท้คนเดียวของอาตมาบนโลกใบนี้ ตาอันดำขวับและอ่อนโยนของโยมแม่ได้เป็นที่พึ่งช่วยปลอบประโลมใจให้อาตมาหายจากโศกนาฏกรรมในช่วงที่อาตมาเป็นเด็กมาหลายครั้งแล้ว &lt;br /&gt;“แม่ผมยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหมครับ” อาตมาหยุดยืนตั้งปัญหานี้กับโยมลุงของอาตมา&lt;br /&gt;โยมลุงคงจะตีความจากใบหน้าของอาตมาว่าอาตมามีความสิ้นหวังจึงได้กล่าวปลอบใจว่า” แม่ของหนูยังมีชีวิตอยู่จริงๆ”  แต่อาตมาไม่ค่อยจะเชื่อโยมลุงเท่าไรนัก&lt;br /&gt;เมื่อเราเดินทางไปถึงบ้านที่กัลกัตตาก็ได้พบว่าโยมแม่ได้เสียชีวิตไปแล้ว  อาตมาเมื่อรู้ข่าวนี้ก็แทบจะล้มทั้งยืน ตกอยู่ในสภาพเหมือนว่าตายทั้งเป็น  กว่าจะทำใจได้อาตมาต้องใช้เวลาเป็นแรมปี  ได้พยายามหาที่พึ่งทางใจจากทวยเทพเทวาในสวรรค์ทุกห้อฟ้า  และในที่สุดก็ได้คร่ำครวญหาเจ้าแม่กาลี  ซึ่งถ้อยคำของท่านสามารถรักษาบาดแผลบอบช้ำของหัวใจของอาตมาได้&lt;br /&gt;“เรานี่เองที่คอยเฝ้าดูแลเจ้ามาชาติแล้วชาติเล่า  ด้วยการทะนุถนอมเหมือนกับแม่ของเจ้า  เจ้ามองดูที่ตาดำงามทั้งสองข้างของเราสิ  มันคือดวงตางามที่เจ้าแสวงหาอยู่นั่นเอง”&lt;br /&gt;โยมพ่อกับอาตมาเดินทางกลับมาที่เมืองบาบิลลีทันทีที่ทำพิธีเผาศพโยมแม่เสร็จ  หลังจากนั้นมาในตอนเช้าๆทุกวันอาตมาชอบเดินไปอยู่ที่ใต้ร่มแคต้นหนึ่งที่อยู่หน้าบ้านบังกาโลของเรา   &lt;br /&gt;เห็นดอกสีขาวๆของมันหล่นลงมากองอยู่ที่พื้นสนามหญ้า  อาตมาก็จินตนาการไปว่ามันช่างเหมือนกับว่าต้นไม้นี้มันมีความภักดีต่อพระเป็นเจ้าแล้วสลัดดอกออกมาบูชาสักการะพระองค์   &lt;br /&gt;ขณะอาตมาร้องไห้น้ำตาไหลหยดลงมาปนอยู่กับน้ำค้างนั้น  ก็มักสังเกตเห็นแสงประหลาดพุ่งออกมาจากหยาดน้ำค้างนั้นบ่อยๆ ใจของอาตมาจึงต้องการติดต่อกับพระเป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น  และก็เป็นแรงกระตุ้นให้อยากไปที่เทือกเขาหิมาลัยมากยิ่งขึ้นด้วย&lt;br /&gt;ลูกพี่ลูกน้องของอาตมาผู้หนึ่งเพิ่งจะเดินทางกลับมาจากเทือกเขาหิมาลัยสดๆร้อนๆ  เขาได้มาเยี่ยมเราที่เมืองบาบิลลี อาตมาตั้งอกตั้งใจฟังเรื่องที่เขาเล่าถึงว่าเทือกเขาหิมาลัยนี้เป็นที่พำนักของพวกโยคีและบรรดาพระสวามีต่างๆ&lt;br /&gt;“เราหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยกันเถอะ”วันหนึ่งอาตมาออกปากชวนทวารกะ ปราสาท ลูกชายเศรษฐีที่ดินที่เรามาเช่าสร้างบ้านอยู่ที่เมืองบาบิลลีนี้แหละ   แต่ทารกะ ประสาทไม่ยอมไปด้วยและยังแถมปากสว่างไปบอกเรื่องนี้กับโยมพี่ของอาตมาที่มาเยี่ยมโยมพ่อเสียอีกด้วย&lt;br /&gt;แต่แทนที่โยมพี่จะเพียงแค่หัวเราะเยาะแผนที่ใช้การไม่ได้แบบเด็กๆของอาตมากลับมาพูดจาแดกดันเย้ยหยันอาตมาเสียนี่&lt;br /&gt;“ไหนล่ะผ้าเหลืองของเธอ ?  เธอไม่มีผ้าเหลืองจะบวชเป็นสวามีไม่ได้นะ”&lt;br /&gt;อาตมาตื่นเต้นไปกับคำพูดของโยมพี่มาก เพราะมันทำให้อาตมาได้มองเห็นภาพที่แจ่มชัดว่าตนเองจะได้เป็นพระได้เดินทางไปแสวงบุญทั่วประเทศอินเดีย  และคำพูดของโยมพี่นี้ก็ยังมากระตุ้นความทรงจำในอดีตชาติหนึ่งของอาตมาที่เกิดเป็นโยคีด้วย  อาตมาได้ตระหนักขึ้นมาว่าตนจะได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ของคณะสงฆ์สวามีที่ได้ก่อตั้งนมนานมาตั้งแต่โบราณกาล&lt;br /&gt;เช้าวันหนึ่งอาตมาคุยกับทวารกะก็ได้รู้ชัดว่าตนเองมีความรักต่อพระเป็นเจ้าอย่างยิ่งยวด แต่ฝ่ายทวารกะนั้นมีศรัทธาในพระเป็นเจ้าแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น  ซึ่งผิดกับอาตมาที่ได้ทุ่มเทจิตใจให้กับเรื่องนี้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;บ่ายวันหนึ่งอาตมาได้หนีไปที่เมืองไนติดาลซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย  แต่พี่อนันต์ไปตามล่า  อาตมาจึงถูกบังคับให้ต้องเดินทางกลับมาเมืองบาบิลลีด้วยความเศร้าใจเป็นอย่างยิ่ง  หลังจากนั้นมาที่แสวงบุญแห่งเดียวที่อาตมาได้รับอนุญาตให้ไปคือที่ใต้ต้นแคดอกขาวที่หน้าบ้าน  โดยในตอนเช้าๆอาตมาก็จะไปนั่งร้องไห้ด้วยความคิดถึงโยมแม่ที่เป็นมนุษย์ที่ได้เสียชีวิตไปแล้วและพระแม่เจ้ากาลีที่เป็นเทพ &lt;br /&gt;หลังจากที่โยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้นสายสัมพันธ์ในครอบครัวของเราก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  แต่โยมพ่อก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ทั้งๆที่ท่านตอนนั้นก็มีอายุแค่ 40 ปีเท่านั้นเอง  โยมพ่อจึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ให้แก่พวกเราซึ่งยังเล็กๆกันอยู่  โดยท่านได้แสดงความอ่อนโยนกับลูกๆมากขึ้น  และสามารถเข้าหาท่านได้ง่ายขึ้นด้วย  &lt;br /&gt;โยมพ่อก็ได้ประคับประคองครอบครัวของเรา  ช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นให้ลุล่วงไปได้  หลังจากเลิกงานกลับมาบ้านแล้วโยมพ่อก็จะเข้าไปเก็บตัวเป็นฤษีปลีกวิเวกอยู่ในห้องของท่าน  ทำการปฏิบัติสมาธิแบบกริยะโยคะอยู่อย่างสงบ  หลังจากโยมแม่เสียชีวิตไปนานพอสมควรแล้ว  อาตมาเคยจะไปว่าจ้างนางพยาบาลชาวอังกฤษมาคอยดูแลโยมพ่อเพื่อให้ท่านสะดวกสบายขึ้นมาบ้าง  แต่โยมพ่อไม่ยอม&lt;br /&gt;“เรื่องที่จะให้คนมาปฏิบัติพ่อนั้น  พ่อยอมให้แต่เฉพาะแม่ของลูกเท่านั้น” โยมพ่อพูดขณะที่ดวงตาของท่านเหม่อลอยตามแบบฉบับของคนที่ปฏิบัติธรรมมาตลอดชีวิต”พ่อไม่ขอรับการปรนนิบัติใดๆจากหญิงอื่นอีกแล้ว”&lt;br /&gt;หลังจากที่โยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้น  อาตมาก็ได้ทราบข่าวว่าโยมแม่ได้สั่งเสียฝากข้อความเอาไว้ให้อาตมาก่อนที่ท่านจะสิ้นลม  โยมพี่อนันต์มาอยู่กับโยมแม่ที่เตียงที่โยมแม่เสียชีวิต  และได้บันทึกคำสั่งเสียของโยมแม่นี้เอาไว้  ถึงแม้ว่าโยมแม่จะขอให้นำมาเปิดเผยแก่อาตมาภายใน 1 ปีแต่โยมพี่อนันต์ได้ชะลอเวลาเอาไว้  แต่โยมพี่อนันต์จะต้องรีบเดินทางจากเมืองบาบิลลีไปที่กัลกัตตาเพื่อจะแต่งงานกับผู้หญิงคนที่โยมแม่ได้เลือกเอาไว้ให้แล้วนั้น  เพราะฉะนั้นในเย็นวันหนึ่งโยมพี่จึงได้เรียกอาตมาให้เข้าไปนั่งข้างๆ&lt;br /&gt;“มุกุนท์ พี่ไม่อยากบอกเรื่องประหลาดนี้กับเธอเลย” เสียงโยมพี่อนันต์ถอนหายใจ&lt;br /&gt;“พี่กลัวว่าเรื่องนี้จะไปกระตุ้นให้เธอหลบหนีออกจากบ้านมาก  เพราะเธอชอบเรื่องพรรณนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  แต่เมื่อเร็วๆนี้ตอนที่พี่ไปจับตัวเธอกลับมาระหว่างที่จะหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น  พี่ก็เลยตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะบอก จะไม่ปล่อยเรื่องให้ยืดเยื้อต่อไป  แต่จะทำตามกับที่ได้รับปากคุณแม่เอาไว้”  ว่าแล้วโยมพี่อนันต์ก็ได้ยื่นกล่องเล็กๆมาให้อาตมากล่องหนึ่ง  พร้อมกับยื่นซองจดหมายสั่งลาก่อนเสียชีวิตของโยมแม่ให้ด้วย&lt;br /&gt;“แม่ขอให้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำอำนวยพรครั้งสุดท้ายของแม่  มุกุนท์ลูกรัก”  โยมพูดแล้วให้โยมพี่อนันต์บันทึกตาม “ ในช่วงชั่วโมงที่แม่กำลังจะเสียชีวิตอยู่นี้แม่จะได้นำเรื่องเหตุการณ์ต่างๆบางอย่างมาเล่าให้ลูกฟัง  แม่รู้วิถีชิวิตของลูกเป็นครั้งแรกมาตั้งแต่เมื่อตอนที่ลูกเป็นทารกตัวน้อยๆอยู่ในอ้อมกอดของแม่  แม่อุ้มลูกไปที่บ้านของท่านคุรุของแม่ที่เมืองพาราณสี  เมื่อไปถึงแม่นั่งอยู่ด้านหลังๆของศิษยานุศิษย์คนอื่นๆ  โดยที่แม่แทบจะมองไม่เห็นท่านคุรุลาหิริ มหาสัย  ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ที่บนอาสนะ&lt;br /&gt;“ในขณะที่แม่เอามือลูบตัวลูกไปมาอยู่นั้นแม่ก็ได้อธิษฐานจิตให้ท่านบรมคุรุมองมาเห็นและมาอำนวยอวยพรให้เรา  แม่เฝ้าแต่อธิษฐานแล้วอธิษฐานเล่าหลายต่อหลายครั้ง        ก็เลยเป็นผลขึ้นมา  ท่านบรมคุรุได้ลืมตาแล้วพยักหน้าให้แม่เข้าไปหา   คนอื่นๆได้หลีกทางให้แม่เข้าไปหาท่าน   แม่ได้ก้มตัวลงไปเอามือสัมผัสที่เท้าของท่าน  ท่านบรมคุรุได้อุ้มลูกไปวางไว้ที่ตักของท่าน  แล้วเอามือของท่านมาวางบนหน้าผากของลูกเหมือนกับว่าจะทำพิธีรับศีลจุ่มให้แก่ลูก&lt;br /&gt;“นี่แน่ะแม่นาง  ลูกของแม่นางจะได้เป็นโยคี  เขาจะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ  จะนำวิญญาณมวลมนุษย์ทั้งหลายไปสู่อาณาจักรของพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;“หัวใจแม่พองโตด้วยความปีติโสมนัสที่ได้พบว่าแรงอธิษฐานของแม่ได้ยินไปถึงท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์   ก่อนที่ลูกจะเกิดได้ไม่นาน  ท่านก็ได้บอกกับแม่ว่าลูกจะดำเนินตามรอยของท่าน&lt;br /&gt;“ลูกรัก  ในเวลาต่อมาแม่กับโรมาพี่สาวของลูกเคยมองเห็นลูกมีแสงสว่างไสวพวยพุ่งออกมาจากตัว  โดยเราสองคนไปแอบมองดูอยู่ในห้องข้างๆในขณะที่ลูกนอนนิ่งอยู่บนเตียง  ใบหน้าน้อยๆของลูกมีรัศมีแผ่ซ่านออกมา  เสียงพูดของลูกมีความหนักแน่นแน่วแน่เมื่อพูดถึงว่าจะไปเทือกเขาหิมาลัยเพื่อแสวงหาพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;“ลูกรัก  จากสิ่งต่างๆเหล่านี้แม่จึงได้รู้ว่าวิถีชีวิตของลูกอยู่ห่างไกลจากวิถีทางโลก  และก็มีอีกเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตของแม่ที่สามารถนำมาเป็นเครื่องยืนยันว่าลูกจะต้องเป็นอย่างที่แม่ว่าไว้นั้น  ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เองได้ช่วยกระตุ้นให้แม่ต้องให้คนบันทึกข้อความสั่งเสียก่อนตายนี้ถึงลูก&lt;br /&gt;“มันคือเหตุการณ์ที่แม่ได้พบกับนักบวชรูปหนึ่งที่แคว้นปัญจาบ  เป็นช่วงที่ครอบครัวของเราย้ายไปอยู่ที่เมืองละฮอร์  เช้าวันนั้นคนใช้หญิงเข้ามาบอกแม่ในห้องว่า”คุณนายคะ มีสาธุแปลกหน้ารูปหนึ่งมาหา ท่านบอกว่าอยากจะพบกับคุณแม่ของมุกุนท์&lt;br /&gt;“ถ้อยคำตรงไปตรงมาของสาธุที่คนใช้นำมาบอกประทับใจแม่มาก  แม่รีบไปต้อนรับท่านอาคันตุกะ  ก้มตัวลงเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่าน  มีความรู้สึกว่าท่านเป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมเป็นคนของพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;“คุณโยม”  พระสาธุพูด  “ท่านบรมคุรุต้องการแจ้งให้คุณโยมได้ทราบว่าคุณโยมจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นาน   การป่วยครั้งต่อไปของของคุณโยมจะเป็นการป่วยครั้งสุดท้ายแล้ว”  เสียงของพระสาธุเงียบไปชั่วครู่  ขณะนั้นแม่ไม่ได้รู้สึกตกใจมีแต่ความสงบเยือกเย็น ในที่สุดพระก็ได้กล่าวกับแม่อีกว่า&lt;br /&gt;“ขอให้คุณโยมเก็บรักษาเครื่องรางอย่างหนึ่งเอาไว้ให้ดี ตอนนี้อาตมาจะยังไม่นำเครื่องรางนี้มาให้คุณโยม  แต่เพื่อเป็นการพิสูจน์สัจจะของอาตมาเครื่องรางนี้จะปาฏิหาริย์มาอยู่ในมือของคุณโยมในวันพรุ่งนี้ขณะที่คุณโยมนั่งสมาธิ  เวลาคุณโยมจะสิ้นใจตายนั้นคุณโยมจะต้องบอกให้อนันต์ลูกชายคนโตของคุณโยมเก็บเครื่องรางนี้เอาไว้ให้ดีเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยนำมามอบให้แก่บุตรชายคนที่สองของคุณโยม  ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นมุกุนท์เขาก็จะเข้าใจความหมายของเครื่องรางนี้ว่าท่านบรมคุรุให้มาด้วยมีวัตถุประสงค์อะไร&lt;br /&gt;“เขาจะรับเอาเครื่องรางนี้ไปในช่วงเวลาพอดีกับที่เขาจะสละโลกไปแสวงหาพระเป็นเจ้า  หลังจากเขาเก็บเครื่องรางนี้ไว้สักสองปีและหลังจากที่มันได้ทำหน้าที่จนบรรลุวัตถุประสงค์นั้นแล้วมันก็จะหายไป  ถึงแม้ว่ามันจะถูกเก็บไว้ในที่เร้นลับอย่างไร  มันก็จะกลับคืนไปสู่ถิ่นกำเนิดที่มาของมัน&lt;br /&gt;“แม่ได้นำอาหารมาถวายพระสาธุรูปนั้น  แล้วก้มตัวลงเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านด้วยความเคารพเป็นอย่างมาก  แต่ท่านไม่ยอมรับอาหารนั้น  เพียงแต่ได้ให้ศีลให้พรแล้วก็เดินจากไป&lt;br /&gt;“ในช่วงเย็นของวันรุ่งขึ้น ขณะที่แม่นั่งเอามือประสานกันนั่งทำสมาธิอยู่นั้น  ก็มีเครื่องรางทำด้วยเงินชิ้นหนึ่งปาฏิหาริย์มาอยู่ในฝ่ามือของแม่   เป็นดังที่พระสาธุรูปนั้นกล่าวไว้จริงๆ  มันมีลักษณะผิวเกลี้ยงและรู้สึกเย็นๆเมื่อมากระทบถูกมือแม่  แม่ได้เก็บรักษามันไว้กว่าสองปีมาแล้วและเดี๋ยวนี้ได้มอบให้อนันต์ไปเก็บไว้&lt;br /&gt;“อย่าเศร้าโศกถึงแม่เลย   เพราะท่านบรมคุรุบอกกับแม่ว่าเมื่อแม่ตายแล้วแม่จะเข้าไปสู่อ้อมกอดของพระเป็นเจ้า  ขอให้เจ้าแม่กาลีคุ้มครองลูกเถิด”&lt;br /&gt;เมื่ออาตมาได้ของสิ่งนี้มาเป็นสมบัติแล้ว  มันทำให้อาตมามีรัศมีสว่างไสวแผ่ซ่านออกมาและมันมาช่วยปลุกให้อาตมาสามารถระลึกชาติได้ด้วย  เครื่องรางชิ้นนี้มีลักษณะกลมๆเก่าแก่มาก  มีคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต  อาตมาเข้าใจว่ามันคงเป็นของตกทอดมาจากบรมคุรุในอดีต ซึ่งเป็นผู้ชี้นำแนวทางชีวิตของอาตมาอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ  ในภายหลังของสิ่งนี้มีความสำคัญมากจริงๆ  แต่ก็ไม่มีใครรู้แก่นแท้ของมันว่ามันคืออะไรกันแน่&lt;br /&gt;เครื่องรางนี้หายไปในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ค่อยดีนักของชีวิตอาตมาได้อย่างไร  และการสูญเสียมันเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่สำหรับบรมคุรุของอาตมาอย่างไรบ้าง  ปัญหาสองข้อนี้จะยังไม่เฉลยในบทนี้ก่อน&lt;br /&gt;เพียงแต่จะขอเกริ่นกล่าวว่า  เด็กตัวเล็กๆที่ถูกขัดขวางไม่ให้ไปเทือกเขาหิมาลัย  ได้อาศัยเครื่องรางนี้พาเหาะไปที่นั่นทุกวัน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-7176645247674288380?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/7176645247674288380/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=7176645247674288380' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/7176645247674288380'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/7176645247674288380'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/2.html' title='บทที่ 2 การตายของโยมแม่และเครื่องรางลี้ลับ,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_o3KCY1fPHfE/SqfkqNoPZtI/AAAAAAAABPs/-ZuRNOrHqKY/s72-c/atsix.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-6911642659149259499</id><published>2007-09-16T17:47:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:42:19.989-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 3 โยคีสองร่าง,</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_o3KCY1fPHfE/SqfjracVfMI/AAAAAAAABPk/-UN6dRpC-SY/s1600-h/prana1.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 166px; height: 200px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_o3KCY1fPHfE/SqfjracVfMI/AAAAAAAABPk/-UN6dRpC-SY/s200/prana1.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5379518614889397442" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โยคีสองร่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“พ่อครับ หากผมให้สัญญาว่าจะกลับบ้านด้วยความสมัครใจ พ่อจะให้ผมไปเที่ยวที่เมืองพาราณสีได้ไหมครับ” อาตมาถามโยมพ่อ&lt;br /&gt;ปกติแล้วโยมพ่อจะไม่ค่อยจะขัดข้องที่จะให้ผมไปเที่ยวที่ไหนๆ โยมพ่อจะอนุญาตให้ไปตามเมืองและตามสถานที่แสวงบุญต่างๆตั้งแต่ตอนที่อาตมาเป็นเด็กโน่นแล้ว  เวลาจะไปไหนก็จะมีเพื่อนคนหนึ่งบ้างหรือมากกว่าบ้างติดสอยห้อยตามอาตมาไปด้วยเสมอ&lt;br /&gt;เราก็จะเดินทางด้วยความสะดวกสบายโดยโยมพ่อจะจัดหาตั๋วรถไฟชั้นหนึ่งให้  ตำแหน่งของโยมพ่อที่เป็นเจ้าหน้าที่ของการรถไฟนี้ช่วยให้คนในครอบครัวที่นิยมท่องเที่ยวได้เที่ยวเสียสมใจนึกไปเลย&lt;br /&gt;โยมพ่อพอได้ยินว่าอาตมาจะขออนุญาตไปเมืองพาราณสีก็บอกว่าจะขอพิจารณาดูก่อน  ซึ่งก็เป็นไปตามสไตล์ของท่านคือท่านจะปฏิเสธของใหม่ๆเอาไว้ก่อนเสมอ  แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นท่านก็เรียกอาตมาไปพบแล้วก็ยื่นตั๋วโดยสารรถไฟทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับเมืองบาบิลลี-พาราณสีมาให้อาตมา  พร้อมกับธนบัตรรูปีจำนวนหนึ่ง  และจดหมายอีก 2 ฉบับ&lt;br /&gt;“พ่อมีเรื่องที่ติดต่อธุระกับเพื่อนที่เมืองพารณสีคนหนึ่ง  ชื่อ เกทาร์ นาถ บาบู  เผอิญพ่อทำที่อยู่ของเขาหายไป  แต่พ่อเชื่อว่าเจ้าจะนำจดหมายนี้ส่งถึงตัวเขาได้โดยสอบถามเอาจากเพื่อนพ่ออีกคนที่ชื่อสวามี  ปราณพานันท์  สวามีรูปนี้เป็นศิษย์ร่วมคุรุของพ่อ  เป็นผู้บรรลุธรรมสูงสุดรูปหนึ่ง  เจ้าจะได้ประโยชน์จากการไปพบปะสมาคมกับท่าน  ส่วนจดหมายฉบับที่ 2 นี้เป็นจดหมายแนะนำตัวของลูก”&lt;br /&gt;โยมพ่อกะพริบตาเมื่อพูดประโยคต่อไปว่า “แต่ต้องจำไว้ว่าลูกจะต้องไม่หนีออกจากบ้านอีกนะ”&lt;br /&gt;อาตมาตอนนั้นอายุ 12 ปี  แต่เรื่องชอบท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆและไปพบปะกับบุคคลมากหน้าหลายตาของอาตมานี้ก็ไม่เคยจางหายไปจากนิสัยเลย  เมื่อเดินทางไปถึงเมืองพาราณสีแล้ว  อาตมาก็รีบไปยังอาศรมของท่านสวามีปราณพานันท์ทันที  เห็นประตูอาศรมของท่านเปิดอยู่  จึงเดินขึ้นไปที่ห้องโถงบนชั้นที่ 2  ก็ได้พบกับชายร่างบึกบึนนุ่งผ้าเตี่ยวนั่งขัดสมาธิอยู่บนยกพื้นเตี้ยๆ  ท่านโกนศีรษะและหนวดเคราเกลี้ยงเกลา  มีรอยยิ้มปรากฏอยู่ที่ริมฝีปาก  ท่านคงกลัวว่าอาตมาจะเกรงใจที่ไปรบกวนท่าน  ท่านรีบทักทายอาตมาราวกับว่าเป็นมิตรรู้จักมักคุ้นไปหา “สวัสดีเพื่อน” คำทักทายของท่านเหมือนเสียงเด็กๆทักทายกัน  อาตมาคุกเข่าเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง&lt;br /&gt;“ท่านคือสวามี ปราณพานันท์ใช่หรือไม่ขอรับ”  อาตมาสอบถาม&lt;br /&gt;ท่านพยักหน้าตอบ แล้วว่า ”เจ้าคือลูกชายของท่านภคบดีใช่ไหม”  ท่านกล่าวประโยคคำถามนี้ออกมาก่อนที่อาตมาจะควักจดหมายของโยมพ่อออกมายื่นให้ท่านด้วยซ้ำไป  อาตมาก็เลยงงๆ รีบควักจดหมายแนะนำตัวออกมายื่นให้ท่าน  ซึ่งก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรกับท่านเสียแล้ว&lt;br /&gt;“เราจะติดต่อค้นหาตัวเกทาร์ นาถ บาบู ให้เจ้าด้วย” ท่านโยคีสร้างความประหลาดใจให้อาตมาโดยแสดงอิทธิฤทธิ์ว่ามีตาทิพย์สามารถแลเห็นข้อความของจดหมายก่อนที่อาตมาจะควักออกมาให้ท่าน  ท่านมองดูจดหมายนั้นแล้วก็ถามถึงโยมพ่ออย่างชื่นชม&lt;br /&gt;“คุณหนูรู้ไหมว่าอาตมาได้บำเหน็จมา 2 อย่างมา  บำเหน็จอย่างที่หนึ่งที่ได้มาคือบำเหน็จก่อนเกษียณอายุซึ่งได้จากการแนะนำของคุณพ่อของคุณหนูเป็นบำเหน็ดจากบริษัทการรถไฟ       ส่วนบำเหน็จอีกอย่างหนึ่งคือบำเหน็จที่ได้โดยการแนะนำจากพระเป็นเจ้าผู้เป็นบิดาแห่งสวรรค์  ทำให้อาตมาได้สละโลกออกมาปฏิบัติธรรม”&lt;br /&gt;อาตมาเห็นว่าคำพูดของท่านโยคีมีความคลุมเครือ  ถึงเรียนถามขึ้นว่า”ท่านโยคีขอรับ  บำเหน็จอะไรหรือครับที่ท่านได้จากพระบิดาแห่งสวรรค์  พระบิดาแห่งสวรรค์เอาเงินเอาทองมามอบให้ท่านกระนั้นหรือ”&lt;br /&gt;ท่านโยคีหัวเราะพลางกล่าวว่า “เราหมายถึงบำเหน็จคือความสงบจิตสงบใจที่ล้ำลึกเหลือประมาณ ซึ่งได้เป็นรางวัลจากการที่ได้ปฏิบัติสมาธิมานานหลายปี  เดี๋ยวนี้เราไม่อยากได้เงินทองอะไรอีกแล้ว  อาตมาพึ่งพาปัจจัยทางด้านวัตถุเพียงไม่กี่อย่างก็อยู่ได้แล้ว  อีกหน่อยคุณหนูก็จะเข้าใจของสำคัญของบำเหน็จอย่างที่สองนี้ได้ด้วยตัวเอง”&lt;br /&gt;เมื่อการสนทนาระหว่างเรายุติลง  ท่านโยคีก็นั่งนิ่งร่างกายไม่ไหวติง  สังเกตเห็นร่างการของท่านแข็งท่อเหมือนกับว่าเป็นรูปหุ่นปั้น  ตอนแรกตาของท่านลุกวาวเป็นประกายแวววับคล้ายกับว่ากำลังจ้องมองอะไรอยู่และในที่สุดตาของท่านก็สิ้นประกายกลายมาเป็นปกติ  &lt;br /&gt;อาตมานั่งดูท่านด้วยความวิตกกังวล  เพราะท่านยังไม่บอกว่าจะค้นหาเพื่อนของโยมพ่อของอาตมาได้อย่างไร  และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ  เมื่ออาตมามองไปรอบๆตัวในห้องนี้ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตัวอาตมากับท่านโยคีสองคนเท่านั้น  ตาของอาตมาเพ่งมองไปเห็นรองเท้าไม้ของท่านที่วางอยู่ที่ข้างใต้อาสนะที่ท่านโยคีนั่งอยู่&lt;br /&gt;“คุณหนูอย่าได้วิตกกังวลไปเลย  คนที่คุณหนูอยากจะพบนั้นเขาจะมาหาคุณหนูภายในครึ่งชั่วโมงนี้” ท่านโยคีใช้วิชาอ่านใจผู้อื่นกับอาตมาอีก ซึ่งเป็นความสามารถที่ดูจะไม่ยากเลยสำหรับท่านในตอนนั้น&lt;br /&gt;หลังจากพูดประโยคนี้จบลง ท่านโยคีก็นั่งนิ่งอีกครั้งหนึ่ง  อาตมาเหลือบตาดูนาฬิกาข้อมือ  เห็นว่าเวลาผ่านไป 30 นาที  ท่านโยคีจึงพูดทำลายความเงียบ”เราคิดว่าเกทาร์ นาถ บาบู เดินทางมาถึงประตูแล้วล่ะ “ท่านโยคีกล่าว  พร้อมๆกับที่อาตมาได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบันไดมา  อาตมาถึงกับตกตะลึงและความคิดก็สับสนวุ่นวาย &lt;br /&gt;“เป็นไปได้อย่างไรที่เพื่อนโยมพ่อท่านนี้เรียกคนมาหาได้โดยที่ไม่ต้องส่งข่าวสารไปเรียก  นับแต่อาตมาเข้ามาท่านโยคีไม่ได้พูดจาอะไรกับใครอีกเลยนอกจากพูดกับอาตมาเพียงคนเดียวเท่านั้น” อาตมานึกฉงน&lt;br /&gt;อาตมารีบเดินออกมาจากห้องแล้วเดินลงไปที่บันไดไป  เมื่อลงไปได้แค่ครึ่งทางก็ได้พบกับชายผิวขาวร่างสันทัดเดินขึ้นบันไดสวนทางมาดูท่าทางรีบร้อนมาก&lt;br /&gt;“ใช่ท่านเกทาร์ นาถ บาบู หริอเปล่าครับ” อาตมาถามด้วยความตื้นเต้น&lt;br /&gt;“ใช่ครับ  คุณหนูคือบุตรชายของท่านภคบดีที่มารอพบผมอยู่ใช่ไหม” ผู้มาใหม่ยิ้มให้อาตมา&lt;br /&gt;“ใช่ครับ  ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเล่าครับ” อาตมาเกิดความสงสัยเต็มแก่ที่เขามาปรากฏตัวได้อย่างปาฏิหาริย์&lt;br /&gt;“ทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้มีแต่เรื่องลี้ลับทั้งนั้นเลย  เมื่อราวครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้  ผมเพิ่งเสร็จจากการอาบน้ำเดินขึ้นมา  ก็เห็นท่านสวามี ปราณพานันท์เดินเข้ามาหา  ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านรู้ว่าผมอยู่ที่นั่นได้อย่างไร&lt;br /&gt;“บุตรชายของท่านภคบดีรอคุณอยู่ที่อาศมของอาตมา” ท่านปราณพานันท์กล่าว “ เดินตามอาตมามาก็แล้วกัน “   ผมตอบตกลง  ขณะที่เราเดินมาด้วยกันนั้น  ท่านปราณพานันท์สวมรองเท้าไม้แต่ก็เดินเหินได้รวดเร็วมาก  จนผมเองเดินตามไม่ทัน  ทั้งๆที่ผมเองสวมรองเท้าสำหรับเดินทางแท้ๆ&lt;br /&gt;“คุณคิดว่าจะใช้เวลาเดินนานเท่าไรถึงจะไปถึงอาศมของอาตมา” ท่านปราณพานันท์หยุดเดินแล้วเบือนหน้ามาถามผม&lt;br /&gt;“ประมาณครึ่งชั่วโมงครับท่าน” ผมตอบ&lt;br /&gt;“อาตมามีธุระจะต้องไปทำในตอนนี้”  ท่านหันมามองผม “ คุณตามไปก็แล้วกัน ค่อยพบกันที่อาศรมของอาตมา  บุตรชายของท่านภคบดีรออยู่ที่นั่น  อาตมาจะไปรอคุณอยู่ที่นั่น&lt;br /&gt;“ก่อนที่ผมจะพูดอะไรต่อไปอีกท่านปราณพานันท์ก็ได้รีบเดินหายไปในกลีบเมฆเสียแล้ว  ผมจึงรีบเดินมาอย่างที่เห็นนี่แหละ”&lt;br /&gt;คำอธิบายนี้แทนที่จะทำให้ความกระจ่างกลับเป็นการมาเพิ่มความกังขาให้แก่อาตมามากขึ้นเป็นทวีคูณ  อาตมาได้สอบถามไปว่าได้รู้จักกับท่านปราณพานันท์มานานแล้วหรือยัง&lt;br /&gt;“เราเคยพบกันไม่กี่ครั้งเมื่อปีกลาย  แต่ปีนี้ยังไม่เคยได้พบปะกันเลยสักครั้ง  เพิ่งจะมาพบกันเป็นครั้งแรกตรงที่อาบน้ำชายฝั่งแม่น้ำคงคานี่เอง”&lt;br /&gt;“นี่ผมหูเฝื่อนไปหรือเปล่านี่  หรือว่าผมบ้าสติแตกไปเสียแล้ว  คุณเห็นท่านสวามีปราณพานันท์ในภาพนิมิต  หรือว่าเห็นท่านด้วยตาเนื้อจริงๆ คุณได้ลองจับมือและได้ยินเสียงท่านเดินจริงหรือเปล่า”&lt;br /&gt;“ผมไม่ทราบว่าคุณหนูต้องการอะไรกันแน่” เกทาร์ นาถ  บาบูแสดงสีหน้าโกรธออกมา&lt;br /&gt;“นี่ผมไม่ได้โกหกคุณหนูนะ  คุณหนูไม่เชื่อหรือว่าท่านสวามีปราณพานันท์เป็นผู้ไปบอกผมว่าคุณหนูมารอผมอยู่ที่นี่”&lt;br /&gt;“มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่ไปบอกคุณจะเป็นท่านสวามีปราณพานันท์เพราะท่านไม่ได้คลาดสายตาของผมออกไปไหนแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว  ตั้งแต่ผมมาถึงที่นี่เมื่อ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้”&lt;br /&gt;อาตมาเลยเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เกทาร์ นาถ บาบูฟัง  และได้เล่าถึงถ้อยคำสนทนาที่ท่านสวามีปราณพานันท์กับอาตมาพูดคุยกันด้วย&lt;br /&gt;พอได้ฟังอาตมาพูดเกทาร์ นาถ บาบูถึงกับตาค้าง “นี่เราอยู่ในยุคของสสารนิยม(ยุคปรมาณู)หรือว่าเรากำลังฝันไปแน่  ผมไม่นึกเลยว่าจะได้มาเห็นปาฏิหาริย์แบบนี้ในชั่วชีวิตนี้  ผมได้แต่นึกว่าท่านปราณพานันท์เป็นมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นเอง  แต่ว่าเดี๋ยวนี้ผมได้พบว่าท่านสามารถดลบันดาลให้เกิดอีกร่างหนึ่งขึ้นมาเป็นร่างที่สองและสามารถให้ร่างนี้ไปทำงานให้ท่านได้เสียด้วย”  เมื่อพูดคุยกันแล้วเราสองคนก็เดินตามกันเข้าไปในห้องของท่านสวามีปราณพานันท์ เกทาร์ นาถ บาบูชี้มือไปที่รองเท้าที่อยู่ใต้อาสนะ “โน่นไงรองเท้าไม้คู่ที่ท่านโยคีเดินใส่ไปยังที่อาบน้ำ” เขากระซิบบอก “ ท่านนุ่งผ้าเตี่ยวตัวเดียวกับที่เราเห็นอยู่ขณะนี้ด้วยนะ”&lt;br /&gt;เมื่อเกทาร์ นาถ บาบูก้มตัวลงทำความเคารพ  ท่านสวามีปราณพานันท์หันมายิ้มให้อาตมา พลางกล่าวขึ้นว่า&lt;br /&gt;“เจ้าจะมาอัศจรรย์ใจอะไรกับเรื่องแบบนี้  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ไม่อาจถูกปกปิดจากพวกโยคีแท้ๆได้  เราเองสามารถถอดกายทิพย์ไปพูดจากับศิษยานุศิษย์ของเราที่อยู่ไกลออกไปถึงกัลกัตตาในชั่วพริบตามเดียว  ส่วนพวกเขาเองก็สามารถถอดกายทิพย์มาหาเราได้อีกเหมือนกัน  ซึ่งเป็นการกระทำที่สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกที่ทำให้วัตถุที่มีมวลสารมีสภาพเกิดน้ำหนักขึ้นมาได้เท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;ที่ท่านสวามีปราณพานันท์นำเรื่องที่ท่านมีอานุภาพเสมือนหนึ่งว่าเป็นวิทยุและโทรทัศน์มาแสดงให้อาตมาได้รู้เห็นนี้  เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะท่านจะมาปลุกเร้าศรัทธาในทางธรรมของอาตมาให้คุโชนมากยิ่งขึ้น  แต่แทนที่อาตมาจะเกิดศรัทธาในตัวท่านกลับเห็นว่าที่อาตมาได้มาพบเห็นนี้เป็นเรื่องน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง  ด้วยเหตุที่อาตมาต้องการค้นหาพระเจ้าโดยผ่านทางคุรุท่านหนึ่ง ชื่อว่า ศรียุกเตศวร  ซึ่งตอนนั้นอาตมายังไม่ได้พบท่าน  อาตมาจึงไม่ยอมรับท่านสวามีปราณพานันท์เป็นคุรุ  อาตมาได้แต่จ้องมองดูท่านด้วยความสงสัยว่าที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอาตมาอยู่ในขณะนี้เป็นตัวจริงหรือจำลองกันแน่&lt;br /&gt;ท่านสวามีปราณพานันท์พยายามทำลายความสงสัยของอาตมา ด้วยการใช้สายตามองทะลุทะลวงเข้าไปจนถึงจิตวิญญาณของอาตมา  แล้วก็ได้กล่าวถึงท่านบรมคุรุองค์หนึ่งของท่าน&lt;br /&gt;“ท่านลาหิริ มหาสัยเป็นโยคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่อาตมาเคยได้พบมา  ท่านเป็นองค์อวตารของเทพมาในร่างของมนุษย์”&lt;br /&gt;อาตมาคิดในตอนนั้นว่า  ก็ในเมื่อระดับศิษย์ยังมีความสามารถถอดกายทิพย์ได้เช่นนี้  ระดับคุรุก็จะต้องมีอิทธิปาฏิหาริย์เก่งกาจกว่านี้เป็นแน่&lt;br /&gt;“เราจะเล่าเรื่องที่ท่านคุรุของเรามาช่วยเหลือเราให้คุณหนูฟัง  เราเคยนั่งสมาธิอยู่กับศิษย์อื่นอีกคนหนึ่งเป็นเวลานานถึง 8 ชั่วโมงทุกคืน  ในช่วงกลางวันเราก็ไปทำงานที่สำนักงานของการรถไฟ  เราเห็นว่าหากทำงานที่การรถไฟต่อไปก็จะลำบาก  จึงได้ตัดสินใจที่จะอุทิศเวลาทั้งหมดให้แก่พระเป็นเจ้า  &lt;br /&gt;“ต่อจากนั้นเราก็ได้นั่งเข้าสมาธิอยู่ครึ่งคืน  ผลของการนั่งเป็นที่น่าอัศจรรย์มาก สามารถใช้จิตรับรู้สิ่งต่างๆได้ดีมาก  แต่ก็ยังมีอุปสรรคขวางกั้นระหว่างอาตมากับพระเป็นเจ้า  แม้เราจะมุมานะพยายามอย่างเต็มความสามารถอย่างไร  ก็พบว่ายังไม่สามารถเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้  เย็นวันหนึ่งเราจึงได้เข้าไปหาท่านลาหิริ มหาสัย ขอให้ท่านช่วยดำเนินการให้เราสามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าให้ได้&lt;br /&gt;“เราเฝ้าอ้อนวอนท่านอยู่ตลอดทั้งคืน “ข้าแต่ท่านเทพคุรุ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าแม้จะตายก็ยอม ขอให้ข้าพเจ้าได้พบกับพระเป็นเจ้าตัวต่อตัวด้วยเถิด”&lt;br /&gt;“เราจะช่วยเจ้าได้อย่างไร  เจ้าจะต้องช่วยตนเองด้วยการทำสมาธิให้ดื่มด่ำแน่วแน่มากกว่านี้”&lt;br /&gt;“ข้าแต่ท่านคุรุ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน  ข้าพเจ้ามองเห็นท่านมาปรากฏเป็นร่างมนุษย์อยู่เบื้องหน้าของข้าพเจ้าแล้ว  ขอให้ท่านจงได้เมตตามาปรากฏเป็นร่างทิพย์ให้ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยเถิด”&lt;br /&gt;“ท่านลาหิริ มหาสัยก็ได้ยื่นมือของท่านออกมาแสดงท่าว่าจะช่วย  “เจ้าจงไปนั่งสำรวมจิตให้เป็นสมาธิเดี๋ยวนี้เถิด  เราจะติดต่อพระพรหมให้แก่เจ้า”&lt;br /&gt;“เราดีใจเป็นล้นพ้นรีบกลับบ้านไปทันที  เมื่อเข้านั่งสมาธิในคืนนั้น  ก็ปรากฏว่าจุดมุ่งหมายที่ต้องการอย่างยิ่งในชีวิตก็สามารถบรรลุถึงได้   เราจึงได้พูดว่าเรามีความสุขจากการได้บำเหน็จทางจิตวิญญาณ  ไม่มีวันใดเลยที่พระเป็นเจ้าจะรอดพ้นจากสายตาของเรา  แม้ว่าจะถูกบดบังไว้ด้วยฉากแห่งมายาก็ตาม”&lt;br /&gt;พอถึงตอนนี้ใบหน้าของท่านสวามีปราณพานันท์ฉายประกายแวววาวด้วยแสงทิพย์ออกมา  ความสงบเยือกเย็นของอีกโลกหนึ่งเข้ามาสู่จิตใจของอาตมา  ความหวาดกลัวทั้งหลายที่มีอยู่ก็ได้หายไป  ท่านสวามีปราณพานันท์ได้พูดให้อาตมาเกิดความมั่นใจยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;“หลังจากนั้นอีกราวสองเดือน เราก็ได้กลับไปหาท่านลาหิริ มหาสัย  แล้วกล่าวขอบคุณท่านที่ได้กรุณาประทานของขวัญรางวัลที่มีค่าเป็นอเนกอนันต์คือการให้สามารถติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ จากนั้นเราก็ได้นำอีกเรื่องหนึ่งไปปรึกษาหารือท่าน&lt;br /&gt;“ข้าแต่เทพคุรุ  ข้าพเจ้าทำงานอยู่ที่การรถไฟต่อไปไม่ได้อีกแล้ว  โปรดช่วยข้าพเจ้าได้พ้นจากที่นั่นด้วยเถิด  พระพรหมมาบันดาลให้ข้าพเจ้าคลั่งไคล้หลงไหลอยู่ตลอดเวลา”  &lt;br /&gt;“เจ้าก็ยื่นใบลาออกเพื่อขอรับบำเหน็จก่อนเกษียณอายุจากบริษัทของเจ้าสิ”&lt;br /&gt;“จะเอาเหตุผลอะไรไปอ้างกับเขาเล่า  เพราะข้าพเจ้าเองก็เพิ่งจะเข้าทำงาน”&lt;br /&gt;“จะอ้างอะไรก็ได้ตามที่เจ้าอยากจะอ้าง”&lt;br /&gt;“พอรุ่งขึ้นเราก็ไปยื่นขอบำเหน็จจากบริษัท  พวกแพทย์ก็ได้มาสอบถามว่าเหตุใดจึงอยากจะลออกจากงานก่อนครบอายุเกษียณอย่างนี้”&lt;br /&gt;“เวลาทำงานผมรู้สึกปวดหลังมาก  ทำให้ไม่เหมาะที่ผมจะปฏิบัติงานในหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”&lt;br /&gt;“แพทย์ผู้นั้นก็ไม่ได้สอบถามอีกต่อไป  แต่ได้เขียนเสนอแนะทางบริษัทว่า เห็นสมควรอย่างยิ่งที่จะให้เราลาออกเพื่อรับบำเหน็จ  และเมื่อทำการเดินเรื่องอยู่ไม่นานเราก็ได้รับบำเหน็จ  เรารู้ว่าที่เรื่องสำเร็จมาได้นี้ก็เพราะพลังจิตของท่านลาหิริ มหาสัยนั่นแหละที่ไปช่วยดลบันดาลให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ของทางการรถไฟ  รวมทั้งบิดาของคุณหนูด้วย  คนเหล่านี้เมื่อถูกพลังจิตของท่านคุรุมาชี้นำ  ก็เชื่อฟังและทำตามทุกอย่าง  ทำให้เราปลดเปลื้องชีวิตออกจากทางโลกมาติดต่อกับพระเป็นเจ้าอยู๋อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน”&lt;br /&gt;หลังจากที่ได้นำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้อาตมาได้ทราบว่า  ท่านสวามีปราณพานันท์ก็นั่งนิ่งเงียบอยู่นาน  เมื่ออาตมาเข้าไปลาท่านด้วยการก้มตัวเอามือไปสัมผัสที่เท้าของท่านด้วยความเคารพนั้น  ท่านได้อำนวยอวยพรอาตมาว่า&lt;br /&gt;“ชีวิตของคุณหนูเป็นชีวิตของการสละโลก  และเป็นชีวิตที่จะต้องปฏิบัติโยคะ  เราจะได้พบกับคุณหนูอีกครั้งพร้อมกับบิดาของคุณหนูในภายหลัง”&lt;br /&gt;อีกหลายปีต่อมาคำทำนายสองอย่างนี้ก็ได้เป็นจริงขึ้นมา&lt;br /&gt;เกทาร์ นาถ บาบูเดินมากับอาตมาในความมืด  อาตมาได้ยื่นจดหมายของโยมพ่อให้  เขาได้เปิดซองออกอ่านข้อความโดยอาศัยแสงไฟข้างถนนแล้วก็กล่าวกับอาตมาว่า&lt;br /&gt;“คุณพ่อของคุณหนูเขียนแนะนำมาให้ผมไปทำงานที่สำนักงานการรถไฟของท่านที่เมืองกัลกัตตา  เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันสำหรับตำแหน่งที่จะได้บำเหน็จเหมือนอย่างที่ท่านสวามีปราณพานันท์เคยได้รับมา แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าผมยังไม่อยากจากเมืองพาราณสีไปไหน เสียดายจังที่ผมไม่มีสองร่างอย่างท่านสวามีปราณพานันท์.”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-6911642659149259499?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/6911642659149259499/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=6911642659149259499' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/6911642659149259499'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/6911642659149259499'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/3.html' title='บทที่ 3 โยคีสองร่าง,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_o3KCY1fPHfE/SqfjracVfMI/AAAAAAAABPk/-UN6dRpC-SY/s72-c/prana1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-2862902997975795561</id><published>2007-09-16T17:45:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:42:53.712-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 4 การหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยถูกขัดขวาง,</title><content type='html'>บทที่ 4&lt;br /&gt;การหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยถูกขัดขวาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ให้เองหาข้ออ้างอะไรสักอย่างเดินออกจากห้องเรียนให้ได้ แล้วจับรถม้าให้เขาขับมาที่ซอยตรงจุดที่คนในบ้านข้าจะไม่แลเห็น”&lt;br /&gt;ข้างต้นคือข้อความที่อาตมาแนะนำอมร มิตเตอร์ เพื่อนนักเรียนชั้นมัธยมที่วางแผนจะติดตามอาตมาไปที่เทือกเขาหิมาลัย  เราเลือกเอาวันรุ่งขึ้นเป็นวันหลบหนีและได้วางมาตรการป้องกันข่า;รั่วไหลไว้เป็นอย่างดี  เพราะว่าโยมพี่อนันต์คอยจับตามองอาตมาอยู่ และพยายามจะทำลายแผนการหลบหนีที่โยมพี่สงสัยว่ามีอยู่ในใจของอาตมาอยู่ตลอดเวลา  แต่เครื่องรางตามที่เล่ามาแล้วนั้นก็เหมือนกับส่าเหล้าที่ช่วยกระตุ้นเงียบๆอยู่ภายใน  อาตมาหวังว่าในท่ามกลางหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยอาตมาจะได้พบกับคุรุที่ใบหน้าของท่านได้มาปรากฏให้อาตมาได้เห็นในภาพนิมิต&lt;br /&gt;ช่วงนั้นครอบครัวของอาตมาอยู่กันที่กัลกัตตา  ซึ่งโยมพ่อถูกย้ายให้ไปประจำอยู่ที่นั่นเป็นการถาวร   โยมพี่อนันต์ได้ปฏิบัติตามประเพณีอาวาหมงคลของอินเดียคือการนำภรรยามาอยู่ในครอบครัวของฝ่ายเรา  ในบ้านมีห้องเล็กๆติดเพดานอยู่ห้องหนึ่งซึ่งอาตมาก็ได้ไปใช้ห้องนี้เป็นที่นั่งสมาธิและเตรียมจิตวิญญาณของอาตมาให้พร้อมที่จะออกค้นหาพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;เช้าที่ควรค่าแก่การทรงจำนั้นก็ได้มาถึงซึ่งจำได้ว่าเป็นเช้าที่มีฝนตกหนักมาก  เมื่ออาตมาได้ยินเสียงล้อรถม้าวิ่งมาตามถนนก็ได้รีบทำการห่อพวกผ้าหุ่ม  รองเท้า  ผ้าเตี่ยว สายลูกประคำ รูปของท่านลาหิริ มหาสัย  และหนังสือภควัทคีตา  ห่อสิ่งของเหล่านี้ถูกโยนลงมาจากหน้าต่างชั้น 3 ของบ้านแล้วอาตมาก็รีบลงบันไดเดินผ่านโยมลุงที่กำลังซื้อปลาอยู่ที่หน้าประตูบ้าน&lt;br /&gt;“เองจะรีบร้อนไปไหนล่ะ” โยมลุงถามด้วยความสงสัย&lt;br /&gt;อาตมาได้แต่ส่งยิ้มให้แล้วเดินไปเอาของที่โยนลงมาแล้วเดินไปที่ปากซอย  อาตมาถือห่อของเดินไปสมทบกับอมรด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง  จากนั้นเราก็นั่งรถม้าไปที่ฉันทนีชูกซึ่งเป็นศูนย์การค้า  เราใช้เวลาหลายเดือนประหยัดเงินค่าอาหารกลางวันนำมาซื้อกางเกงแบบอังกฤษ  เรารู้ว่าโยมพี่อนันต์ที่มีความเฉลียวฉลาดของอาตมาจะทำตัวเป็นนักสืบ เราก็เลยจะใช้วิธีตบตาด้วยการสวมเสื้อผ้าแบบชาวยุโรปเป็นการอำพรางตัว&lt;br /&gt;ระหว่างทางที่จะไปยังสถานีรถไฟนั้นเราได้หยุดรถแวะรับลูกพี่ลูกน้องของอาตมาอีกคนชื่อโชติน โฆส  ที่อาตมาเรียกเขาว่าชดินด์  เขาเพิ่งจะหันมาสนใจเรื่องศาสนาอยากจะไปพบกับคุรุที่เทือกเขาหิมาลัยเหมือนกัน  เขาเองก็เตรียมพร้อมที่จะสวมชุดใหม่ที่เราเตรียมมาให้ในคราวนี้ด้วย  เราคิดกันในช่วงนั้นว่าทุกสิ่งอย่างเรียบร้อยดีมาก  เราต่างยินดีปรีดาหัวใจพองโต&lt;br /&gt;“ที่เราขาดไม่ได้ก็คือรองเท้าผ้าใบ” อาตมาจึงพาพรรคพวกไปที่ร้านที่ติดป้ายว่าขายรองเท้ายาง “ของที่ทำด้วยหนังแท้ได้มาด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็จะต้องไม่นำติดตัวไปในการเดินทางไปแสวงบุญครั้งนี้”อาตมาพูด เราจึงไปหยุดที่ข้างถนนแล้วถอดปกปุ้มหังออกจากหนังสือภควัทคีตาและถอดแถบหนังออกจากหมวกกะโล่ที่ทำในประเทศอังกฤษของอาตมาออกทิ้งเสียด้วย&lt;br /&gt;เมื่อเดินทางมาถึงที่สถานีรถไฟเราก็ได้ไปซื้อตั๋วรถไฟที่จะใช้เดินทางไปที่เมืองเบิร์ดวันซึ่งเราวางแผนกันไว้ว่าจะเปลี่ยนรถไฟที่นี่เพื่อไปยังฮาร์ดวาร์ซึ่งอยู่ที่เชิงเขาหิมาลัย  ทันทีที่รถไฟพาเราออกเดินทางอาตมาก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่คาดว่าจะบังกิดขึ้นกับเรา&lt;br /&gt;“ลองลับตานึกก็แล้วกันเพื่อน” อาตมาพูด “เราจะได้รับการบวชจากท่านคุรุและก็จะได้พลังสมาธิสามารถเป็นผู้วิเศษติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้ เลือดเนื้อของเราก็จะถูกบรรจุไว้ด้วยแม่เหล็กทิพย์  ด้วยอานุภาพของแม่เหล็กทิพย์นี้บรรดาสิงสาราสัตว์ทั้งหลายที่เทือกเขาหิมาลัยก็จะเชื่องเดินเข้ามาใกล้เรา  พวกเสือก็จะกลับเชื่องเหมือนกับว่าแมวที่เราเลี้ยงไว้ในบ้าน  สัตว์เหล่านี้ก็จะให้เราเอามือไปลูบมันเล่นได้”&lt;br /&gt;คำพูดในเชิงให้มองเห็นภาพได้นี้ทำให้อมรยิ้มย่องด้วยความพอใจแต่ชนินท์สิกลับสะดุ้งตาของเขาเหม่อลอยมองออกไปทางหน้าต่างรถไฟทำทีว่าดูทิวทัศน์ตามรายทาง&lt;br /&gt;“เราควรแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วนก็แล้วกัน” ชดินท์พูดทำลายความเงียบด้วยการเสนอแนะ”แต่ละคนควรแยกกันไปซื้อตั๋วรถไฟของตนที่เมืองเบิร์ดวันเพื่อไม่ให้ใครๆที่สถานีรถไฟเกิดความสงสัยว่าเราหนีมาด้วยกัน”&lt;br /&gt;อาตมาตอบตกลงเห็นดีด้วยทั้งๆที่ระแวงสงสัยข้อเสนอนี้อยู่เหมือนกัน  &lt;br /&gt;ตอนค่ำๆรถไฟของเราก็มาจอดอยู่ที่เมืองเบิร์ดวัน  ชดินท์เดินเข้าไปที่ห้องขายตั๋ว สวนอมรกับอาตมานั่งคอยอยู่ที่ชานชาลา  เราคอยอยู่ 15 นาทีไม่เห็นชดินท์กลับมาก็ออกเดินตามหา ได้เข้าไปสอบถามหาตามที่ต่างๆก็ไม่มีใครพบเห็น  เราพยายามค้นหาด้วยการตะโกนร้องเรียกชื่อทั่วทุกหนทุกแห่ง  แต่ชดินท์ได้หายไปในความมืดที่ปกคลุมสถานีรถไฟเล็กๆแห่งนี้ไปโโยปราศจากร่องรอย&lt;br /&gt;อาตมาแทบล้มทั้งยืนเกิดอาการช็อกจนตัวชาไปหมด  พระเป็นเจ้าเล่นตลกโดยสร้างฉากเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้นแน่ๆ  การหลบหนีเพื่อตามหาพระเป็นเจ้าครั้งแรกนี้ที่ได้เตรียมการไว้เป็นอย่างดีและวาดภาพไว้อย่างงามหรูว่าจะสำเร็จอย่างเลอเลิศนั้นได้ถูกขัดขวางไว้อย่างสิ้นท่า&lt;br /&gt;“อมรเอ๋ย เราจะต้องกลับบ้านกันแล้วล่ะ” อาตมาร้องไห้ออกมาเหมือนเด็กๆ” ชดินท์มันหนีไปแบบนี้นับว่าเป็นลางร้ายเสียแล้ว  การเดินเดินทางครั้งนี้ต้องล้มเหลวแน่ๆ”&lt;br /&gt;“นี่หรือวะที่แกบอกว่ารักพระเป็นเจ้า  แค่พระเป็นเจ้ามาทดลองว่าจะอดทนต่อเพื่อนทรยศได้หรือไม่แกก็อดทนไม่ได้หรืออย่างไร”&lt;br /&gt;ถึงแม้ว่าอมรจะปลุกปลอบใจว่าเหตุการณ์ครั้งนี้พระเป็นเจ้ามาสดลองความอดทนของเราไม่ใช่อื่นใด  แต่ใจของอาตมามันฝ่อห่อเหี่ยวเสียแล้ว  เรารับประทานอาหารคาวหวานจนอิ่มหนำสำราญกันแล้วอีกสองสามชั่วโมงต่อมาเราก็ขึ้นรถไฟจะเดินทางไปที่เมืองฮาร์ดวาร์โดยผ่านทางเมืองบาร์บิลลี  &lt;br /&gt;ในวันรุ่งขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนรถไฟที่เมืองโมคุลเซไรแล้ว  เราก็ได้ถกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งขณะที่รอเวลาอยู่ที่ชานชาลา&lt;br /&gt;“อมร อีกหน่อยเราอาจจะถูกเจ้าหน้าที่รถไฟนำตัวไปสอบถามอย่างใกล้ชิดก็ได้  ฉันจะไม่ทำลายความปรารถนาดีของพี่อนันต์  แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นฉันจะไม่พูดปดเป็นอันขาด”&lt;br /&gt;“มุกุนท์ สิ่งที่ฉันอยากขอร้องแกก็คือไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ให้อยู่นิ่งๆ  อย่าได้หัวเราะหรือยิ้มขณะที่ฉันพูดเป็นอันขาด”&lt;br /&gt;ในช่วงนั้นเองก็มีเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟที่เป็นชาวยุโรป  ได้เดินเข้ามาหาอาตมาพร้อมกับโบกซองโทรเลขไปมาให้อาตมาไปรับซึ่งก็คงเป็นโทรเลขของพี่อนันต์นั่นเอง&lt;br /&gt;“คุณคือคนที่โกรธแล้วหลบหนีมาออกจากบ้านมาใช่ไหม”&lt;br /&gt;“ไม่ใช่ครับ”อาตมาตอบ  และก็ดีใจที่เขาเลือกใช้คำมาถามให้อาตมาตอบ เพราะว่าอาตมาไม่ได้หนีมาเพราะ”ความโกรธ” แต่เป็นการหนีมาเพราะเทพบัญชา เพราะฉะนั้นที่ตอบว่า “ไม่ใช่ครับ”จึงไม่ใช่การโกหกแต่อย่างใด&lt;br /&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่คนเดียวกันนั้นก็ได้หันไปถามทางอมรบ้าง  เมื่อเขาหันไปทางอมรแล้วก็เลยทำให้อาตมาพอตั้งสติขึ้นมาได้บ้าง&lt;br /&gt;“เด็กคนที่ 3  หายไปไหน”  เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟคนเดียวกันขึ้นเสียงวางมาดถาม”มานี่ ต้องพูดความจริงนะหนู”&lt;br /&gt;“คุณครับ  ผมเห็นคุณก็สวมแว่นตา  คุณไม่เห็นหรือว่าเรามีด้วยกัน 2 คน” อมรยิ้มให้” ผมไม่ใช่นักเล่นมายากล แล้วผมจะซ่อนเด็กคนที่ 3 ไว้ได้อย่างไรละครับ”&lt;br /&gt;เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟลุกไล่ต่อไปด้วยการถามประเด็นอื่นบ้าง&lt;br /&gt;“คุณชื่ออะไร”&lt;br /&gt;“ผมชื่อโทมัสครับ  ผมเป็นลูกครึ่งโดยคุณแม่เป็นชาวอังกฤษคุณพ่อเป็นคนอินเดีย ที่เปลี่ยนศาสนามานับถือคริสต์”&lt;br /&gt;“เพื่อนคุณชื่ออะไร”&lt;br /&gt;“ชื่อทอมป์สันครับ”&lt;br /&gt;พอถึงช่วงนี้อารมณ์สนุกของอาตมาหมดเสียแล้ว  อาตมารีบเดินไปขึ้นรถไฟที่เพิ่งได้รับสัญญาณนกหวีดให้ออกเดินทาง  อมรก็ได้เดินตามมากับเจ้าหน้าที่สถานี  จากนั้นเขาก็พาเราสองคนไปนั่งที่โบกี้โดยสารสำหรับคนยุโรป  เขาคงไม่อยากให้เราที่โกหกว่าเป็นเด็กลูกครึ่งอังกฤษ ไปนั่งรวมอยู่ในโบกี้สำหรับคนพื้นเมืองอินเดีย  &lt;br /&gt;หลังจากเจ้าหน้าที่รถไฟออกไปจากโบกี้นั้นแล้วอาตมาก็เอนหลังหัวเราะร่วนเสียงลงลำคอ  อมรเองก็ดูท่าว่าจะมีความสุขที่สามารถหลอกเจ้าหน้าที่รถไฟชาวยุโรปผู้คร่ำคหวอดได้สำเร็จ&lt;br /&gt;ที่ชานชาลาสถานีอาตมาควักโทรเลขของโยมพี่อนันต์ขึ้นมาอ่าน  ใจความของมันมีว่า “เด็กชาวชาวเบงกาลี สวมใส่ชุดแบบอังกฤษ หลบหนีออกจาบบ้านมุ่งหน้าจะไปที่ฮาร์ดวาร์ผ่านทางโมคุลเสรี  โปรดจับตัวเอาไว้จนกว่าผมจะเดินทางมารับตัวไป  จะให้รางวัลสำหรับท่านที่ช่วยดำเนินเนินการในครั้งนี้”&lt;br /&gt;“อมร  ฉันบอกแกแล้วว่าอย่าได้ทิ้งตารางเดินทางไว้ที่บ้านแก แต่แกก็ไม่เชื่อ” อาตมาพูดออกมาขณะตามองด้วยสายตาเชิงตำหนิ ”พี่อนันต์จะต้องไปเจอตารางเดินทางนี้แน่เลย”&lt;br /&gt;อมรยอมรับว่าครั้งนี้ประมาทไปหน่อย เราหยุดพักช่วงเวลาสั้นๆที่เมืองบาร์บิลลี  โดยมีทวารกะ ประสาทมารอรับเราอยู่ที่นี่ด้วย พร้อมกับโทรเลขอีกฉบับหนึ่งที่ส่งมาจากพี่อนันต์  ทวารกะจะนำตัวเราไปคุมขัง  แต่อาตมาพยายามพูดยืนยันว่าเราไม่ได้วางแผนจะหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัย  มาครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งก่อน  เราชวนทวารกะให้หลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยแต่เขาไม่ยอมไปกับเรา&lt;br /&gt;ขณะที่รถไฟของเราหยุดที่สถานีแห่งหนึ่งในตอนกลางคืน และตอนนั้นอาตมาง่วงมากจนม่อยหลับไป  อมรได้ถูกเจ้าหน้าที่อีกผู้หนึ่งปลุกขึ้นมาสอบถาม          เจ้าหน้าที่ผู้นี้ก็ได้ถูกหลอกด้วยเรื่องกุว่าชื่อ “โทมัส” และ   “ทอมป์สัน”อีกตามเคย&lt;br /&gt;ในที่สุดรถไฟก็พาเรามาถึงที่ฮาร์ดวาร์ในตอนเช้าตรู่ ซึ่งจากที่ตรงนี้เราสามารถมองเห็นเทือกเขาหิมาลัยตั้งตะหง่านอยู่ไกลลิบๆ  เรารีบออกจากสถานีรถไฟเข้าไปในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านมาก  ภารกิจแรกที่เราทำก็คือเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวจากชุดอังกฤษเป็นชุดคนพื้นเมืองอินเดีย เพราะโยมพี่อนันต์รู้ว่าเราปลอมตัวเป็นชาวยุโรปหนีมา  เมื่อเราเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่แล้วก็จะไม่มีใครรู้ เพราะอาตมามีลางสังหรณ์ว่าเราจะถูกจับได้&lt;br /&gt;เรามีความเห็นว่าควรจะต้องรีบเดินทางออกจากเมืองฮาร์ดวาร์ทันที  จึงได้ไปซื้อตั๋วรถไฟขึ้นเหนือไปที่เมืองฤษีเกศ  ซึ่งเป็นดินแดนถิ่นพำนักของพวกฤษีชีไพรคุรุของเรา  อาตมาเองขึ้นไปอยู่บนรถไฟเรียบร้อยแล้วขณะที่อมรยังมัวโอ้เอ้อยู่ที่ชานชาลา&lt;br /&gt;ตอนนี้ตำรวจนายหนึ่งก็ส่งเสียงตะโกนให้อมรหยุด  อมรกับอาตมาก็เลยถูกตำรวจผู้นั้นจับกุมตัวพาไปที่สถานีตำรวจรถไฟและถูกยึดเงินทั้งหมด  เขาอธิบายให้เราเข้าใจว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นการกระทำตามหน้าที่  เขาจะคุมตัวเราไว้จนกว่าโยมพี่อนันต์จะเดินทางมารับตัว&lt;br /&gt;เมื่อตำรวจผู้นั้นรู้ว่าเรามีจุดมุ่งหมายจะเดินทางไปที่ภูเขาหิมาลัยเขาก็เลยเล่าเรื่องพึลึกพิลั่นเรื่องหนึ่งให้เราฟัง&lt;br /&gt;“ผมเห็นพวกคุณคลั่งไคล้ในเรื่องพระเรื่องเจ้านี้มาก  ก็อยากจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟังกัน  รับรองว่าพวกคุณจะไม่มีทางได้พบกับพระที่มีความเก่งกล้าสามารถเหมือนกับที่ผมไปพบมาเมื่อวานนี้แน่  &lt;br /&gt;“ผมกับน้องชายซึ่งก็เป็นตำรวจเหมือนกันได้ไปพบพระรูปนี้เมื่อ 5 วันก่อนหน้านี้แล้ว  คือว่าเราสองคนได้ไปเดินลาดตระเวนอยู่ตามฝั่งแม่น้ำคงคาเพื่อตามล่าฆาตกรรายหนึ่ง ซึ่งในคำสั่งบอกว่าฆาตกรรายนี้เราจะจับเป็นหรือจับตายก็ได้   เขาเป็นฆาตกรที่แต่งกายเลียบแบบพระเที่ยวปล้นจี้พวกคนที่มาแสวงบุญอยู่เป็นประจำ&lt;br /&gt;“พอลาดตระเวนไปกันจนถึงทางที่ขวางหน้าอยู่นั้นก็แลเห็นบุคคลผู้หนึ่งมีความละม้ายคล้ายคลึงกับบุคคลในประวัติอาชญากรรมรายที่ว่ามาก  เราตะโกนให้เขาหยุดแต่เขาไม่ยอมหยุด  เราก็เลยต้องวิ่งตามไป  เมื่อตามไปทันผมก็เลยเอาขวานที่ถืออยู่ในมือไปนั้นฟันไปอย่างสุดแรงเกิด  คมขวานถูกแขนซ้ายของบุคคลผู้นั้นเกือบขาดห้อยรุ่งรุ่งติดกับร่างกาย&lt;br /&gt;“ชายแปลกหน้าผู้นั้นไม่ได้ส่งเสียงร้องแสดงถึงความเจ็บปวดและก็ไม่ได้ก้มลงมองแขนข้างที่ถูกขวานฟัน  ยังคงสืบเท้าเดินไปข้างหน้า  ขณะที่เราสองคนรีบกระโดดไปยืนขวางหน้าเขาเอาไว้นั้น  เขาได้พูดออกมาเสียงค่อยๆว่า&lt;br /&gt;“อาตมาไม่ใช่ฆาตกรที่พวกเจ้ากำลังค้นหา”&lt;br /&gt;“ผมตกใจเกือบสิ้นสติเมื่อพบว่าคนที่ผมทำร้ายด้วยขวานนั้นเป็นพระสงฆ์ ผมได้ก้มตัวลงนั่งกราบที่เท้าของท่าน  แล้วถอดผ้าโพกศีรษะออกมาจะให้ท่านใช้ซับเลือดที่ไหลออกมามาก&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  เจ้าทำไปโดยเข้าใจผิดโดยมิได้มีเจตนา” เสียงพระพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแสดงออกถึงความมีเมตตาจิต&lt;br /&gt;“วิ่งตามอาตมามาสิลูก  ลูกจะได้ไม่เสียใจตำหนิตนเอง  เพราะพระแม่เจ้าจะช่วยดูแลอาตมาให้หายบาดเจ็บได้” ว่าแล้วท่านก็เอามืออีกข้างหนึ่งจับแขนข้างที่ถูกฟันเกือบขาดขยับเข้าที่เดิม  และเลือดที่ได้ไหลโซมอยู่นั้นก็พลันหายไปเสียสิ้น&lt;br /&gt;“อีก 3 วันให้มาดู  อาตมาจะนั่งรออยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นโน้น  แล้วลูกก็จะได้พบว่าแผลที่แขนของอาตมาหายสนิทดี  ลูกจะได้ไม่นึกเสียใจอีกต่อไป”&lt;br /&gt;“เมื่อวานนี้เองผมกับน้องชายก็ได้ไปยังจุดที่ที่ท่านบอกไว้นั้น ก็ได้พบพระรูปนั้นนั่งอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้น  ท่านให้เราเข้าไปดูแผลที่ถูกขวานฟันนั้น  ก็ได้เห็นว่าไม่มีแผลเป็นและร่องรอยของการบาดเจ็บปรากฏอยู่เลย&lt;br /&gt;“อาตมากำลังจะเดินทางผ่านไปทางฤษีเกศไปยังที่ปลีกวิเวกที่เทือกเขาหิมาลัย” พระรูปนั้นพูดและได้อำนวยอวยพรให้เราสองคนแล้ว ท่านก็เดินจากไป   ผมมีความรู้สึกว่าชีวิตของผมจะดีขึ้นเพราะคำอำนวยอวยพรอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน&lt;br /&gt;นายตำรวจผู้นั้นกล่าวสรุปว่า จากประสบการณ์ครั้งนี้ ได้ทำให้ความรู้สึกนึกคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากและเขาก็ได้ยื่นรายงานข่าวหนังสือพิมพ์ที่เขาตัดไว้ให้อาตมาดู ซึ่งก็เป็นการลงข่าวที่ตื่นเต้นเร้าใจตามแบบฉบับของหนังสือพิมพ์ทั่วๆไปที่มักจะเกินเลยความจริงไปบ้าง  อย่างในเรื่องนี้ก็ได้จั่วหัวว่า “สาธุ(พระ)ถูกฟันแขนเกือบขาด”&lt;br /&gt;อาตมากับอมรนึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสพบกับโยคีผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถให้อภัยแก่ผู้มาทำร้ายตนได้เหมือนเมื่อตอนที่พระเยซูคริสต์ถูกทำร้ายจนเสียชีวิตคาไม้กางเขนอย่างนี้บ้าง  อาตมาเห็นว่าประเทศอินเดียถึงแม้ว่าในทางวัตถุจะยากจนมากในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมา  แต่ก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยทางจิตวิญญาณ   “ตึกระฟ้า” ทางจิตวิญญาณของอินเดีย  ผู้คนที่ไปอินเดียก็จะสามารถพบเห็นได้อย่างที่นายตำรวจผู้นี้ได้พบมาแล้ว&lt;br /&gt;เรากล่าวขอบคุณนายตำรวจที่นำเรื่องนี้มาเล่าให้เราฟัง  เขาโชดดีมากกว่าเราที่ได้มีโอกาสได้พบกับโยคีโดยที่ไม่ต้องดิ้นรนไปหา  ส่วนเราเองสิพยายามจะค้นหากันแทบตาย  แต่แทนที่จะได้พบกับท่านคุรุกลับถูกจับมาอยู่ที่สถานีตำรวจเสียนี่&lt;br /&gt;จุดที่เราถูกจับมานี้อยู่ใกล้เทือกเขาหิมาลัยมาก  อาตมาเลยบอกกับอมรให้เราหาทางหนีออกจากสถานีตำรวจนี้ให้ได้&lt;br /&gt;“เราจะต้องหลบหนีออกไปเมื่อโอกาสอำนวย  เมื่อออกไปได้แล้วเราก็จะเดินเท้ากันไปที่ฤษีเกศดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น “อาตมาพูดแล้วยิ้มปลอบใจตัวเอง  แต่อมรใจเสียไปเสียแล้ว  ในทันทีที่เงินทั้งหมดของเราถูกตำรวจยึดเอาไป&lt;br /&gt;“หากเราเดินเท้าเข้าไปยังดินแดนที่มีสัตว์ป่าอันตรายอาศัยอยู่ แทนที่เราจะไปถึงเมืองของพวกฤษีชีไพรเราก็อาจจะต้องเข้าไปอยู่ในท้องเสือแทนก็ได้” อมรพูด&lt;br /&gt;โยมพี่อนันต์กับพี่ชายของอมรเดินทางมาถึงหลังจากที่เราถูกตำราจจับมาได้ 3 วัน อมรรู้สึกโล่งอกที่ได้เห็นหน้าพี่ชายมารับ  แต่อาตมากลับเสียใจได้ต่อว่าต่อขานพี่อนันต์ไปเสียมากมาย&lt;br /&gt;“พี่เข้าใจความรู้สึกของเธอ” โยมพี่อนันต์พูดปลอบใจ  “พี่อยากจะขอร้องให้เธอไปกับพี่ที่เมืองพาราณสี  เราจะไปพบกับโยคีองค์หนึ่งแล้วจากนั้นเราก็จะเดินทางไปเยี่ยมคุณพ่อที่กำลังเศร้าโศกถึงเธอสักสองสามวัน  เสร็จแล้วเธอก็อาจจะเดินทางกลับมาที่นี่เพื่อค้นหาคุรุของเธออีกก็ได้”&lt;br /&gt;อมรได้เข้ามาร่วมสนทนากับเราโดยบอกว่าเขาจะไม่เดินทางกลับไปที่ฮาร์ดวาร์กับอาตมา  เขาอยากกลับบ้านเพราะจากมานานแล้วคิดถึง  แต่สำหรับตัวยอาตมาเองตั้งใจว่าไม่มีทางที่จะล้มเลิกการแสวงหาคุรุของอาตมาเป็นอันขาด&lt;br /&gt;คณะของเราโดยสารรถไฟไปที่เมืองพาราณสี  ซึ่งที่เมืองนี้เองที่อาตมาได้อธิษฐานจิตไว้แล้วก็มีอันสัมฤทธิ์ผลขึ้นมาจริงๆ&lt;br /&gt;โยมพี่อนันต์ได้วางแผนอย่างหนึ่งเอาไว้เป็นการล่วงหน้า  คือก่อนที่โยมพี่จะมาหาอาตมาที่ฮาร์วาร์นั้นได้ไปแวะที่เมืองพาราณสีเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์พระเวทผู้หนึ่งใช้วาทะเกลี้ยกล่อมอาตมาในภายหลัง ปราชญ์ทางพระคัมภีร์ผู้นี้กับลูกชายของเขาได้รับปากกับโยมพี่อนันต์ว่าจะพยายามชักชวนอาตมาให้ล้มเลิกความคิดที่จะไปบวชเป็นพระเสีย&lt;br /&gt;โยมพี่อนันต์ก็จึงพาอาตมาไปที่บ้านของบัณฑิตทั้งสองนี้  เมื่อไปถึงลูกชายซึ่งเป็นเด็กหนุ่มอยู่ได้มาต้อนรับแล้วพาเราไปคุยกันที่สนามหญ้าในบ้าน  เขาได้เกลี้ยกล่อมอาตมาอย่างยืดยาวโดยอ้างว่าตัวเองนั้นมีตาทิพย์สามารถล่วงรู้เห็นกาลในอนาคตของอาตมาได้  เขาได้โต้แย้งเรื่องที่อาตมาคิดจะไปบวชเป็นพระนั้นเสีย&lt;br /&gt;“หากเธอสละชีวิตฆราวาสออกไปบวชเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า  เธอก็จะพบกับความโชคร้ายและจะไม่สามารถพบพระเป็นเจ้าได้  เธอจะไม่สามารถทำลายกรรมเก่าของเธอได้  หากไม่มีประสบการณ์ทางโลกเสียก่อน”&lt;br /&gt;อาตมาได้ตอบเขาไปด้วยการอ้างอมตพจน์จากคัมภีร์ภควัทคีตาว่า “แม้แต่คนที่มีกรรมชั่วร้ายเมื่อได้มาเพ่งจิตจดจ่อมาที่เราอย่างต่อเนื่อง  เขาก็จะหลุดพ้นจากผลของกรรมชั่วในอดีตของเขาได้  เขาก็จะกลายเป็นผู้มีจิตวิญญาณอันสูงส่ง  ไม่ช้าก็จะได้บรรลุสันติสุข  จงมั่นใจในข้อนี้เถิดว่าผู้ภักดีที่ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเราจะไม่ถึงความพินาศ”&lt;br /&gt;ด้วยเหตุนี้คำทำนายทายทักของเด็กหนุ่มได้มาทำลายความมั่นใจของอาตมาลงไปบ้างเหมือนกัน  แต่อาตมาก็ได้ปลุกปลอบใจด้วยการสวดมนต์อธิษฐานจิตถึงพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;“ขอได้ทรงโปรดมาแก้ไขความสับสนวุ่นวายใจแก่ลูกช้างด้วยเถิดและให้คำตอบแกลูกช้าง ณ บัดนี้  หากพระองค์ท่านมีพระประสงค์จะให้ลูกช้างดำเนินชีวิตของผู้สละโลกหรือเป็นผู้ครองเรือน”&lt;br /&gt;หลังจากอธิษฐานจิตได้ไม่นาน อาตมาก็แลเห็นพระรูปหนึ่งกิริยาท่าทางสงบเสงี่ยมมายืนอยู่ที่ข้างนอกบ้านของท่านนักปราชญ์นี้  แสดงท่าทางว่าท่านมีหูทิพย์สามารถได้ยินคำสนทนาระหว่างผู้ที่อ้างว่ามีตาทิพย์ล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตกับอาตมา  ที่นึกเช่นนี้ก็เพราะพระแปลกหน้ารูปนี้ได้กวักมือเรียกอาตมาออกไปพบท่าน  อาตมามีความรู้สึกเหมือนมีพลังมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากดวงตาอันสงบเยือกเย็นของท่าน&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  อย่าได้ฟังคำของพวกคนพาลเลย  พระเป็นเจ้ารู้คำอธิษฐานจิตของลูกแล้ว  พระองค์ท่านได้แจ้งให้อาตมามายืนยันกับลูกว่า  วิถีชีวิตของลูกในชีวิตนี้   จะเป็นชีวิตของผู้สละโลกเท่านั้น”&lt;br /&gt;ท่ามกลางความรู้สึกประหลาดใจและความสำนึกในพระคุณระคนกัน  อาตมายิ้มออกมาได้ด้วยความสุขใจ  ที่ได้ข่าวสารคำตอบจากพระเป็นเจ้าอย่างทันควัน&lt;br /&gt;“จงปลีกตัวออกมาจากคนผู้นั้นเสีย”  พระรูปนั้นตะโกนบอกอาตมาจากข้างนอกสนามหญ้า  ท่านยกมืออำนวยอวยพรแก่อาตมาแล้วก็ค่อยเดินหายไป&lt;br /&gt;“พระรูปนั้นก็บ้าพอๆกับคุณนี่แหละ ”นักปราชญ์ทางคัมภีร์พระเวทกล่าวกับอาตมา  เขากับลูกชายมองอาตมาอย่างกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อ “ได้ยินมาว่าท่านก็เหมือนกันได้ละทิ้งบ้านเรือนออกไปแสวงหาพระเป็นเจ้าแบบเลื่อนลอย”&lt;br /&gt;อาตมาเดินกลับมาหาโยมพี่อนันต์  แล้วก็บอกว่าจะไม่สนทนากับเจ้าของบ้านนี้อีกต่อไปแล้ว  โยมพี่อนันต์ไม่พอใจนักแต่ก็ยอมที่จะพาอาตมาออกมาจากบ้านหลังนั้น  ต่อมาอีกไม่นานเราก็มาขึ้นรถไฟเดินทางต่อไปที่เมืองกัลกัตตา&lt;br /&gt;“พี่ผู้เป็นยอดนักสืบครับ  พี่รู้ได้อย่างไรว่าผมหลบหนีไปกัน 2 คน” อาตมาอ้อนถามโยมพี่อนันต์ในระหว่างเดินทางกลับบ้านที่กัลกัตตา  โยมพี่อนันต์ยิ้มอย่างผู้มีชัย&lt;br /&gt;“ก็ที่โรงเรียนของเธอนะสิ  พี่ไปรู้ว่าอมรหนีเรียนไปแล้วไม่กลับมา  พี่ก็เลยไปที่บ้านของเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น  ก็ได้ไปเห็นตารางที่ทำเครื่องหมายไว้  ตอนนั้นพ่อของอมรเพิ่งลงมาจากรถม้า  และได้ถามคนขับรถม้าจึงรู้เรื่องนี้&lt;br /&gt;“ลูกชายขอผมเช้านี้จะไม่นั่งรถม้าไปกับผม  เขาหายหัวไปไหนก็ไม่รู้”ผู้เป็นพ่อบ่น&lt;br /&gt;“ผมได้ยินจากคนขับรถม้าบอกว่าลูกชายของคุณกับเด็กๆอีก 2 คนแต่งตัวในชุดของชาวยุโรป  ได้ไปขึ้นรถไฟที่สถานีฮาวราห์” พ่อของอมรบอก ” ทั้งสามคนได้ถอดรองเท้าหนังของพวกเขายกให้แก่คนขับรถม้า”&lt;br /&gt;“เพราะฉะนั้นพี่ก็เลยเอา 3 เรื่องนี้มาปะติดปะต่อกัน  เลยทำให้รู้เบาะแสเรื่องนี้ คือ  1.เรื่องตารางที่กาเครื่องหมายไว้  2.เรื่องเด็กชาย 3 คน และ 3.เรื่องเสื้อผ้าแบบอังกฤษ”&lt;br /&gt;อาตมาฟังเรื่องที่โยมพี่นำมาเปิดเผยแล้วก็เข้าใจเรื่องราวดีขึ้น  เพราะคนขับรถม้านี่เองทำให้ความลับของเรารั่วไหล ”พอพี่รู้เค้าอย่างนี้แล้วก็รีบไปส่งโทรเลขถึงเจ้าหน้าที่สถานีรถไฟตามเมืองต่างๆตามที่อมรเขากาเครื่องหมายไว้ที่ตารางนั้น” โยมพี่อนันต์เล่าต่อ”พี่ก็เลยเช็คไปที่เมืองบาร์บิลลีแล้วก็ได้โทรเลขไปหาทวารกะเพื่อนของเธอที่นั่น  &lt;br /&gt;“หลังจากที่ได้สอบถามคนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงกับเราที่กัลกัตตาแล้วก็ได้รู้ว่าชดินท์ก็หายตัวไปคืนหนึ่งแล้วกลับมาที่บ้านในเช้าวันรุ่งขึ้นในชุดแต่งกายแบบชาวยุโรป  พี่ก็เลยไปหาชดินท์แล้วเชิญเขามารับประทานอาหารเย็นด้วย  เขาก็ยอมรับเพราะความเห็นใจพี่  ระหว่างทางพี่ได้พาเขาไปให้ตำรวจสอบสวนที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่งด้วย  เขาถูกตำรวจหลายนายมารุมกันสอบสวน  โดยแต่ละคนที่พี่ได้คัดเลือกเอามามีแต่พวกหน้าตาดุๆทั้งนั้น  พอเห็นหน้าตาของนายตำรวจเหล่านี้แล้ว ชดินท์ก็เลยเปิดปากเผยเรื่องทั้งหมด”&lt;br /&gt;“ผมเริ่มออกเดินทางเพื่อจะไปที่ภูเขาหิมาลัยด้วยหัวใจที่พองโต” ชดินท์อธิบาย ”มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะได้พบกับท่านคุรุทั้งหลาย  แต่พอมุกุนท์มาพูดว่า “ ในระหว่างที่เราไปเข้าสมาธิกันอยู่ในถ้ำที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น  พวกเสือก็จะพากันมาล้อมเราอยู่เหมือนกับแมวเชื่องๆ เท่านั้นแหละ ใจของผมก็เลยห่อเหี่ยว  เหมือนกับว่าหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม” ผมคิด “ คือหากธรรมชาติดุร้ายของพวกเสือไม่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยอานุภาพสมาธิจิตของเรา  พวกมันจะปฏิบัติต่อเราด้วยความรักความเมตตาเหมือนอย่างแมวละหรือ” ผมวาดภาพไว้ว่าตนเองจะถูกกลืนกินเข้าไปอยู่ในท้องของพวกเสือ  และก็ไม่ได้เข้าไปทีเดียวทั้งตัวแต่จะเข้าไปแบบผ่อนส่ง  อวัยวะจะถูกเขมือบเข้าไปทีละชิ้นๆจนหมดตัว”&lt;br /&gt;พอได้ฟังโยมพี่อนันต์เล่ามาถึงตอนนี้  ความโกรธที่ชดินท์หายหัวไปคราวนั้นก็กลับกลายมาเป็นความน่าหัวเราะ  เรื่องที่อาตมานำไปพูดเล่นบนรถไฟนั้นแท้ๆที่ทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นมา  แต่ก็ดีเหมือนกันมันทำให้ชดินท์รอดพ้นจากการสอบสวนของตำรวจรถไฟไปได้&lt;br /&gt;“พี่อนันต์ พี่นี่เป็นยอดคนจริงๆ” อาตมาพูดพลางมองพี่อนันต์ด้วยสายตาส่อแววขบขัน  ความโกรธได้สลายไปจนหมดสิ้น “ผมจะบอกกับชดินท์ว่าดีใจที่เขาทำไปนั้นไม่ใช่เพราะการทรยศแต่ทำไปเพราะสัญชาติญาณปกป้องตนเอง”&lt;br /&gt;เมื่อกลับมาถึงบ้านที่เมืองกัลกัตตาแล้ว  โยมพ่อได้ขอร้องอาตมาว่าให้เพลาๆการไปโน่นมานี่ลงเสียบ้าง  อย่างน้อยก็จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมเสียก่อน  ในตอนที่อาตมาหนีไปนั้นโยมพ่อได้วางแผนว่าจะให้ท่านสวามี เกพลานันทะมาที่บ้านบ่อยๆ&lt;br /&gt;“ท่านสวามีจะมาเป็นติวเตอร์วิชาภาษาสันสกฤตให้ลูก” โยมพ่อบอกด้วยความมั่นใจ&lt;br /&gt;โยมพ่อหวังจะสนองความอยากศึกษาเล่าเรียนทางด้านศาสนาให้แก่อาตมา โดยให้นักปรัชญาผู้ทรงความรู้มาสอนให้เสียเลย  แต่เรื่องมันกลับตาลปัตรไปอีก เพราะว่าครูคนใหม่ของอาตมานี้ไม่ได้มาให้ความรู้ทางด้านวิชาการภาษาสันสกฤต  แต่กลับไพล่มาเป็นผู้เติมไฟของความใคร่ค้นหาพระเป็นเจ้าให้แก่อาตมา  โยมพ่อไม่รู้ว่าท่านสวามี เกลพานันทะนี้เป็นศิษย์หัวโจกของท่านลาหิริ มหาสัย  ท่านมีศิษย์อยู่หลายพันคน ซึ่งล้วนแต่ถูกพลังแห่งความดีงามของท่านดูดเข้ามาอยู่เรื่อยๆ  อาตมาได้ทราบในระยะหลังว่าท่านคุรุมักจะให้สมญานามท่านสวามี เกลพานันทะนี้ว่า พระฤษี&lt;br /&gt;สวามี เกพลานันทะมีหนวดเครารุงรังที่ใบหน้าอันงามสง่าของท่าน มีดวงตาเป็นประกายแวววาวสดใสเหมือนตาเท็กทารกไร้เดียงสา  เวลาเคลื่อนไหวอิริยาบถดูเป็นสง่า  มีความสุภาพเรียบร้อยมากด้วยความเมตตากรุณาตามแบบฉบับของผู้มีจิตได้เข้าถึงพระเป็นเจ้าแล้ว  เราจะนั่งปฏิบัติกริยะโยคะดื่มด่ำในสมาธิด้วยกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง&lt;br /&gt;ท่านสวามี เกลพานันทะมีความชำนาญพิเศษในศาสตร์โบราณ  ด้วยว่ามีความเชี่ยวชาญทางด้านนี้เองทำให้ท่านได้รับสมญานามว่า “ศาสตรี มหาสัย” ซึ่งผู้คนก็มักจะเรียกขานท่านด้วยสมญานามนี้เสมอๆ  แต่ว่าการศึกษาวิชาภาษาสันสกฤตของอาตมาก็ไม่มีความก้าวหน้าไปถึงไหนเลย  เพราะว่าทุกครั้งที่ได้มาพบกันนั้นเราไม่ได้สนใจศึกษาสันสกฤตหากแต่ไพล่ไปพูดคุยกันแต่เรื่องโยคะและเรื่องของท่านลาหิริ มหาสัย  และวันหนึ่งครูสันสกฤตของอาตมาท่านนี้ก็ได้เล่าเรื่องชีวิตของท่านในช่วงที่สัมพันธ์กับท่านคุรุ&lt;br /&gt;“อาตมาได้ไปอยู่ใกล้ชิดกับท่านคุรุลาหิริ มหาสัยอยู่นานถึง 10 ปี  อาศรมที่เมืองพาราณสีของท่านเป็นแดนแสวงบุญของอาตมาในตอนกลางคืน  ท่านคุรุชอบนั่งอยู่ในห้องเล็กๆที่ชั้นที่สองของอาศรม  ท่านจะนั่งขัดสมาธิอยู่บนอาสนะที่ไม่มีพนักพิง มีศิษยานุศิษย์นั่งล้อมวงเป็นรูปครึ่งวงกลม  &lt;br /&gt;“ตาของท่านมีความสุกใสแวววาวและฉายแววแห่งความสุขสงบจากการที่ได้สัมผัสกับพระเป็นเจ้า  มีลักษณะครึ่งหลับครึ่งลืม  ที่ครึ่งหลับนั้นเป็นการหลับเพื่อส่งกระแสจิตไปติดต่อกับพระเป็นเจ้า  ท่านบรมครูเป็นคนไม่ค่อยพูด  บางครั้งจะจ้องมองไปที่ศิษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือและจะพูดอธิบายให้ความกระจ่างในปัญหาข้อสงสัยนั้นๆ&lt;br /&gt;“ความสุขสงบเหลือล้นยากที่จะพรรณนาได้ซึมซับเข้ามาในจิตวิญญาณของอาตมา เมื่อมาได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านคุรุนี้อาตมาได้ซึมซับเอาความหอมหวนของท่านมาไว้ในตัวประหนึ่งว่าเป็นความหอมที่มาจากพระเป็นเจ้าเสียเอง  การได้มาอยู่กับท่านคุรุถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดจาสนทนากันหลายๆวัน เป็นประสบการณ์ที่มาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตจิตใจของอาตมาโดยสิ้นเชิง  หากว่ามีอุปสรรคที่มองไม่เห็นใดๆเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติสมาธิ  อาตมาก็จะส่งกระแสจิตติดต่อไปที่ท่านคุรุ จิตของอาตมาก็จะดื่มด่ำเข้าสู่ภวังค์ได้ง่าย  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยไม่จำเป็นที่อาตมาจะต้องไปแสดงหาคุรุอื่นใดอีก  ท่านคุรุเป็นที่ประทับที่มีชีวิตจิตใจของพระเป็นเจ้า  มีประตูลับเปิดไว้ให้แก่ศิษยานุศิษย์ทุกคนที่มีความจงรักภักดี&lt;br /&gt;“ท่านคุรุลาหิริ มหาสัยไม่ใช่ผู้ตีความจากพระคัมภีร์  แต่ท่านจะใช้วิธีส่งกระแสจิตไปสัมผัสกับ”ห้องสมุดทิพย์”ได้โดยง่ายๆ  ถ้อยคำและกระแสความคิดที่ออกมาจากท่านจึงเป็นกระแสธารทิพย์ที่หลั่งออกมาจากพระผู้เป็นเจ้า  ท่านมีกุญแจทิพย์สามารถนำมาไขศาสตร์ทางปรัชญาที่ล้ำลึกซ่อนเร้นอยู่หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมาในคัมภีร์พระเวท หากมีใครมาสอบถามเรื่องสภาวะทางจิตที่อ้างอยู่ในพระคัมภีร์โบราณท่านก็จะยิ้มแล้วให้คำตอบ&lt;br /&gt;“ให้อาตมาลองปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวะจิตเหล่านั้นก่อนนะ  แล้วจะบอกเธอว่าที่รับรู้มาได้นั้นเป็นอย่างไร”  ท่านคุรุจึงไม่เหมือนคุรุท่านอื่นที่ติดยึดอยู่กับคัมภีร์แบบท่องจำได้เหมือนนกแก้วนกขุนทอง แล้วสั่งสอนแต่เรื่องของนามธรรมที่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง&lt;br /&gt;“ท่านคุรุได้โปรดอธิบายความหมายพระคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าพเจ้ารับได้ด้วยกระแสจิตด้วยเถิด” เมื่อมีศิษย์สอบถามเช่นนี้  ท่านคุรุก็จะให้คำแนะนำแก่ศิษย์คนนั้นว่า  “อาตมาจะนำทางความคิดของเจ้าไปตามทิศทางที่ได้รับการตีความที่ถูกต้องแล้วนั้น”  โดยวิธีการนี้เองสิ่งที่ท่านคุรุรับรู้มาด้วยการใช้กระแสจิตสัมผัสโดยตรงกับพระเป็นเจ้าจึงถูกบันทึกไว้พร้อมด้วยข้อคิดเห็นต่างๆโดยศิษยานุษย์ต่างๆ&lt;br /&gt;“ท่านคุรุเป็นคนไม่ยึดติดในคัมภีร์ “ ถ้อยคำในคัมภีร์เป็นแค่เปลือก “ ท่านกล่าว “ จงใช้วิธีทางสมาธิจิตติดต่อกับพระเป็นเจ้าโดยตรง”&lt;br /&gt;“ไม่ว่าศิษย์จะมีปัญหาอะไรท่านคุรุก็จะแนะนำให้ใช้กริยะโยคะเข้าแก้ปัญหานั้นๆเสมอ”&lt;br /&gt;“กุญแจโยคะนี้จะไม่หมดประสิทธิภาพประสิทธิผลลงไปแม้เมื่ออาตมาจะไม่ไปอยู้ต่อหน้าเพื่อแนะนำเจ้า  เทคนิคทางโยคะนี้มิได้ผูกพันอยู่กับภาคทฤษฎี  แต่ให้มุมานะไปสู่วิถีทางความหลุดพ้นโดยอาศัยกริยะโยคะ  ซึ่งพลานุภาพของมันอยู่ที่การปฏิบัติ&lt;br /&gt;“อาตมาเองพิจารณาเห็นว่ากริยะโยคะนี้เป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นที่สุด  ที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ค้นหาพระเป็นเจ้าได้ด้วยตนเอง”  สวามี เกพลานันท์กล่าวยืนยันพร้อมอ้างหลักฐานมาประกอบว่า&lt;br /&gt;“ด้วยการใช้กริยะโยคะนี้  พระเป็นเจ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมนุษย์ทุกคนก็จะอวตารลงมาอยู่ในเลือดในเนื้อของท่านคุรุลาหิริ มหาสัย และศิษยานุศิษย์ของท่าน”&lt;br /&gt;ท่านคุรุสาหิริ มหาสัยเคยแสดงปาฏิหาริย์เหมือนอย่างที่พระเยซูคริสต์เคยแสดงต่อหน้าสวามี เกพลานันท์ โดยท่านได้นำเรี่องนี้มาเล่าให้อาตมาฟังด้วยดวงตาที่เหม่อลอยออกไปจากตำราภาษาสันสกฤตที่วางอยู่บนโต๊ะเบื้องหน้าของอาตมา&lt;br /&gt;“มีศิษย์ตาบอดของท่านคุรุผู้หนึ่งชื่อรามู ฉันเห็นแล้วก็เกิดความสงสารอย่างจับใจ  รามูไม่มีแสงในดวงตา  แต่ทำการอุปัฏฐากคุรุของเราที่มีพระเป็นเจ้าผู้มีแสงเจิดเจ้ามาอยู่ข้างใน จะให้เขาเป็นอย่างนี้อยู่ได้อย่างไร  จึงในวันหนึ่งฉีนพยายามจะไปพูดกับรามูซึ่งขณะนั้นนั่งถือพัดใบตาลนั่งพัดท่านคุรุอยู่นานหลายชั่วโมงแล้ว  เมื่อรามูออกมาจากห้องนั้นแล้วฉันก็จึงเดินตามไป&lt;br /&gt;“นี่แน่รามู เธอตาบอดมานานแล้วหรือยัง”&lt;br /&gt;“บอดมาตั้งแต่เกิดแล้วครับ  ตาของผมบอดไม่เคยได้เห็นแสงอาทิตย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วครับ”&lt;br /&gt;“ท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเราช่วยเธอได้นะ  ไปบอกให้ท่านช่วยสิ”&lt;br /&gt;“วันรุ่งขึ้นรามูเข้าไปหาท่านท่านลาหิริ มหาสัยด้วยท่าทางเคอะเขินเอียงอายที่จะขอให้ท่านรักษาโรคทางกายให้เหมือนอย่างที่เคยรักษาโรคทางใจให้ไปแล้ว”&lt;br /&gt;“ท่านคุรุครับ  พระเป็นเจ้าผู้เป็นดวงประทีปของจักรวาลมาอยู่ในตัวของท่านแล้ว  ผมขอกราบกรานท่านได้โปรดนำแสงของพระเป็นเจ้านั้นใส่เข้าไปในดวงตาของผมด้วยเถิด  เพื่อว่าผมจะได้พอมองเห็นแสงดวงอาทิตย์นั้นบ้าง”&lt;br /&gt;“รามูเอ๋ย คนมักเข้าใจผิดทำให้อาตมาตกในที่นั่งลำบากอยู่เสมอ  อาตมาไม่มีอำนาจที่จะมาใช้รักษาโรคให้ผู้ใดหรอก”&lt;br /&gt;“ท่านคุรุครับ  พระเป็นเจ้าที่อยู่ในตัวท่านคุรุสามารถรักษาได้อย่างแน่นอน”&lt;br /&gt;“ในกรณีของพระเป็นเจ้าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง  รามูเอย เพราะว่าพระเป็นเจ้ามีอานุภาพที่ไม่มีข้อจำกัด  พระองค์ท่านซึ่งทรงเป็นผู้จุดประกายแสงให้แก่บรรดาดวงดาวและเซลล์ต่างๆในเลือดเนื้อของมนุษย์  ย่อมจะทรงสามารถนำแสงให้เข้ามาสู่ดวงตาของเจ้าได้” กล่าวจบท่านคุรุก็เอามือไปสัมผัสที่หน้าผากตรงจุดระหว่างคิ้วทั้งสองข้างของรามู&lt;br /&gt;“จงเพ่งจิตของเธอมาจดจ่ออยู่ที่ตรงนี้แล้วเอ่ยนามของพระรามอยู่บ่อยๆเป็นเวลา 7 วัน  แสงอาทิตย์ก็จะถูกดูดเข้ามาช่วยให้เจ้ามองเห็นได้”&lt;br /&gt;“แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้จริงๆ  เมื่อผ่านไปได้ 1 สัปดาห์ รามูสามารถมองเห็นธรรมชาติรอบๆตัวได้เป็นครั้งแรก  ท่านคุรุผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ได้ชี้แนะให้ศิษย์ของท่านท่องบ่นนามของพระนามที่ท่านเคารพเหนือเทพอื่นใด  คำท่องบ่นนั้นก็ได้สัมฤทธิ์ผล สามารถรักษาโรคตาบอดของรามูได้อย่างถาวร” สวามี เกพลานันทะเงียบเสียงไปชั่วขณะ แล้วท่านก็กล่าวยกย่องคุรุของท่านต่อไป&lt;br /&gt;“มีหลักฐานยืนยันได้ว่า ปาฏิหาริย์ที่ท่านลาหิริ มหาสัยแสดงได้นี้ ท่านมิได้อ้างว่าท่านทำได้เองด้วยพลังความสามารถของท่านเอง  แต่ท่านบอกว่าจากการที่ท่านยอมมอบกายถวายชีวิตแด่พระเป็นเจ้าผู้ทรงอานุภาพในการรักษาโรคได้นี้เอง  จึงทำให้ท่านคุรุสามารถปล่อยพลังนี้ผ่านจากตัวท่านไปรักษาโรคให้รามูอีกทีหนึ่ง&lt;br /&gt;“ร่างกายของผู้ที่ได้รับการเยียวยารักษาจากท่านลาหิริ  มหาสัยย่อมล้มหายตายจากโลกนี้ไปได้ตามอายุขัย  แต่ผลที่เกิดจากการปลุกจิตวิญญาณที่ท่านให้บังเกิดขึ้นแล้วจะไม่เสื่อมสลาย  จะเป็นปาฏิหาริย์อยู่ได้ชั่วนิจนิรันดร์”&lt;br /&gt;อาตมาไม่ได้มีโอกาสเก่งเป็นปราชญ์ทางด้านภาษาสันสกฤต  เพราะท่านสวามี เกพลานันทะมัวแต่สอนเรื่องจิตวิญญาณให้แก่อาตมา.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-2862902997975795561?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/2862902997975795561/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=2862902997975795561' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/2862902997975795561'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/2862902997975795561'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/4.html' title='บทที่ 4 การหลบหนีไปที่เทือกเขาหิมาลัยถูกขัดขวาง,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-9101843701421872614</id><published>2007-09-16T17:44:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:43:35.401-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 5 โยคีน้ำหอมแสดงปาฏิหาริย์,</title><content type='html'>บทที่ 5&lt;br /&gt;โยคีน้ำหอมแสดงปาฏิหาริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่งและมีวารสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์”(คือความตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิล)&lt;br /&gt;แต่อาตมามิได้ใช้ภูมิปัญญาของกษัตริย์โซโลมอนของอิสราเอลโบราณนี้มาเป็นเครื่องปลุกปลอบใจและนำมาปฏิบัติหรอกนะ  เพราะอาตมาทนรออยู่ต่อไปแบบนั้นไม่ไหว  ได้พยายามหาทางหลบหนีออกจากบ้านเพื่อแสวงหาบรมครูของอาตมา แต่ว่าวิถีทางของอาตมาก็ยังไม่ได้พบกับท่านก่อนแต่จะได้สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาของอาตมาแล้ว&lt;br /&gt;สองปีผ่านไประหว่างช่วงที่อาตมากับอมรหนีไปด้วยกันที่เทือกเขาหิมาลัยกับช่วงที่ท่านศรียุกเตศวรได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของอาตมา  ในช่วงนี้เองอาตมาได้พบกับพระสงฆ์องค์เจ้าในศาสนาฮินดูหลายองค์ คือ ท่านโยคีน้ำหอม  ท่านสวามีเสือ  ท่านนาเคนทระ นาถ บาบู ท่านคุรุมหาสัย  และท่านชคทิศ จันทระ โพส นักวิทยาศาสตร์ชาวเบงกาลี&lt;br /&gt;การได้พบกับท่านโยคีน้ำหอมนี้ไก้ประสบการณ์ 2 อย่าง คือ ตอนแรกเข้ากันได้และตอนที่สองให้รู้สึกขบขัน&lt;br /&gt;“พระเจ้าทรงมีความเรียบง่ายส่วนทุกสิ่งมีความซับซ้อน  จงอย่าแสวงหาคุณค่าที่สัมบูรณ์ในโลกแห่งธรรมชาติที่มีสัมพัทธภาพนี้”&lt;br /&gt;ข้อสรุปทางปรัชญานี้หลั่งไหลเข้าสู่โสตประสาทของอาตมาขณะที่อาตมาไปยืนอยู่เงียบๆที่ข้างหน้าองค์ปฏิมาของเจ้าแม่กาลี  เมื่อหันหลังกลับมาอีกทีก็ได้พบกับชายร่างสูงๆคนหนึ่ง ซึ่งดูจากการแต่งกายของท่านก็พอจะรู้ได้ว่าเป็นสาธุ(พระ) ผู้อนาคาริก&lt;br /&gt;“เห็นพระคุณเจ้าก็ดีแล้ว ผมอยากจะนิมนต์ให้ท่านช่วยไขปัญหาข้อข้องใจให้หน่อยเถิดครับ” อาตมายิ้มทักทายท่าน “คือผมเกิดความสับสนในเรื่องของพระเป็นเจ้า  เช่นที่พระองค์มาปรากฏอยู่ในร่างของเจ้าแม่กาลีนี้ ทำไมถึงต้องมีทั้งความสุภาพเรียบร้อยและความน่ากลัวในขณะเดียวกันละครับ “ อาตมาสอบถาม &lt;br /&gt;พระรูบนั้นตอบกับอาตมาว่า “น้อยคนนักที่จะรู้ถึงความลี้ลับของเจ้าแม่กาลี  ซึ่งมีพระรูปประหลาด เป็นผู้หญิง 4 กร  ประทับยืนอยู่บนร่างของพระศิวะ  เป็นปริศนาธรรมแสดงให้เห็นว่าความดีความชั่วเป็นของคู่กันในชีวิตของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องประสบ  แต่ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต่างไม่พยายามทำความเข้าใจในเรื่องนี้  จึงได้เกิดเรื่องราว มีการลงโทษตัดสินคนที่กระทำความชั่ว  ดังปรากฏหลักฐานให้เห็นตั้งแต่ยุคธีเบสโบราณของกรีซ ซึ่งมีรูปปั้นของตัวสฟริงซ์ที่มีหน้าตาเป็นคนเพศหญิง  ตัวเป็นสิงโตมีปีกบ้าง  เป็นสุนัขมีปีกบ้าง       รูปของสฟริงซ์นี้มีปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วไปทั้งในกรีซและที่อียิปต์โบราณ  อันเป็นปริศนาธรรมแสดงเป็นบุคลาทิษฐานให้เห็นแก่นแท้ของสิ่งที่พระเป็นเจ้าสร้างขึ้นมาว่ามีลักษณะเป็นทวิภาวะคือมีความเป็นคู่ๆกันอยู่เสมอ….&lt;br /&gt;ก่อนจะกล่าวนมัสการอำลาท่านด้วยความเคารพยิ่ง  พระรูปนี้ได้ทำนายทายทักอนาคตของอาตมา&lt;br /&gt;“หลังจากเธอไปจากที่นี่ในวันนี้แล้ว  จะมีสิ่งประหลาดเหลื่อเชื่อเกิดขึ้นกับเธอ”&lt;br /&gt;อาตมาเดินลัดเลาะไปตามสถานที่ต่างๆในวัดของเจ้าแม่กาลีโดยไม่มีจุดหมายปลายทาง  เมื่อหันกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  ก็ได้พบกับเพื่อเก่าแก่คนหนึ่ง  ซึ่งเพื่อนคนนี้เจอกันทีไรเป็นต้องพูดถามโน่นถามนี่ให้เสียเวลามากๆ&lt;br /&gt;“ฉันจะปล่อยให้แกไปเดี๋ยวนี้แหละ” เขาให้สัญญา  “แต่แกต้องบอกฉันก่อนว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับแกบ้างในช่วงหลายปีที่เราไม่ได้เจอกัน”&lt;br /&gt;“แกอย่ายุ่งน่า  ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แล้ว” ผมตอบ&lt;br /&gt;แต่เขาจับแขนของอาตมาพูดเซ้าซี้ว่าต้องการจะรู้เรื่องของอาตมาให้ได้ อาตมาคิดว่าเขามีลักษณะไม่ผิดอะไรกับหมาป่า ที่ได้กลิ่นอะไรก็มักจะติดตามโดยไม่ลดละ  อาตมาจึงได้อธิษฐานจิตขอให้เจ้าแม่กาลีท่านช่วยหาทางหลบหนีให้แก่อาตมา &lt;br /&gt;ปรากฏว่าแรงอธิษฐานของอาตมาสัมฤทธิ์ผล เพื่อนของอาตมารีบผละออกจากอาตมาอย่างฉับพลัน  อาตมาหายใจโล่งอก ก้าวฝีเท้าให้เร็วกว่าเก่าอีกสองเท่า  ขณะเดินไปก็ได้ยินเสียงเท้าของใครบางคนเดินตามหลังมา  อาตมาก็ยิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ไม่กล้าหันกลับไปมอง  คนที่ตามมาก็คือเพื่อนเก่าคนเดิมนั่นเอง  เขาเดินมาคว้าๆไหล่ของอาตมา ”ฉันลืมบอกแกเรื่องท่านคันธะบาบา(โยคีน้ำหอม) ท่านอยู่ที่ตรงบ้านหลังโน้น”เขาชี้มือไปที่บ้านหลังหนึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่หลา  “ไปพบท่านสิเพื่อน ท่านน่าสนใจมาก แกจะได้เจอสิ่งประหลาด  ลาก่อนเพื่อน” ว่าแล้วเขาก็เดินจากอาตมาไป&lt;br /&gt;พอถึงตอนนี้อาตมาก็ได้ย้อนนึกถึงคำทำนายของพระที่วัดเจ้าแม่กาลีขึ้นมาได้ทันที  อาตมาก้าวเข้าไปในบ้านหลังนั้น  แล้วเข้าไปที่ห้องๆหนึ่ง  เห็นคนนั่งอยู่กันที่โน่นบ้างที่นี่บ้างตามแบบชาวตะวันออก  บนพรหมสีส้มหนาๆ มีเสียงประหลาดกระซิบอยู่ที่หูของอาตมา&lt;br /&gt;“มองดูท่านคันธะบาบาที่นั่งอยู่บนหนังสือนั่นสิ  ท่านสามารถเสกดอกไม้ทุกชนิด แม้แต่ที่ไม่มีกลิ่นให้มีกลิ่นหอมได้  เสกดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งแล้วให้เบ่งบานขึ้นมาใหม่อีกก็ได้  หรือจะเสกผิวหนังคนให้มีกลิ่นหอมขึ้นมาก็ได้อีกเหมือนกัน&lt;br /&gt;อาตมาจ้องมองดูท่านโยคีและท่านโยคีก็จับจ้องมองมาที่อาตมาเหมือนกัน  ท่านมีรูปร่างจ้ำม่ำหนวดเครารุงรัง  ผิวคล้ำตาโตลุกวาว&lt;br /&gt;“ว่าไงลูก  พ่อดีใจที่ได้พบเจ้า  บอกมาซิว่าลูกต้องการอะไร  อยากได้น้ำหอมบ้างไหม”&lt;br /&gt;“จะเอาไปทำไม”  อาตมาฟังท่านว่าแล้วคิดตามประสาเด็กๆ&lt;br /&gt;“อยากให้พ่อเสกน้ำหอมไหมล่ะ “&lt;br /&gt;“อย่างนี้ก็ไปแย่งหน้าที่ผลิตน้ำหอมจากพระเจ้านะสิครับ”&lt;br /&gt;“ไม่ได้แย่ง  พระเจ้าก็ยังคงประดิษฐ์น้ำหอมต่อไป”&lt;br /&gt;“อย่างนี้เป็นการแย่งหน้าที่ของพระเจ้าแน่ๆเลย  เอาอย่างนี้  ท่านเสกดอกไม้ได้ไหม”&lt;br /&gt;“ได้สิ แต่ตามปกติแล้วพ่อจะเสกน้ำหอม”&lt;br /&gt;“ถ้าอย่างนั้นโรงงานผลิตน้ำหอมก็คงจะเจ๊งไปตามๆกัน”&lt;br /&gt;“พ่อไม่ได้ทำให้เขาเจ๊งนะ เขาคงดำเนินธุรกิจค้าน้ำหอมกันอยู่ต่อไป  วัตถุประสงค์ของพ่อต้องการแสดงอานุภาพของพระเป็นเจ้า”&lt;br /&gt;“จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องพิสูจน์พระเจ้า เพราะพระองค์มิได้แสดงอิทธิฤทธิ์ในทุกสิ่งและทั่วทุกหนแห่งอยู่แล้วมิใช่หรือ”&lt;br /&gt;“ก็ใช่นะแหละ  แต่พ่อก็อยากจะแสดงอานุภาพที่ไม่มีขอบเขตของพระองค์ท่านให้ประจักษ์สายตาของเจ้า”&lt;br /&gt;“ท่านใช้เวลานานเท่าไรเรียนรู้ศาสตร์จนเชี่ยวชาญ”&lt;br /&gt;“12 ปี”&lt;br /&gt;“เพื่อผลิตน้ำหอมด้วยพลังจิตนี้หรือ  พระคุณท่านที่เคารพ  รู้สึกว่าท่านจะเสียเวลามากไปหน่อยกับการผลิตดอกไม้หอมที่สามารถหาซื้อได้จากร้านดอกได้ด้วยเงินไม่กี่รูปี”&lt;br /&gt;“ความหอมหมดไปพร้อมกับดอกไม้ที่เหี่ยวแห้ง”&lt;br /&gt;“แต่ความหอมก็หมดไปพร้อมกับความตาย  ทำไมผมจะต้องอยากได้สิ่งที่เพียงจะมาประเทืองผิวให้หอมเล่า”&lt;br /&gt;“คำพูดของลูกคารมคมคายดี  พ่อชอบใจ  เอาล่ะ  ยื่นมือขวาของลูกออกมาสิ” แล้วท่านก็ทำท่าเสก&lt;br /&gt;อาตมายืนอยู่ห่างจากท่านคันธะบาลาเพียงไม่กี่เก้า  ไม่มีใครอยู่ใกล้พอที่จะถูกเนื้อต้องตัวของอาตมาได้  อาตมายื่นมือออกไปโดยที่ท่านโยคีก็ไม่ได้มาถูกมือของอาตมาแต่อย่างใด&lt;br /&gt;“ลูกอยากได้กลิ่นดอกอะไร”&lt;br /&gt;“กลิ่นดอกกุหลาบ”&lt;br /&gt;“โอมเพี้ยง ประสิทธิ์”&lt;br /&gt;อาตมาประหลาดใจขึ้นมาทันที  ที่มีกลิ่นดอกกุหลาบโชยออกมาจากฝ่ามือของอาตมา  อาตมายิ้มเอื้อมไปหยิบดอกไม้สีขาวๆที่เป็นดอกไม้ไร้กลิ่นออกมาจากแจกันที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ&lt;br /&gt;“ลองเสกดอกไม้ที่ไร้กลิ่นนี้ให้มีกลิ่นดอกมะลิได้ไหมครับท่าน”&lt;br /&gt;“ได้สิ เพี้ยงจงประสิทธิ์”&lt;br /&gt;พลันก็มีกลิ่นดอกมะลิฟุ้งออกมาจากกลีบดอกไม้นั้น  อาตมากล่าวขอบคุณท่าน  แล้วมานั่งลงข้างๆศิษย์คนหนึ่งของท่าน  ศิษย์ผู้นี้เล่าให้อาตมาฟังว่า  ท่านคันธะบาลาซึ่งมีชื่อสามัญว่า สวามี วิศุทธานันท์  เดินทางไปศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ลี้ลับทางโยคะนี้มาจากอาจารย์ที่ประเทศทิเบต  ท่านโยคีชาวทิเบตองค์นี้เขาบอกว่าท่านมีอายุกว่า 1000 ปี&lt;br /&gt;“ท่านคันธะบาบาผู้เป็นศิษย์อาจารย์ทิเบตนี้จะไม่เสกน้ำหอมด้วยวิธีการง่ายๆอย่างที่คุณเห็นอยู่นี้” ศิษย์ผู้นั้นอธิบายให้อาตมาฟังด้วยความภาคภูมิใจในตัวอาจารย์&lt;br /&gt;“ท่านจะใช้วิธีการต่างๆหลากหลาย  ตามแต่จริตของคนที่มาหา  ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก  มีพวกปัญญาชนจากกัลกัตตาหลายคนมามอบตัวเป็นศิษย์ของท่าน”&lt;br /&gt;แต่สำหรับอาตมาเองก็คงจะไม่ไปเป็นตัวเพิ่มจำนวนศิษย์ให้แก่ท่านเพราะว่าท่านคุรุที่ได้ชื่อว่า”มีวิชาความรู้ยอดเยี่ยมนี้” มิได้เป็นผู้อยู่ในรสนิยมของอาตมา  อาตมาได้เข้าไปขอบคุณท่านคันธะบาบาก่อนที่จะจากมา  เมื่ออาตมาเดินทางมาที่บ้าน อาตมาก็กลับย้อนนึกถึงเหตุการณ์สามอย่างที่อาตมาประสบมาในวันนั้นมาตลอดทาง&lt;br /&gt;พอมาถึงบ้านโยมพี่สาวอุมามาเจออาตมาตอนจะเดินเข้าประตูบ้านพอดี&lt;br /&gt;“แหมเดี๋ยวนี้เป็นคนทันสมัยใช้น้ำหอมเชียวหรือนี่”&lt;br /&gt;อาตมาไม่พูดแต่ได้ยื่นมือไปให้โยมพี่สาวอุมาดมดู&lt;br /&gt;“กลิ่นกุหลาบนี้หอมจังเลย ช่างหอมอะไรอย่างนี้”&lt;br /&gt;ขณะที่โยมพี่อุมาอุทานว่าหอมอะไรอย่างนี้ไม่ขาดปากอยู่นั้น   อาตมาก็ได้ยื่นดอกไม้เสกไปรอที่จมูกของพี่อุมา&lt;br /&gt;“อื้อฮือนี่มันกลิ่นดอกมะลินี่นา” ว่าแล้วก็คว้าเอาดอกไม้นั้น  พี่อุมานำดอกไม้นั้นไปดมแล้วดมอีก ทั้งๆที่เป็นดอกไม้ที่ตามปกติจะไม่มีกลิ่น  จากปฏิกิริยาที่โยมพี่อุมาแสดงออกมาให้เห็นนี้  เป็นการปลดเปลื้องอาตมาให้หายหวาดระแวงว่าท่านคันธะบาบาท่านทำการสะกดจิตอาตมา  ซึ่งด้วยการสะกดจิตนี้จะมีก็แต่อาตมาเท่านั้นที่ได้กลิ่นหอม&lt;br /&gt;ต่อมาอาตมาได้ฟังจากอาฬกานันทะเพื่อนอีกคนของอาตมาว่า ท่านโยคีน้ำหอมองค์นี้มีอิทธิฤทธิ์สามารถอีกอย่างหนึ่งที่คนทั่วโลกต้องการจะมีกันทั้งนั้น&lt;br /&gt;“ฉันไปที่บ้านของท่านคันธะบาบาที่เมืองเบิร์ดวันพร้อมกับแขกคนอื่นๆอีกจำนวนนับร้อยคน” อาฬกานันทะบอกอาตมา “ วันนั้นได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์มาก  ด้วยเหตุที่ท่านโยคีมีเสียงร่ำลือกันว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์สามารถเสกอากาศให้เป็นสิ่งของขึ้นมาได้  ฉันจึงหัวเราะด้วยความขำ  แล้วลองให้ท่านเสกส้มนอกฤดูให้ดู  พอท่านเสกเสร็จก็มีส้มวางอยู่เต็มถาด ฉันลองหยิบขึ้นมาชิมก็พบว่ามันมีรสอร่อยมาก”&lt;br /&gt;ในช่วงเวลาต่อมาอาตมาจึงได้เข้าใจว่าทำอย่างไรท่านคันธะบาบานี้ถึงสามารถเสกสิ่งของได้  วิธีเสกที่ท่านนำมาใช้นี้เกินวิสัยที่มนุษย์ธรรมดาๆจะทำได้&lt;br /&gt;สิ่งที่กระตุ้นทางประสาทสัมผัสต่างๆที่ทำให้มนุษย์เราแสดงปฏิกิริยาตอบสนองนั้น มีตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากกระแสคลื่นในอิเล็กตรอนและโปรตรอน  กระแสคลื่นนี้ในตัวของมันเองก็ถูกควบคุมโดย   “ปราณ” หรือพลังชีวิต  ซึ่งเป็นพลังที่มีความละเอียดอ่อนมาก  เป็นพลังที่มีความบางเบากว่าพลังอะตอมเสียอีก&lt;br /&gt;ท่านคันธะบาบาใช้วิธีการทางโยคะอย่างหนึ่งเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยพลังปราณ  จึงทำให้สามารถบังคับลมปราณนี้ให้ไปทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระแสคลื่นที่มีอยู่ในโปรตรอนและอิเล็กตรอน บันดาลให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นได้ตามปรารถนา สิ่งที่ท่านเสกขึ้นมาได้นี้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอม  ผลไม้ หรือแสดงอิทธิฤทธิ์อื่นใดก็ตาม ล้วนแต่สำเร็จได้ด้วยกระแสคลื่นของโปรตรอนและนิวตรอนทั้งนั้น  มิใช่เกิดขึ้นเพราะการสะกดจิตแต่อย่างใด&lt;br /&gt;การสะกดจิตนั้นแพทย์จะนำมาใช้ในกรณีผ่าตัดเล็กๆกับคนที่หากใช้การวางยาสลบแล้วจะมีอันตรายแต่การสะกดจิตนี้มีอันตรายกับคนที่ถูกสะกดอยู่เสมอๆ ผลทางลบทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งก็คือมันจะไปทำลายเซลล์สมองได้  การสะกดจิตนี้เป็นการก้าวล้ำเข้าไปสู่อาณาจักรของจิตใต้สำนึกได้  แต่ปรากฏการณ์ของการเสกสิ่งของต่างๆได้นี้สามารถคงทนอยู่ได้เป็นการชั่วคราว  ไม่เหมือนกับอิทธิฤทธิ์ที่แสดงโดยผู้ที่เข้าถึงพระเป็นเจ้า  เมื่อพระโยคีทั้งหลายสามารถปลุกจิตถึงพระเป็นเจ้าได้แล้วนั้น ก็จะสามารถใช้พลังจิตนั้นติดต่อกับพระเป็นเจ้าได้โดยตรง&lt;br /&gt;การแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆอย่างที่ท่านโยคีน้ำหอมแสดงได้นี้  เป็นเพียงการแสดงเล่นๆ  ไม่มีประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณ  มีวัตถุประสงค์เพียงแค่เป็นการสันทนาการเพื่อความเพลิดเพลินใจเท่านั้นเอง  เป็นทางเบี่ยงเบนไปจาการค้นหาพระเป็นเจ้าอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;ปกติแล้วการแสดงอิทธิปาฏืหาริย์นี้ท่านคุรุทั้งหลายจะติเตียน  ยกตัวอย่างเช่น  ท่านอาบู เซอิด ผู้วิเศษชาวเปอร์เซีย  เคยหัวเราะเยาะพวกฟากีร์นักบวชมุสลิมที่ทะนงตัวว่าพวกตนมีฤทธิ์มีเดชสามารถเดินไปบนน้ำ  เหาะขึ้นไปในอากาศ และล่องหนลอยไปในอากาศได้&lt;br /&gt;“กบอยู่ในน้ำได้”  ท่านอาบู เซอิด พูดกระแหนะกระแหน “ อีกาและอีแล้งก็บินอยู่ในอากาศได้  พวกมารมีทั้งในประเทศตะวันออกและประเทศตะวันตก  ไม่มีอะไรน่าอัศจรรย์  แต่คนที่เป็นคนที่แท้จริงนั้นคือคนที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงหรือในชุมชนนั้นๆนั่นเอง  ซึ่งอาจจะยังทำมาหาเลี้ยงชีพปกติแต่ก็จะไม่ลืมพระเป็นเจ้าแม้แต่ขณะเดียว”&lt;br /&gt;ท่านคุรุชาวเปอร์เซียท่านเดียวกันนี้ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในทางธรรมในอีกวาระหนึ่งว่า “จงละทิ้งลิ่งที่ท่านมีอยู่ในมันสมองของท่าน(ตัณหาและความทะยานอยาก)  จงให้สิ่งของที่ท่านมีอยู่ในมือของท่าน และจงอย่าหวั่นไหวจากการโจมตีของศัตรู” &lt;br /&gt;ทั้งพระที่วัดเจ้าแม่กาลีและโยคีที่ร่ำเรียนจากประเทศทิเบต  ไม่สามารถสนองตอบความใฝ่ฝันที่จะค้นหาคุรุของอาตมาได้  ใจของอาตมาได้แต่ร่ำร้องต้องการท่านคุรุอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  เมื่อในที่สุดอาตมาได้พบกับท่านคุรุของอาตมาแล้ว  ท่านก็ได้ทำตัวเองเป็นตัวอย่าง  เป็นการสอนให้อาตมาได้รู้ว่า “การเป็นคนจริงๆนั้น” จะต้องเป็นอย่างไรบ้าง.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-9101843701421872614?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/9101843701421872614/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=9101843701421872614' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/9101843701421872614'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/9101843701421872614'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/5.html' title='บทที่ 5 โยคีน้ำหอมแสดงปาฏิหาริย์,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-4695120226844947557</id><published>2007-09-16T17:43:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:44:10.395-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 6 ท่านสวามีปราบเสือ,</title><content type='html'>บทที่ 6&lt;br /&gt;ท่านสวามีปราบเสือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันรู้จักที่อยู่ของท่านสวามีปราบเสือด้วยล่ะ  เราไปพบท่านพรุ่งนี้กันดีไหม”&lt;br /&gt;เป็นคำชักชวนของจันทีเพื่อนอาตมาที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาด้วยกัน&lt;br /&gt;อาตมาพอได้ยินคำชักชวนก็อยากจะไปพบท่านสวามีองค์นี้มาก  เพราะทราบว่าเดิมทีก่อนจะมาบวชเป็นพระท่านเคยจับเสือและเคยสู้กับเสือมาด้วยมือเปล่า&lt;br /&gt;อาตมามีความชื่นชมกับความสามารถแบบวีรกรรมเช่นนี้ตามปกติวิสัยของเด็กผู้ชาย พอวันรุ่งขึ้นตรงกับช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นมากอาตมากับจันทีก็ได้เดินหาบ้านท่านสวามทีเสือกัน  หลังจากตระเวนหาที่ย่านโภวปูร์นอกเมืองกัลกัตตา ก็ได้มาถึงอาศรมท่านสวามี&lt;br /&gt;เห็นที่ประตูอาศรมมีห่วงเหล็กสองห่วงคล้องเอาไว้  อาตมาก็เดินไปเอาห่วงเหล็กนั้นเคาะที่ประตูเสียงดังโครมคราม  ก็มีเด็กรับใช้มาเปิดประตูดูแต่ก็ยังไม่ยอมให้เราเข้าไปอยู่ดี  ดูจากใบหน้าทะมึงทึงที่แสดงออกมาบอกเป็นนัยว่าถึงจะมาส่งเสียงอึกทึกคึกโครมขนาดไหนก็ไม่เป็นการรบกวนความสงบของท่านสวามีแต่อย่างใดเลย&lt;br /&gt;เรารออยู่นานกว่าในที่สุดเราจะได้รับเชิญให้เข้าไปในอาศรม  การที่เขาทำให้เรารอนานแบบนี้ก็ทำให้เรารู้สึกไม่สู้ดีเหมือนกัน  แต่ก็อย่างว่านะแหละที่ประเทศอินเดียเขามีกฎที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับผู้แสวงหาสัจธรรมว่า  จะต้องมีความอดทนเข้าไว้ให้มากๆ  ท่านคุรุที่เราไปหาอาจจงใจแกล้งเราเพื่อทดสอบว่าเราจะมีความกระตือรือร้นอยากพบท่านจริงหรือไม่  ซึ่งกลวิธีทางจิตวิทยาแบบนี้ที่ประเทศตะวันตกก็ได้นำมาใช้โดยพวกหมอยาและหมอฟันเหมือนกัน&lt;br /&gt;และในที่สุดเด็กรับใช้ก็ได้ออกมาเชิญเราเข้าอาศรม  อาตมากับจันทีจึงเดินขึ้นไปที่ห้องนอนห้องหนึ่งก็ได้พบกับท่านสวามีปราบเสือนั่งอยู่บนเตียงนอนของท่าน  เพียงแค่ได้แลเห็นร่างกายที่ใหญ่โตของท่านแวบเดียวก็ถึงกับทำให้เรารู้สึกกลัวเสียแล้ว &lt;br /&gt;เราสองคนตะลึงถึงกับยืนจังงังตาเบิกกว้างด้วยนึกไม่ถึงว่าจะได้มาเห็นแผงหน้าอกขนาดใหญ่โตมโหฬารและมัดกล้ามที่โตมากมีขนาดเท่าลูกฟุตบอลเลยทีเดียวอย่างนี้  ท่านมีลำคอใหญ่โตมาก  ส่วนใบหน้าของท่านก็ดูดุดันมีหนวดเครารกรุงรังไปหมด  และที่ดวงตาของท่านก็ดำขวับส่องประกายดุดันเหมือนตาเหยี่ยวและตาเสือ   ท่านไม่มีอะไรปกปิดตามร่างกาย มีแคหนังเสือคาดอยู่เฉพาะที่เอวเท่านั้น&lt;br /&gt;อาตมากับเพื่อนพอเห็นรูปร่างของท่านสวามีก็ได้ออกปากชมแล้วกราบเรียนท่านว่า”ได้โปรดเถอะครับ  ท่านจะกรุณาเล่าให้เราฟังได้ไหมว่ามันเป็นไปได้อย่างไรที่ท่านสามารถปราบเสือซึ่งเป็นเจ้าป่าได้ด้วยกำปั้นเปล่าๆของท่าน”&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ยพ่อสามารถสู้กับเสือได้อย่างสบายๆ จะให้พ่อสู้กับมันให้ดูในวันนี้ก็ได้นะลูก” ท่านยิ้มให้กับเราด้วยรอยยิ้มของเด็กๆ&lt;br /&gt;“ลูกมองไปที่เสือว่ามันเป็นเสือแต่พ่อมองว่ามันเป็นแค่แมวเชื่องๆเท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;“ท่านสวามีครับ  ผมพอจะบังคับใจของตัวเองให้คิดได้ว่าเสือเป็นแมว แต่ผมจะให้เสือคิดว่ามันเป็นแมวได้อย่างไรล่ะครับ”&lt;br /&gt;“จะคิดอย่างนั้นได้นั้นเรื่องพละกำลังทางร่างร่างกายก็เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน  เปรียบเหมือนว่าเราจะให้พวกเด็กๆคิดแต่เพียงว่าเสือเป็นแมวแล้วให้พวกเขาไปต่อสู้กับเสือจนได้ชัยชนะมันก็คงไม่สำเร็จหรอกนะ   เราจะต้องมีสองแขนที่ทรงพละกำลังที่จะสามารถใช้เป็นอาวุธทรงอานุภาพปราบเสือด้วยถึงจะได้”&lt;br /&gt;ว่าแล้วท่านสวามีปราบเสือก็ชวนเราสองคนเดินไปที่ระเบียงอาศรม  แล้วท่านก็แสดงพลังด้วยการใช้กำปั้นเปล่าๆของท่านซัดโครมลงไปที่มุมหนึ่งของกำแพงอาศรม อิฐถูกซัดด้วยกำปั้นถึงกับแตกพังลงมาที่พื้นดินจนสามารถมองออกไปเห็นเป็นรูโหว่  &lt;br /&gt;อาตมาถึงกับตกตะลึงด้วยนึกไม่ถึงว่าอิฐจะแตกออกจากกำแพงทึบๆด้วยการใช้กำปั้นเปล่าๆทุบลงไปเท่านั้น  อาตมาคิดว่าเสือก็เสือเถอะหากมาเจอแบบนี้เข้าก็คงจะฟันหักเป็นแถบๆแน่เลย&lt;br /&gt;“มีคนอยู่ไม่น้อยที่มีพละกำลังทางร่างกายมากเหมือนพ่อนี่แหละ  แต่ก็ยังขาดความเชื่อมั่นในตนเองอยู่  คนที่ร่างกายแข็งแกร่งแต่จิตใจยังอ่อนแออยู่นี้ เพียงแค่เห็นเสือมันวิ่งอยู่ในป่าก็แทบจะเป็นลมจับไปเสียแล้ว  เสือที่อยู่ในป่าตามธรรมชาติจะมีนิสัยแตกต่างจากเสือที่เขานำมาเล่นละครสัตว์มาก  ซึ่งพวกเสือเล่นละครสัตว์เขาจะให้มันกินฝิ่นมันถึงเชื่องและไม่ดุร้าย&lt;br /&gt;“คนที่มีร่างกายแข็งแรงมากๆแต่พอให้ไปอยู่ต่อหน้าเสือตัวโตๆอย่างพันธุ์นักล่าแห่งเบงกอลก็จะมีอันอ่อนปวกเปียกหมดแรงไปทั้งนั้นแหละ  ทั้งนี้ก็เพราะว่าเสือมันมาทำการเปลี่ยนแปลงจิตมนุษย์เราให้ตกอยู่ในสภาวะที่กลัวมากๆเหมือนจิตของแมวที่เห็นเสือ  จึงเป็นไปได้ที่คนเราซึ่งมีร่างกายและจิตใจเข้มแข็งมากๆย่อมจะสามารถเอาชนะเสือได้  และก็จะสามารถบังคับมันให้เชื่องได้เหมือนกับว่ามันเป็นแมว&lt;br /&gt;เมื่ออาตมาเห็นร่างกายอันใหญ่โตเหมือนกับยักษ์ของท่านสวามีก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าท่านปราบเสือให้สิ้นฤทธิ์จนเชื่องเหมือนแมวได้แน่ๆ ซึ่งตอนนี้ท่านสวามีกำลังเหมือนว่าวติดลมบนอยากจะคุยโวโอ้อวดมากๆ  อาตมากับจันทีก็เลยฟังท่านพูดต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ&lt;br /&gt;“จิตเป็นตัวควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของร่างกาย  แรงฆ้อนที่เราทุบลงไปแต่ละทีจะมีความแรงหรือความค่อยนั้นขึ้นอยู่กับพละกำลังทางร่างกายที่ใช้ออกไป  แต่พลังของอุปกรณ์ที่ร่างกายมนุษย์ใช้ออกไปนี้จะแรงหรือค่อยก็ขึ้นอยู่กับจิตหรือความแกร่งกล้า  &lt;br /&gt;“ร่างกายของคนเรานั้นถูกสร้างและทะนุถนอมโดยจิต  ความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอได้ค่อยๆซึมซับเข้าสู่จิตสำนึกของมนุษย์โดยอาศัยแรงผลักดันของสัญชาติญาณที่ติดตัวมาแต่อดีตชาติ  ความเข้มแข็งหรือความอ่อนแอนี้ก็จะแสดงอาการออกมาเป็นนิสัยประจำตัว และนิสัยประจำตัวนี้ก็จะมาปรากฏออกมาให้เป็นร่างกายที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ  &lt;br /&gt;“ลักษณะภายนอกที่แสดงออกมาทางร่างกายนี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่จิต  ซึ่งเมื่อผ่านการเวียนว่ายตายเกิดนานๆเข้า ร่างกายที่ติดยึดอยู่กับลักษณะนิสัยนี้ ก็จะเข้าครอบงำจิต  ซึ่งก็เปรียบได้กับคนที่เป็นนาย  แต่ปล่อยให้บ่าวข้าทาสมามีอำนาจครอบงำ  อีกหน่อยบ่าวข้าทาสนั้นก็จะเหิมเกริมแข็งข้อกับนาย ข้อนี้ฉันใด  จิตเราก็เหมือนกันก็จะตกเป็นทาสยอมสยบต่อการบงการของร่างกายไปได้ฉันนั้น”&lt;br /&gt;เมื่ออาตมากับจันทีได้ขอให้ท่านเล่าเรื่องต่อไป  ท่านสวามีก็มีท่าลิงโลดเล่าให้เราฟังถึงประวัติชีวิตช่วงหนึ่งของท่าน&lt;br /&gt;“แต่แรกๆเลยนั้นพ่อไฝ่ฝันอยากสู้กับเสือ  จิตของพ่อมีพละกำลังมาก  แต่ว่าร่างกายของพ่อยังอ่อนแอ”&lt;br /&gt;เมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้  อาตมาก็ออกจะแปลกใจขึ้นมา  เพราะไม่น่าเชื่อว่าสวามีผู้มีหัวไหล่ที่แข็งแรงบึกบึนเหมือนอย่างท่านจะรู้จักคำว่าอ่อนแอ&lt;br /&gt;“พ่อก็ได้ใช้วิธีนึกย้ำความคิดว่าเรามีสุขภาพและพละกำลังเข็มแข็งๆๆ   นึกอย่างนี้นึกแล้วนึกเล่าบ่อยๆ  ในที่สุดแล้วพ่อก็สามารถเอาชนะความอ่อนแอนี้ได้  เมื่อทำใจให้เข้มแข็งได้ดีแล้วพ่อก็พบว่าสามารถเข้าปราบเสือพันธุ์เบงกอลได้อย่างราบคาบ”&lt;br /&gt;“ท่านสวามีครับท่านคิดว่าผมจะสู้กับเสือได้ไหมครับ”  เป็นครั้งแรกและเป็นครั้งสุดท้ายที่ความใฝ่ฝันอยากสู้กับเสือเกิดขึ้นในใจของอาตมา&lt;br /&gt;“ได้สิลูก”ท่านสวามียิ้ม “แต่ว่าเสือมีหลายชนิดนะลูก  บางชนิดก็มาเดินเพ่นพ่านอยู่ในป่าคือกิเลสตัณหาของมนุษย์เรานี่เอง  ไม่มีคุณค่าทางจิตวิญญาณอะไรเลยกับการเอาชนะเสือภายนอก  การเอาชนะเสือภายในคือกิเลสตัณหานี่แหละมีคุณค่ามากกว่า”&lt;br /&gt;“ท่านสวามีครับ พวกเราอยากจะขอความกรุณาท่านเล่าเรื่องที่ท่านเปลี่ยนแปลงจากคนปราบเสือในป่ามาปราบเสือกิเลสภายในได้อย่างไรละครับ”&lt;br /&gt;ท่านสวามีเงียบเสียงไปชั่วครู่ ดวงตาของท่านมีอาการเหม่อลอยซึ่งดูท่าว่ากำลังจะพยายามย้อนไปนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายปีแล้ว  อาตมาคิดว่าท่านคงจะคิดหนักก่อนจะตัดสินใจว่าควรจะเล่าเรื่องตามที่อาตมาขอร้องดีหรือไม่  แต่ในที่สุดท่านก็ยิ้มส่งสัญญาณตกลงว่าจะเล่า&lt;br /&gt;“เมื่อชื่อเสียงเกียรติภูมิของพ่อโด่งดังถึงจุดสุดยอดแล้วนั้น  พ่อก็เกิดทะนงตัวตัดสินใจไม่เพียงแต่จะต่อสู้กับเสือเท่านั้นแต่จะได้นำลูกเล่นต่างๆมาเล่นกับเสือมันด้วย  เพราะพ่อมีความใฝ่ฝันต้องการปราบสัตว์ร้ายนี้ให้ยอมสยบมามีพฤติกรรมเหมือนกับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆในบ้าน  พ่อเริ่มแสดงความสามารถนี้ต่อสาธารณชนและก็ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งเสียด้วย&lt;br /&gt;“อยู่มาวันหนึ่งคุณพ่อของพ่อจู่ๆก็เดินเข้ามาในห้องของพ่อด้วยท่าทางหงอยเหงา&lt;br /&gt;“ลูกรักพ่ออยากเตือนลูกหน่อย พ่ออยากช่วยลูกไม่ให้บาดเจ็บจากผลของกรรม”&lt;br /&gt;“นี่พ่อเชื่อเรื่องโชคชะตาราศีไปแล้วหรือครับ  พ่อจะเอาเรื่องลี้ลับนี้มาใช้กับเรื่องของลูกด้วยหรือ”&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ยพ่อไม่ได้เชื่อเรื่องเหลวไหล แต่พ่อเชื่อในกฎแห่งกรรมที่สอนไว้ในพระคัมภีร์โบราณ  ที่ว่าใครทำกรรมอะไรไว้ผู้นั้นก็จะได้รับผลของกรรมนั้น  อย่างลูกนี่ทำอะไรไว้กับสัตว์  สัตว์นั้นก็จะทำอย่างนั้นกับลูกบ้าง”&lt;br /&gt;“พ่อครับ พ่ออย่ามาหลอกผมเสียให้ยากเลย  พ่อก็รู้เป็นอย่างดีว่าเสือแม้ว่ารูปร่างของมันจะงดงามก็จริงแต่ว่ามันเป็นสัตว์ดุร้ายมาก  และผมก็จะสามารถใช้สองมือปราบเสือมันได้  ผมจึงกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปราบเสือ  จนสามารถทำให้มันเชื่องได้&lt;br /&gt;“พ่อครับขอให้พ่อนึกว่าผมเป็นคนปราบพยศเสือและอย่าได้นึกไปว่าผมเป็นคนฆ่าเสือมันสิครับ  กรรมของผมจึงเป็นกุศลกรรม  แล้วอย่างนี้มันจะส่งผลชั่วร้ายมาให้ผมอย่างไรเล่า  ผมขอร้องพ่อว่าอย่าได้มาออกคำสั่งคำบงการให้ผมเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตนี้ของผมเลย”&lt;br /&gt;พอถึงตอนนี้อาตมากับจันทีให้ความสนใจเรื่องที่ท่านสวามีเถียงพ่อของท่านเป็นอย่างมาก เพราะว่าประเพณีที่ประเทศอินเดียนั้นลูกจะไม่ขัดคำสั่งของพ่อ  และใครขัดคำสั่งของพ่อก็จะถือว่าเป็นลูกอกตัญญู  &lt;br /&gt;ท่านสวามีได้เล่าเรื่องต่อไป&lt;br /&gt;“คุณพ่อนิ่งไปชั่วขณะประหนึ่งว่าจะยอมฟังคำอธิบายให้เหตุผลของพ่อแต่แล้วท่านก็นำเรื่องหนึ่งมาเปิดเผยให้พ่อได้รู้&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย ลูกมาบังคับให้พ่อต้องพูดอะไรออกมาเสียแล้ว   มันคือคำพยากรณ์ประหลานของท่านคุรุของพ่อ  คือเมื่อวานนี้เองท่านคุรุองค์นี้ได้เข้ามาหาพ่อขณะที่พ่อนั่งเข้าสมาธิอยู่บนอาสนะ&lt;br /&gt;“คุณโยม อาตมามานี่เพื่อจะบอกกับโยมช่วยแจ้งแก่ลูกชายของโยมว่าให้เขาเลิกกิจกรรมปาเถื่อนทรมาทรกรรมสัตว์นั้นเสีย  มิฉะนั้นแล้วในการต่อสู้กับสัตว์ครั้งต่อไปลูกชายโยมจะได้รับบาดเจ็บและเจ็บหนักมีอาการปางตายอยู่นานถึง 6 เดือน  แล้วเขาก็จะเลิกวิถีชีวิตแบบเดิมออกไปบวชเป็นพระ”&lt;br /&gt;“ผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้หรอก  ผมเห็นว่าพ่อเชื่อเรื่องเหลวไหลไม่เข้าเรื่อง”&lt;br /&gt;ท่านสวามีปราบเสือเล่าเรื่องต่อไป&lt;br /&gt;“ต่อมาอีกไม่นานหลังจากที่คุณพ่อมาเตือน  พ่อก็ได้เดินทางไปที่เมืองหลวงของแคว้นกุชเบหาร(รัฐพิหารปัจจุบัน) อาตมายังไม่เคยไปเปิดการแสดงโชว์สู้กับเสือที่เมืองนี้มาก่อน  จึงรู้สึกแปลกหูแปลกตาไปบ้างกับบรรยากาศรอบข้าง  แต่มันก็เหมือนกับทุกแห่งที่พ่อไปเปิดการแสดงมา คือจะมีมหาชนที่อยากรู้อยากเห็นเดินตามดูพ่อไปตามท้องถนนและพ่อเองได้ยินมากับหูถึงคำกระซิบกระซาบของพวกเขาต่างๆ&lt;br /&gt;“นี่หรือคือคนที่จะต่อสู้กับเสือ”&lt;br /&gt;“ดูสินั่นมันขาคนหรือท่อนซุงกันแน่”&lt;br /&gt;“ดูหน้ามันสิ อย่างนี้ต้องเป็นพญาเสือกลับชาติมาเกิดแน่ๆ”&lt;br /&gt;“ผู้คนก็ได้พูดกันปากต่อปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้หญิงด้วยแล้ว ได้ช่วยกันกระพือข่าวจากบ้านนี้ไปสู่บ้านนั้นได้ดีมาก  เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่งโมงผู้คนทั่วทั้งเมืองก็ได้แห่กันมาดูตัวพ่ออย่างล้นหลาม”&lt;br /&gt;“ขณะที่พ่อกำลังพักเอาแรงอยู่อย่างสงบในเย็นวันนั้นเอง  ก็ได้ยินเสียงกลีบม้ากระทบพื้นถนนดังมาหยุดอยู่ที่หน้าบ้านพักของพ่อ  แล้วก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจร่างสูงๆมีผ้าโพกศีรษะจำนวนหนึ่งโดดลงมาจากหลังม้าเหล่านั้น&lt;br /&gt;“พ่อเห็นตำรวจมาก็รู้สึกงงเหมือนกันว่าพวกเขามาทำไมกัน  แรกๆก็นึกว่าเขาจะมาจับตัวพ่อไปสอบสวนในข้อหาอะไรสักอย่าง  แต่ตำรวจเหล่านั้นก็ทำความเคารพพ่อด้วยท่าทางพินอบพิเทา&lt;br /&gt;“คุณครับ  เจ้าแคว้นคกุชเบหารท่านส่งพวกเรามาคอยต้อนรับท่าน  เจ้ามีความยินดีที่จะเชิญท่านไปพบที่วังพรุ่งนี้เช้า”&lt;br /&gt;“อาตมาคิดอยู่ครู่หนึ่ง  ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมาไม้ไหน  แต่แรกก็นึกไม่พอใจอยู่เหมือนกันที่พวกเขามารบกวนขณะที่พ่อต้องการมาอยู่เงียบๆ  แต่พอเห็นพวกตำรวจทำพินอบพิเทาอย่างนี้พ่อก็เลยรับปากว่าจะไปที่วังกับตำรวจ&lt;br /&gt;“พ่องงมากอีกเมื่อพบว่าในเช้าวันรุ่งขึ้นเห็นคนมาเชิญพ่อออกมาจากประตูที่พักพาพ่อไปที่รถม้าคันหรูหรามีม้าลากถึง 4 ตัว  แล้วก็มีคนถือร่มใหญ่มาคอยกั้นแดดให้พ่อเสียโก้หรูเสียอีกด้วย จากนั้นเขาก็พาพ่อไปขึ้นรถม้าคันนั้นขับผ่านออกจากตัวเมืองผ่านไปที่บริเวณที่เป็นป่า &lt;br /&gt;“ พอไปถึงก็เห็นเจ้าชายองค์หนึ่งออกมายืนต้อนรับพ่ออยู่ที่ประตูวัง พระองค์ท่านพาพ่อไปนั่งที่พระราชอาสน์บุทองคำเหลืองอร่ามของพระองค์ท่าน  ส่วนพระองค์ท่านกลับไปประทับอยู่บนพระเก้าอี้ธรรมดา โดยมีพระพักตร์แย้มสรวลอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;“ตอนนั้นพ่อได้แต่คิดว่าที่พระองค์ท่านให้เกียรติแก่พ่ออย่างมากนี้น่าจะเป็นเพราะพระองค์ท่านต้องการอะไรบางอย่างจากพ่อเป็นแน่   และก็เป็นความจริง  พอพระองค์ท่านตรัสออกมาเพียงไม่กี่คำก็ได้แย้มพรายถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงที่ไปเชิญพ่อมา&lt;br /&gt;“ผู้คนในเมืองของข้าพเจ้าเล่าลือกันว่าท่านสามารถต่อสู้กับเสือป่าด้วยมือเปล่าๆของท่านได้  เป็นความจริงหรือ”&lt;br /&gt;“เป็นความจริงครับท่าน”&lt;br /&gt;“ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้  ท่านก็ไม่ได้กินเหล็กไหลมาจากไหน  ท่านเป็นคนเบงกอลอยู่ที่เมืองกัลกัตตา  กินข้าวเหมือนกับชาวเมืองนี้โดยทั่วไป  จะเก่งกล้าสามารถเกินคนถิ่นนี้ไปได้อย่างไร  ไหนท่านลองบอกมาตามตรงซิว่า ท่านไม่ได้หมายถึงต่อสู้กับเสือที่เขาให้กินฝิ่นจนกระทั่งเชื่องใช่ไหม “&lt;br /&gt;เสียงของเจ้าชายตรัสดังมากและก็มีลักษณะดูถูกดูแคลนในที  พระองค์ท่านตรัสด้วยสำเนียงภาษาพื้นเมือง&lt;br /&gt;“พ่อหุบปากนิ่งเงียบ ไม่ให้กล่าวโต้ตอบคำถามที่ดูถูกดูแคลนของเจ้าชาย”ข้าพเจ้าขอท้าให้ท่านมาต่อสู้กับเจ้าราชเบคุมเสือของข้าพเจ้าที่เพิ่งจะถูกจับออกมาจากป่า  หากท่านปราบมันได้ สามารถเอาโซ่ล่ามมันเอาไว้ แล้วท่านก็ยังมีชีวิตเดินออกมาจากกรงของมันได้สำเร็จ  ข้าพเจ้าก็จะยกบัลลังก์ทองของแคว้นเบงกอลนี้ให้แก่ท่าน  นอกจากนั้นแล้วข้าพเจ้ายังจะยกเงินทองหลายพันรูปีและสิ่งของอื่นๆอีกมากมายให้แก่ท่านด้วย  แต่ถ้าท่านสู้กับมันไม่ได้  ข้าพเจ้าก็จะเที่ยวป่าวประกาศไปจนทั่วแคว้นเบงกอลว่าท่านเป็นคนลวงโลก&lt;br /&gt;“คำดูถูกดูแคลนของเจ้าชาย  ทำให้พ่อรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจประหนึ่งว่าถูกยิงด้วยกระสุนปืนก็ไม่ปาน  พ่อตอบรับคำท้านั้นด้วยความโกรธเคือง  พอได้ยินว่าพ่อรับคำท้าเท่านั้น  เจ้าชายก็ผลุดลุกขึ้นจากพระเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้นสุดขีด  แล้วก็ประทับนั่งลงที่เดิมด้วยรอยแย้มยิ้มที่บ่งบอกถึงความโหดเหี้ยมแบบซาดิสต์ของพระองค์ท่าน  ซึ่งเมื่อเห็นอาการนี้แล้วก็ทำให้พ่อย้อนนึกถึงพวกจักพพรรดิ์โรมันในอดีตที่แสดงความปลื้มปีติที่นำพวกนับถือศาสนาคริสต์เข้าไปอยู่ในกรงของสัตว์เพื่อให้มันจับกิน  &lt;br /&gt;เจ้าชายกล่าวขึ้นว่า “ข้าพเจ้าจะจัดการให้ท่านต่อสู้กับเสือในสัปดาห์นี้  แต่ขอบอกเสียก่อนว่าข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้ท่านได้เห็นเสือตัวนี้ก่อนเป็นอันขาด”&lt;br /&gt;“ที่เจ้าชายกล่าวเช่นนี้จะเป็นเพราะกลัวว่าพ่อจะไปสะกดจิตเสือหรือกลัวว่าพ่อจะลักลอบเอาฝิ่นไปให้มันกินหรือย่างไรพ่อก็ไม่ทราบเหมือนกัน &lt;br /&gt;“พ่อออกจากวังมาโดยที่คราวนี้ไม่มีคนมากั้นร่มใหญ่ให้พ่อและก็ไม่มีรถม้ามารับพ่อกลับเหมือนตอนขามา&lt;br /&gt;“อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา  พ่อก็ได้เตรียมพร้อมทั้งทางด้านจิตใจและด้านร่างกายเพื่อต่อสู้กับเสือ  พ่อได้ทราบจากคนรับใช้ของพ่อมาบอกเรื่องเสือสมิงที่ออกจะพึลึกพิลั่นให้พ่อฟัง ซึ่งเมื่อฟังแล้วก็ให้ย้อนไปนึกถึงเรื่องคำทำนายของพระรูปนั้นที่ทำนายไว้ว่าอาตมาจะได้รับบาดเจ็บจาการต่อสู้กับเสืออย่างที่กล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;“คนรับใช้คนนี้มาบอกว่าพวกชาวบ้านร้านตลาดต่างเชื่อว่า วิญญาณชั่วร้ายดวงหนึ่งที่ถูกเทพยาสาปไว้จะจุติอวตารลงมาเกิดเป็นเสือตัวหนึ่ง  ซึ่งเสือตัวนี้จะมีร่างเป็นปีศาจในตอนกลางคืนแต่จะเป็นเสือธรรมดาในตอนกลางวัน  เสือสมิงตัวนี้ก็คือเสือตัวที่เขาจะเอามาให้สู้กับพ่อนี่เอง&lt;br /&gt;“คนใช้บอกข่าวอีกกระแสหนึ่งก็ว่า  มีคนอธิษฐานจิตถึง ”สวรรค์เสือ”  สวรรค์เสือจึงได้ส่งเสือในร่างของราชเบคุมตัวนี้ลงมาเพื่อให้ปราบปรามพ่อที่มาทำตัวหลบหลู่ดูหมิ่นวงศ์วานของพวกเสือทั้งปวง  เพราะฉะนั้นการต่อสู้คราวนี้จึงเป็นการต่อสู้ของคนธรรมดาๆที่อาจหาญมาต่อกรกับเสือที่ร่างกายใหญโตมีกรงเล็บอันคมกริบ  พวกชาวบ้านร้านตลาดเล่าลือกันด้วยว่า พลังพิษร้ายของเสือทุกตัวที่เคยถูกพ่อปราบมาแล้วจะมาชุมชุมกันดลบันดาลให้คนปราบเสืออย่างพ่อคนนี้ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด&lt;br /&gt;“คนใช้ของพ่อยังได้กล่าวตักเตือนพ่อด้วยว่า  เจ้าชายได้ตระเตรียมงานการต่อสู้กันระหว่างมนุษย์กับเสือไว้เป็นอย่างดี  พระองค์ท่านรับสั่งให้สร้างสนามแข่งขันที่จุคนได้หลายพันคน   ตรงที่กลางสนามได้นำเสือราชเบคุมไปขังไว้ในกรง ที่นอกกรงจัดสร้างห้องปลอดภัยไว้ห้องหนึ่ง  เจ้าราชเบคุมส่งเสียงร้องคำรามอยู่ตลอดเวลา  พระองค์ท่านให้มันอดอาหารเพื่อที่ว่าในวันต่อสู้กันมันจะได้โมโหหิวมากๆ  ซึ่งเมื่อพิเคราะห์แล้วพ่อก็เห็นว่าพระองค์ท่านคงอยากจะให้อาตมาตกเป็นเหยื่อของมันนั่นเอง&lt;br /&gt;“หมู่มหาชนทั้งจากในเมืองและจากนอกเมืองต่างก็กระเหี้ยนกระหือพากันไปเข้าคิวซื้อตั๋วเข้าชมหลังจากที่ได้มีการป่าวประกาศโมษณากันอย่างเอิกเกริก  พอถึงวันต่อสู้ปรากฏว่ามีหลายคนผิดหวังหาที่นั่งเข้าชมไม่ได้  และก็มีหลายคนคลุ้มคลั่งถึงกับพังประตูเข้าไป  ที่เหลือก็ไปแออัดอยู่ที่ด้านล่างสนามแข่งขัน”&lt;br /&gt;ขณะที่ท่านสวามีปราบเสือเล่าเรื่องเร้าใจใกล้จะถึงจุดไคลแม็กซ์ของเรื่องอยู่นั้น  อาตมาเกิดความรู้สึกตื่นเต้นเต็มที่เหมือนกัน  ส่วนจันทีก็ตื่นเต้นระทึกใจไม่แพ้กัน&lt;br /&gt;“ในท่ามกลางเสียงคำรามโฮกฮากของเจ้าเสือราชเบคุม  และบรรดาผู้ชมที่ตั้งตาคอยชมภาพสยดสยองที่จะอุบัติขึ้นในครั้งนี้อยู่นั้น พ่อก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ในห้องปลอดภัยที่เขาสร้างไว้เป็นพิเศษที่ข้างกรงเสือนั้น  พ่อมีผ้าคาดไว้เฉพาะที่เอวเท่านั้น  ส่วนตามร่างกายส่วนอื่นๆไม่มีอะไรปกปิด  พ่อถอดสลักประตูห้องปลอดภัยออกมาแล้วปิดประตูลง   ทันทีที่พ่อออกมา เจ้าเสือราชเบคุมได้กลิ่นเลือดจากกายของพ่อมันได้โผเข้ามาประชิดกรงเหล็กเป็นการทักทายพ่อ  พวกผู้ชมต่างแสดงสีหน้าตื่นตระหนกด้วยความกลัวอย่างสุดขีด  พ่อไม่ผิดอะไรกับลูกแกะที่ไปอยู่ต่อหน้าสัตว์ร้ายที่กำลังโกรธ&lt;br /&gt;“ในชั่วพริบตาที่อาตมาเข้าไปอยู่ในกรงเหล็กแล้วปิดประตูลงกลอน  เจ้าเสือราชเบคุมก็โถมตัวเข้ามาหาพ่อ  แขนข้างขวาของพ่อถูกมันตะปรบถูกจนเป็นแผลเหวอะหวะ  เลือดสดๆของมนุษย์พุ่งกระฉูดออกมาเหมือนดังว่าธารน้ำพุ  มันคล้ายกับว่าคำทำนายของพระเป็นจริงขึ้นมาแล้ว&lt;br /&gt;“พ่อพยายามรวบรวมสติหลังจากเสียท่าถูกเสือตะปรบถูกจนได้รับบาดเจ็บที่แขนขวาไปแล้ว  พ่อรีบเอาผ้าที่คาดเอวมาคัดเลือดแล้วควงแขนข้างซ้ายชกออกไปจนเต็มแรง  ฤทธิ์เดชหมัดซ้ายของพ่อทำให้เสือถอยกรูดไปจนติดด้านหลังของกรงเหล็ก  แต่มันก็กระโดดมาหาพ่ออีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้พ่อเลยใช้กำปั้นทุบตัวของมันจนนับครั้งไม่ถ้วน&lt;br /&gt;“แต่ว่าเจ้าเสือราชเบคุมเมื่อได้ลิ้มรสของเลือดเข้าไปแล้ว  มันก็เหมือนกับคนที่ได้ลิ้มรสของเหล้าไวน์อึกหนึ่งเข้าก็กระหายอยากดื่มไวน์มากยิ่งขึ้นไปอีก  ฉันใดก็ฉันนั้น  มันส่งเสียงร้องคำรามแสดงความโกรธเคืองมากยิ่งขึ้น  ในขณะที่พ่อมีเพียงแขนข้างเดียวที่จะต่อสู้กับเขี้ยวเล็บของมัน  แต่ในที่สุดพ่อก็สามารถเล่นงานมันได้สำเร็จ  เราสู้กันแบบยอมตายถวายชีวิต  มีเสียงดังอึกทึกอยู่ในกรง  และมีเลือดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ  คราวนี้มีเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดออกมาจากลำคอของเจ้าเสือราชเบคุม&lt;br /&gt;“ยิงมันให้ตายไปเลย” เสียงผู้ชมตะโกนบอกเป็นเสียงเดียว  แต่เนื่องจากทั้งคนและสัตว์เคลื่อนไหวแบบพัลวันพันตูกันรวดเร็วมาก  ทำให้กระสุนปืนที่ยิงไปจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพลาดเป้า  พ่อจึงรวบรวมพลังจิตให้เป็นหนึ่งเดียวแล้วกระหน่ำหมัดสุดท้ายไปที่เสือ  คราวนี้ถูกเสือล้มลงนอนแน่นิ่งไป&lt;br /&gt;“ตอนนี้เสือมันก็เป็นแมวไปแล้วสิครับ “ อาตมาได้ทีพูดแทรกขึ้น&lt;br /&gt;ท่านสวามีปราบเสือยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ  แล้วก็หันมาเล่าเรื่องต่อไป &lt;br /&gt;“ใช่แล้วเจ้าเสือราชเบคุมก็เลยสิ้นฤทธิ์ในที่สุด  ส่วนเจ้าชายก็ได้สูญเสียพระเกียรติยศเสียหน้าไปนะสิ  พ่อใช้แขนง้างขากรรไกของเสือออก  และในชั่วพริบตานั้นเองพ่อก็ได้สอดศีรษะของตัวเองเข้าไปในปากเสือ  จากนั้นก็สอดส่ายสายตาหาโซ่ ก็ไปได้มาเส้นหนึ่งตกอยู่ที่พื้นดิน  จึงเอามาผูกคอเสือโยงไปผูกไว้ที่ซี่กรงเหล็ก  พอผูกเสร็จก็เดินไปที่ประตูกรงเหล็กนั้น&lt;br /&gt;“แต่เจ้าเสือราชเบคุมยังไม่สิ้นฤทธิ์เสียทีเดียว  พอพ่อเดินหันหลังให้มันก็สะบัดหลุดจากโซ่แล้วกระโจนเข้าข้างหลังของพ่อ  และใช้ขากรรไกรของมันงับเข้าที่ไหล่ของพ่อจนหัวคะมำล้มลงที่พื้นดิน  แต่ในชั่วพริบตานั้นเองพ่อก็ได้ตอบโต้ด้วยการโถมตัวขึ้นทับตัวมันไว้ได้  แล้วใช้กำหมัดซัดโครมๆเข้าไปจนมันหมดสติ  คราวนี้พ่อได้นำโซ่มาผูกไว้อย่างแน่นหนา  แล้วก็เดินออกจากกรงมาอย่างช้าๆ&lt;br /&gt;“ตอนนี้พ่อมาพบว่าตัวเองได้มาอยูในอีกบรรยากาศหนึ่งที่มีแต่ความยินดีปรีดา  ผู้ชมต่างส่งเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี  เพราะว่าพ่อสามารถทำได้ตามเงื่อนไข 3 อย่างที่ได้ตกลงกันไว้ คือ (1)เอาชนะเสือได้(2) เอาโซ่มาล่ามมันได้ และ(3) ออกจากรงได้เองโดยไม่มีใครช่วยเหลือ  &lt;br /&gt;“นอกจากนั้นแล้ว  ทั้งๆที่อาตมาได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ยังสามารถใช้มือไปถ่างปากเสือแล้วเอาศีรษะมุดเข้าไปในปากของมันโดยที่มันทำอันตรายพ่อไม่ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;”หลังจากที่บาดแผลของพ่อได้รับการเยียวยารักษาแล้ว  อาตมาก็ได้รับเกียรติได้พวงมาลัยมาคล้องคอ  และก็ยังได้รับทองคำมาเป็นรางวัลอีกด้วย  ทั่วทั้งเมืองมีการจัดงานมหกรรมเฉลิมฉลองอย่างเอิกเกริก  ทั่วทุกสารทิศต่างกล่าวขานถึงชัยชนะของพ่อที่สามารถเอาชนะเสือตัวโตที่สุดและดุร้ายที่สุดในโลกได้  &lt;br /&gt;“เขายกเจ้าเสือราชเบคุมให้พ่อเป็นรางวัล แต่อาตมาไม่รับเพราะไม่เห็นประโยชน์อะไรที่จะรับมันมา  เพราะความเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณได้เข้าสู่จิตใจของพ่อเสียแล้ว&lt;br /&gt;“มันเหมือนกับว่า เมื่อตอนที่อาตมาเดินออกมาจากกรงเสือครั้งสุดท้ายนั้น อาตมาได้ปิดประตูสำหรับความทะเยอทะยานในทางโลกไว้เบื้องหลังเสียแล้ว&lt;br /&gt;“ช่วงต่อมาก็คือช่วงที่พ่อมาพักรักษาตัวจากการบาดเจ็บ  พ่อนอนป่วยอาการปางตายจากโลหิตเป็นพิษอยู่นานถึง 6 เดือน ทันทีที่เรี่ยวแรงกลับคืนมาพ่อก็ได้ออกเดินทางจากเมืองกุชเบหารกลับบ้านเกิดของพ่อทันที  &lt;br /&gt;“พอถึงตอนนี้พ่อก็ได้รู้ว่าท่านคุรุของพ่อเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ สามารถให้คำทำนายทายทักเป็นการเตือนแก่พ่ออย่างถูกต้อง พ่อจึงไปสารภาพบาปกับคุณพ่อ&lt;br /&gt;”พ่อครับผมอยากไปพบกับพระรูปนั้นจัง” และแล้วความปรารถนาของพ่อก็กลายเป็นจริงขึ้นมา  เมื่ออยู่มาวันหนึ่งท่านได้เดินทางกลับมาที่บ้านของพ่อ&lt;br /&gt;“เธอเลิกปราบเสือได้แล้ว” ท่านกล่าวกับพ่อ” จงตามเรามาเถิด  เราจะสอนให้เธอได้รู้วิธีปราบสัตว์ร้ายคืออวิชชาที่เพ่นพ่านอยู่ในป่าคือจิตของมนุษย์  เธอเคยชินอยู่กับผู้ชมที่เป็นมนุษย์  แต่ต่อไปนี้เธอจะได้ไปอยู่ในท่ามกลางทวยเทพ  ซึ่งจะพากันมาห้อมล้อมเธอที่เชี่ยวชาญทางด้านโยคะแทน”&lt;br /&gt;“พ่อถูกชักนำเข้าสู่วิถีทางแห่งจิตวิญญาณโดยท่านคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์ของพ่อ  ท่านได้ปิดประตูจิตวิญญาณของพ่อหลังจากที่มันถูกปิดไว้จนสนิมจับเขรอะเพราะไม่มีการใช้อยู่นาน  ต่อมาท่านคุรุก็ได้พาพ่อไปฝึกฝนอบรมอยู่ที่เทือกเขาหิมาลัย”&lt;br /&gt;อาตมากับจันทีก้มตัวลงกราบที่เท้าของท่านสวามีปราบเสือ  เป็นการแสดงความขอบคุณที่ท่านได้กรุณานำเรื่องประวัติชีวิตส่วนตัวของท่านมาเล่าให้พวกเราฟัง  อาตมากับจันทีรู้สึกคุ้มค่าที่ได้มาพบกับท่านสวามีปราบเสือ  แม้ว่ากว่าจะได้พบเราจะต้องเสียเวลารอคอยอยู่นอกอาศรมนานด้วยความหนาวเหน็บก็ตาม.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-4695120226844947557?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/4695120226844947557/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=4695120226844947557' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/4695120226844947557'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/4695120226844947557'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/6.html' title='บทที่ 6 ท่านสวามีปราบเสือ,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-4702858498321479041</id><published>2007-09-16T17:42:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:44:42.487-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 7 โยคีเหาะได้,</title><content type='html'>บทที่ 7&lt;br /&gt;โยคีเหาะได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ฉันไปพบโยคีองค์หนึ่งสามารถเหาะอยู่บนอากาศสูงจากพื้นดินหลายฟุตเมื่อคืนนี้ที่งานชุมนุมศิษย์”&lt;br /&gt;อุเปนทระ โมฮัน เชาธุรี บอกอาตมาด้วยน้ำเสียงแสดงความประทับใจ&lt;br /&gt;อาตมายิ้มแสดงความขอบคุณที่เขานำข่าวมาบอก&lt;br /&gt;“ลองให้ฉันเดาดูนะ  จะใช่ท่านภาทุรี มหาสัย แห่งอัปเปอร์ เซอร์คิวลาร์ โรด ใช่หรือเปล่า”&lt;br /&gt;อุเปนทระพยักหน้าแต่ก็มีสีหน้าผิดหวังไปบ้างที่ข่าวนี้ไม่ใหม่สดสำหรับอาตมาไปเสียแล้ว  ความอยากจะไปพบพวกโยคีฤาษีชีไพรของอาตมาเป็นที่รู้ๆกันในหมู่เพื่อนฝูง พวกเขาจึงคอยเป็นหูเป็นตาบอกอาตมาเมื่อได้พบเบาะแสอะไรใหม่ๆมา&lt;br /&gt;“ท่านโยคีพำนักอยู่ใกล้ๆบ้านฉัน  ฉันเคยไปหาท่านอยู่บ่อยๆ” เมื่อได้ยินเช่นนี้อุเปนทระแสดงความสนใจออกมาทางใบหน้า  อาตมาจึงคุยต่อ&lt;br /&gt;“ฉันไปเห็นท่านมีอิทธิฤทธิ์มากจริงๆ  ท่านมีความเชี่ยวชาญในทางปราณยมะ(วิธีควบคุมพลังลมปราณโดยทางลมหายใจ)ตามที่มีการกล่าวถึงในโยคะแปดประการของท่านปตัญชลี  &lt;br /&gt;“มีอยู่คราวหนึ่งท่านภาทุรี ได้แสดง “ภัสตริกะ ปราณยมะ” ต่อหน้าฉัน  เกิดเป็นพลังมหาศาลราวกับว่ามีพายุพัดอื้ออึงอยู่ในห้อง จากนั้นท่านก็หยุดหายใจที่มีความรุนแรงปานพายุนั้นเสีย  แล้วนั่งนิ่งอยู่ในภวังค์สมาธิ  บรรยากาศแห่งความสงบศานติหลังพายุก็ได้บังเกิดขึ้น มันเป็นเรื่องยากที่จะลืมเลือนได้”&lt;br /&gt;“ฉันได้ยินมาว่าท่านภาทุรี ไม่เคยออกจากอาศรมไปไหนเลย”อุเปนทระพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความชื่นชมในความมหัศจรรย์&lt;br /&gt;“ก็ใช่นะสิ ท่านอยู่แต่ในอาศรมมาเป็นเวลา 20 ปีมาแล้ว จะผ่อนปรนกฎเหล็กที่ท่านตั้งขึ้นมาเองนี้บ้างก็ในช่วงวันประเพณีศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาฮินดู ซึ่งท่านก็จะเดินทางไปร่วม   ซึ่งพวกขอทานก็จะมาชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้นเพื่อรับทาน  เพราะท่านโยคีภาทุรีนี้ได้ชื่อว่ามีจิตเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างมาก”&lt;br /&gt;“ที่ท่านลอยอยู่บนอากาศได้นี้ เป็นการขัดกับกฎความโน้มถ่วงของโลกได้อย่างไรล่ะ”&lt;br /&gt;“ร่างกายของพวกโยคีจะสิ้นสภาวะเป็นมวลสารหลังจากที่ใช้ปราณยมะอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อร่างกายหมดสภาวะเป็นมวลสารเสียแล้วก็จะสามารถลอยตัวหรือกระโดดได้เหมือนกับกบ  แม้แต่พวกโยคีที่ไม่ได้ฝึกโยคะตามแบบแผนปกตินี้ ก็จะสามารถลอยตัวได้ในระหว่างที่สภาวะจิตดื่มด่ำอยู่กับพระเป็นเจ้า”&lt;br /&gt;“ฉันอยากรู้เรื่องของโยคีท่านนี้มากไปกว่านี้จัง  เธอไปงานชุมนุมศิษย์เย็นนี้กับฉันไหม” อุเปนทระพูดด้วยแววตาแวววาวด้วยความอยากรู้อยากเห็น&lt;br /&gt;“ไปก็ไปสิ เพราะฉันเคยไปมาบ่อยๆ  เห็นท่านแล้วรู้สึกสนุกดีจะตาย  แต่บางครั้งก็ขำหัวเราะนานไปหน่อยเป็นการรบกวนสมาธิของพวกสานุศิษย์ที่ไปชุมนุมกันอยู่นั้น  ท่านโยคีไม่ได้แสดงความไม่พอใจอะไรออกมาหรอก แต่ว่าพวกลูกศิษย์สิแสดงสีหน้าโกรธ”&lt;br /&gt;เย็นวันนั้นระหว่างเดินทางออกจากโรงเรียนจะกลับบ้านนั้น  อาตมาเดินผ่านอาศรมของท่านภาทุรีก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปพบท่าน  ท่านโยคีเข้าหาได้ยากหน่อยเพราะมีศิษย์มาชุมนุมกันอยู่มาก  ที่ชั้นล่างของอาศรมมีศิษย์ผู้หนึ่งมาคอยดูแลไม่ให้ใครเข้าไปรบกวนคุรุของเขา  เขาเป็นคนที่ออกจะเจ้าระเบียบไปสักหน่อย  พอเห็นอาตมาเดินเข้าไปเขาก็สอบถามว่ามีนัดหมายกับท่านคุรุไว้หรือไม่   แต่ก่อนที่เขาปฏิเสธที่จะให้อาตมาเข้าพบเพราะว่าไม่ได้นัดหมายกันไว้ก่อนนั้น ท่านภาทีรี ก็ปรากฏกายมาขัดจังหวะไว้พอดี&lt;br /&gt;“ให้มุกุนด์เข้ามาเถิด ”ท่านโยคีมองมาทางอาตมาด้วยดวงตาเป็นประกาย&lt;br /&gt;“เราตั้งกฎปลีกวิเวกไว้นี้ไม่ใช่เพื่อความสะดวกสบายของตัวเองดอก  แต่เพื่อความสะดวกสบายของผู้อื่น  พวกปุถุชนชาวโลกไม่ชอบอะไรที่เป็นพิธีรีตองมากนัก  พวกโยคีที่ไม่มีพิธีรีตองหาได้ยาก  แม้แต่ในพระคัมภีร์พระเวทก็กล่าวถึงพวกโยคีที่เข้าหายากเหล่านี้เสมอ”&lt;br /&gt;อาตมาเดินตามท่านภาทุรี ไปที่ห้องปฏิบัติธรรมของท่านที่อยู่ชั้นบนสุดซึ่งท่านชอบมานั่งอยู่ที่นี่แทบจะไม่ออกไปไหน  พวกคุรุในอดีตมักจะปิดหูปิดตาของตนไม่ยอมเปิดตากว้างออกมามองดูโลก  แต่คุรุยุคใหม่จะไม่มีทัศนคติที่คับแคบเช่นนี้อีกแล้ว&lt;br /&gt;“ท่านมหาฤษีครับ  ท่านเป็นโยคีองค์แรกที่ผมทราบมาว่าจะอยู่ในอาศรมนี้เท่านั้นจะไม่ออกไปไหนเลย” อาตมากล่าวตั้งข้อสังเกต&lt;br /&gt;ท่านโยคีนั่งขัดสมาธิตัวตั้งตรงแม้ว่าจะมีวัย 70 ปีแล้วแต่ก็ดูหนุ่มแน่นสังขารไม่ร่วงโรยไปตามวัย  ร่างกายยังแข็งแรงตัวตั้งตรงดูดีไปเสียทุกอย่าง  ใบหน้าของท่านก็เป็นใบหน้าแบบฤษีตามแบบฉบับที่กล่าวถึงในพระคัมภร์พระเวทโบราณ  ศีรษะของท่านกลมกลึงมีหนวดเครารกรุงรังที่ใบหน้า  ท่านชอบนั่งตัวตรงเป็นสง่า มีดวงตาเพ่งไปที่พระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;ท่านโยคีกับอาตมานั่งสมาธิอยู่ด้วยกัน หลังจากนั่งอยู่นาน 1 ชั่วโมงท่านก็พูดออกมาค่อยๆ&lt;br /&gt;“เธอเข้าสมาธิอยู่บ่อยๆ  เธอเคยได้”อานุภาวะ” บ้างไหม”  แล้วท่านก็เตือนสติให้อาตมารักพระเป็นเจ้ายิ่งกว่ารักสมาธิ  “เธออย่าได้สับสนในเรื่องเทคนิควิธีการเข้าถึงพระเป็นเจ้าก็แล้วกัน”&lt;br /&gt;ท่านโยคียื่นมะม่วงมาให้อาตมา แล้วก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันที่อาตมาฟังแล้วชอบมาก&lt;br /&gt;“คนทั่วไปชอบชลโยคะ(การเชื่อมโยงกับอาหาร) ยิ่งกว่าที่จะชอบ ธยานโยคะ(เชื่อมโยงกับพระเป็นเจ้า)”&lt;br /&gt;คำพูดของท่านโยคีชวนให้อาตมาขำจนต้องหัวเราะออกมา&lt;br /&gt;“เธอขำอะไรรึ “ ท่านโยคีถาม พร้อมกับมองมาด้วยสายตาที่ฉายแววแห่งความเมตตา  แม้ว่าดวงหน้าของท่านจะดูขรึมแต่ก็ฉาบไว้ด้วยรอยยิ้มแห่งความเมตตากรุณาอยู่เสมอ  ดวงตาที่กลมโตเหมือนดอกบัวของท่านแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มซ่อนอยู่ภายใน&lt;br /&gt;“จดหมายเหล่านั้นส่งมาจากอเมริกาแดนไกล” ท่านโยคีชี้มือไปที่ซองจดหมายที่มัดไว้เป็นกองวางอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง&lt;br /&gt;“ฉันส่งจดหมายติดต่อกับสมาคมสองสามแห่งที่พวกสมาชิกให้ความสนใจเรื่องโยคะ  พวกเขากำลังจะมาค้นหาอินเดียกันใหม่   ซึ่งเป็นการค้นหาในทิศทางที่ดีกว่าสมัยโคลัมบัส  ฉันดีใจที่จะได้ช่วยพวกเขา  ความรู้ในเรื่องโยคะนี้ก็ไม่ผิดอะไรกับความรู้เรื่องแสงอาทิตย์มากนักดอก  คือเป็นเรื่องของให้ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย คนผู้รับไม่ต้องเสียราคาค่างวดแต่อย่างใด&lt;br /&gt;“สิ่งที่พระฤษีทั้งหลายค้นพบว่าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความหลุดพ้นของมนุษย์นั้น  ก็ไม่ควรจะปิดบังอำพรางไว้ไม่ให้ชาวตะวันตกได้รู้  จิตวิญญาณของมนุษย์แม้ว่าจะมีประสบการณ์ภายนอกต่างกัน  ไม่ว่าจะเป็นชาวตะวันตกหรือชาวตะวันออกอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร  พวกเขาย่อมจะสามารถพัฒนาการสู่ความก้าวหน้าได้โดยมาปฏิบัติตามรูปแบบของโยคะอย่างใดอย่างหนึ่ง”&lt;br /&gt;ท่านโยคีจ้องมองมาที่อาตมาด้วยดวงตาสงบเยือกเย็น  อาตมาตอนนั้นก็ไม่ได้นึกเลยว่าคำพูดของท่านจะเป็นคำพยากรณ์ที่มีความหมายซ่อนเร้นเอาไว้  แต่เมื่อมาถึงตอนนี้คือตอนที่อาตมากำลังเขียนบันทึกอยู่นี้ อาตมาก็ถึงได้เข้าใจความหมายที่แท้จริงในคำพูดที่ท่านพูดกับอาตมาอยู่บ่อยๆว่า  สักวันหนึ่งอาตมาจะนำคำสอนของอินเดียไปเผยแพร่ในอเมริกา&lt;br /&gt;“ท่านมหาฤษีครับ  ผมอยากให้ท่านเขียนหนังสือโยคะขึ้นสักเล่มหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกได้อ่านกัน”&lt;br /&gt;“ฉันก็กำลังฝึกอบรมสานุศิษย์อยู่เหมือนกัน  พวกเขารุ่นนี้และรุ่นต่อๆไปก็จะทำหน้าที่เหมือนเป็นหนังสือที่มีชีวิตช่วยรักษาคำสอนของฉันเอาไว้ให้คงอยู่ต่อไป  ไม่ให้เสื่อมสูญไปตามกาลเวลา  และไม่ให้พวกนักวิพากษ์วิจารณ์มาตีความให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้”&lt;br /&gt;อาตมานั่งอยู่กับท่านโยคีตามลำพังจวบจนกระทั่งพวกศิษย์ของท่านเดินทางกันมาในตอนเย็นๆ  จากนั้นท่านก็ได้แสดงธรรมกถากัณฑ์หนึ่ง  ธรรมของท่านเสมือนหนึ่งน้ำอมฤตที่ช่วยชำระมลทินสนิมใจของผู้ฟังให้หมดจดและยกจิตของผู้ฟังให้มุ่งสู่พระเป็นเจ้า  ธรรมกถาของท่านแสดงด้วยภาษาเบงกาลีที่มีความความงามทั้งเบื้องต้น  ท่ามกลางและที่สุด&lt;br /&gt;ธรรมกถาที่ท่านภาทุรีแสดงในวันนี้มีประเด็นทางปรัชญาหลากหลาย  ได้กล่าวถึงชีวิตของพระนางมิราไบ  เจ้าหญิงในราชวงศ์ราชบุตรที่ยอมสละชีวิตในรั้วในวังออกมาบวชเป็นโยคินี(โยคีหญิง)  ท่านมหาสันยาสีองค์หนึ่งชื่อสนาตนะ โคสวามี ปฏิเสธที่จะรับพระนางมาเป็นศิษย์ เพราะว่าพระนางเป็นสตรีเพศ  แต่คำพูดของพระนางทำให้ท่านสนาตนะ โคสวามี ต้องยอมจำนน&lt;br /&gt;“ดิฉันใคร่ขอกราบเรียนท่านคุรุ”  พระนางกล่าว “ว่าดิฉันไม่เคยได้ทราบมาก่อนเลยว่ามีบุคคลเพศชายอื่นใดในจักรวาลนี้นอกเสียจากพระเป็นเจ้า  พวกเราทุกคนไม่ใช่เป็นเพศหญิงในสายตาของพระองค์ดอกหรือ”(ตามพระคัมภีร์บอกว่าพระเป็นเจ้าเป็นพลังบวกเพียงหนึ่งเดียว  ส่วนสิ่งที่พระองค์รังสรรค์ขึ้นมาคือมายาที่เป็นพลังลบ)&lt;br /&gt;เจ้าหญิงมิราไบได้ประพันธ์ธรรมคีตา(เพลงขับร้องประกอบด้วยธรรม) ที่ยังคงถือว่าเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่าของอินเดียไว้หลายเพลง  มีเพลงหนึ่งที่อาตมาขอแปลนำมาลงไว้ ณ ที่นี้ ดังนี้:&lt;br /&gt;“หากการอาบน้ำในแม่น้ำคงคาทุกวันจะทำให้บุคคลเข้าถึงพระเป็นเจ้าได้  ในไม่ช้านี้ดิฉันจะไปเป็นปลาวาลอยู่ในท้องทะเลลึก  หากการกินเผือกมันและผลไม้จะทำให้บุคคลได้รู้จักกับพระเป็นเจ้า  ดิฉันก็ยินดีที่จะเลือกไปเกิดเป็นแพะ  หากการนับลูกประคำจะทำให้บุคคลสามารถค้นพบพระเป็นเจ้าได้ ดิฉันจะสวดมนต์อ้อนวอนโดยการนับลูกประคำที่ทำด้วยกระดูกช้างโบราณ  หากการกราบไหว้ประติมากรรมที่ทำด้วยหินศิลาจะทำให้บุคคลค้นพบพระเป็นเจ้าได้  ดิฉันก็จะไปสักการะบูชาภูเขาหินไฟ  หากการดื่มน้ำนมจะทำให้บุคคลได้พบกับพระเป็นเจ้า  พวกลูกสัตว์และทารกมนุษย์ทั้งหลายก็จะได้พบกับพระเป็นเจ้าไปแล้ว  หากผู้ชายสละภรรยาจะทำให้ได้พบกับพระเป็นเจ้า  ทำไมล่ะพวกกะเทยจึงจะไม่ได้พบพระเป็นเจ้า  เรามิราไบทราบว่า  การที่จักได้พบพระเป็นเจ้าได้นั้น  ต้องมีเมตตาธรรมเท่านั้น”&lt;br /&gt;พวกศิษยานุศิษย์จะเอาเงินรูปีใส่ลงไปในรองเท้าของท่านโยคีภาทุรีที่วางอยู่ข้างๆตัวขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่นั้น  การกระทำเช่นนี้เป็นการให้ด้วยความเคารพตามประเพณีในอินเดีย  ที่บ่งชี้ว่าศิษย์วางทรัพย์ศฤงคารของตนลงที่เท้าของคุรุ คนที่เข้าถึงพระเป็นเจ้าแล้วนั้นความจริงก็คือพระเป็นเจ้าที่อวตารลงมานั่นเอง  การให้ทานแก่คนที่เข้าถึงพระเป็นเจ้าแล้วนั้นก็จึงเหมือนให้ทานแก่พระเป็นเจ้านั่นแหละ&lt;br /&gt;“ท่านคุรุครับ  ท่านเป็นผู้ประเสริฐล้ำเลิศยิ่ง”  ศิษย์ผู้หนึ่งก่อนจะลากลับได้เพ่งสายตามองไปที่ท่านภาทุรีแล้วกล่าวขึ้น&lt;br /&gt;“ท่านได้สละทรัพย์สินและความสะดวกสบายออกมาแสวงหาพระเป็นเจ้า แล้วสั่งสอนธรรมให้แก่พวกเรา”&lt;br /&gt;คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงทั้งนี้ก็เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ท่านภาทุรีได้สละทรัพย์สมบัติของวงศ์ตระกูลที่มีอยู่จำนวนมหาศาลตั้งแต่ยังเด็กออกมาดำเนินชีวิตแบบโยคีด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นแน่วแน่&lt;br /&gt;“เจ้าพูดไม่ตรงกับความจริง”  ท่านภาทุรีกล่าวด้วยสีหน้าวางเฉย&lt;br /&gt;“ความจริงแล้วเราสละเงินรูปีที่มีค่าน้อย  สละความสุขที่มีค่าน้อย  เพื่อแสวงหาอาณาจักรแห่งพระเป็นเจ้า  ที่มีความสุขหาที่สุดมิได้ต่างหาก  ทำไมเราถึงมามีชีวิตอย่างสมถะอยู่อย่างนี้นะรึ  ก็เพราะว่าเรามามีความสุขอยู่กับการแบ่งปันทรัพย์สมบัติแก่ผู้อื่น  อย่างนี้จะได้ชื่อว่าเสียสละหรือไม่  ผู้ครองเรือนที่มีสายตาสั้นจะยังไม่ชื่อว่าเป็นผู้สละโลก  เพราะเขายังเห็นแก่ความสุขเล็กๆน้อยๆของทางโลก  แทนที่จะเห็นแก่ความสุขอันเป็นทิพย์ที่ยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้”&lt;br /&gt;อาตมามีความสงสัยเกี่ยวกับทัศนะการสละโลกของท่านภาทุรีนี้เหมือนกัน  คือที่ท่านหมายถึงคนที่ให้ทานแก่ขอทานในร่างของโยคี  แต่ในขณะเดียวกันก็ทำการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สมบัติทางโลกนั้นให้เป็นอริยทรัพย์&lt;br /&gt;“พระเป็นเจ้าจัดแจงอนาคตของเราได้อย่างชาญฉลาดกว่าบริษัทประกันภัยจัดการให้เราเสียอีก” คำพูดของท่านโยคีเป็นบทสรุปที่ส่อแสดงถึงความเชื่อและศรัทธาของท่าน &lt;br /&gt;“โลกเต็มไปด้วยผู้ศรัทธาที่มักง่ายที่อยากจะได้ความมั่นคงภายนอก  คนพวกนี้จะรู้สึกขื่นขมเมื่อไม่ประสบกับสิ่งที่พวกเขาปรารถนานั้น   ส่วนพระเป็นเจ้าผู้ที่ประทานลมหายใจครั้งแรกแก่เรานั้นทรงรู้ว่าควรจะให้อะไรแก้ผู้ภักดีต่อพระองค์ในแต่ละวันอย่างไรบ้าง”&lt;br /&gt;อาตมาไปแสวงบุญหลังเลิกเรียนอยู่ที่อาศรมของท่านโยคีภาทุรีอย่างต่อเนื่อง  ท่านได้ใช้พลังช่วยเหลือให้อาตมาได้ “อานุภาพ”(การให้ได้สัมผัสกับพระเป็นเจ้า) อยู่มาวันหนึ่งท่านได้ย้ายออกมาจากย่านรามโมฮันรอยโรดที่อยู่ไม่ไกลจากกย่านคุรปาร์โรดที่บ้านของอาตมาตั้งอยู่มากนัก อาศรมแห่งใหม่ที่ท่านไปอยู่นี้ศิษย์รักของท่านเป็นผู้ออกทรัพย์สร้างถวายชื่อว่า “นาเคนทระ มัถ”&lt;br /&gt;แม้ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยมาแล้วหลายปี  แต่อาตมาก็ยังจดจำโอวาทครั้งสุดท้ายที่ท่านภาทุรีได้ให้ไว้แก่อาตมาได้  คือในช่วงที่อาตมาจะเดินทางไปประเทศตะวันตกได้ไม่นาน  อาตมาไปพบท่านแล้วได้คุกเข่าลงขอคำอำนวยอวยพรจากท่าน ท่านกล่าวว่า&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  จงไปอเมริกาเถิด  เธอจงนำเกียรติภูมิของอินเดียไปเป็นเกราะปกป้องคุ้มครองเธอ  ความสวัสดีมีชัยได้ถูกจารึกไว้ที่หัวคิ้วของเจ้าแล้ว  เหล่าท่านผู้ประเสริฐในแดนไกลจะให้การต้อนรับเธอเป็นอย่างดี.”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-4702858498321479041?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/4702858498321479041/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=4702858498321479041' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/4702858498321479041'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/4702858498321479041'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/7.html' title='บทที่ 7 โยคีเหาะได้,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-8589642148237809762</id><published>2007-09-16T17:41:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:45:20.306-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 8 เซอร์ ชคทิส จันทระ โพส—นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย,</title><content type='html'>บทที่ 8&lt;br /&gt;เซอร์ ชคทิส จันทระ โพส&lt;br /&gt;นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ประดิษฐกรรมวิทยุของท่าน ชคทิส จันทระ โพส  มีมาก่อนประดิษฐกรรมของท่านมาร์โคนีเสียอีก”&lt;br /&gt;เมื่ออาตมาได้ยินคำตั้งข้อสังเกตที่ยั่วยุใจข้างต้นก็ได้เดินเข้าไปหาอาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินคุยเรื่องนี้กันบนทางเท้าเกี่ยวกับเรื่องทางวิทยาศาสตร์&lt;br /&gt;การที่อาตมาเดินไปสมทบกับอาจารย์มหาวิทยาลับเหล่านี้อาจเห็นไปว่ามีความรู้สึกทางชาตินิยมเห่อคนอินเดียด้วยกัน  อาตมาก็เห็นจะต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย &lt;br /&gt;อาตมาเองไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีความสนใจอย่างมากที่อยากให้อินเดียสามารถมีบทบาทเป็นผู้นำด้านฟิสิกส์  ไม่ใช่แต่เฉพาะด้านอภิปรัชญาแต่อย่างเดียว&lt;br /&gt;“หมายความว่าอย่างไรครับท่านอาจารย์”อาตมาซักถาม&lt;br /&gt;ท่านอาจารย์ผู้นั้นให้อรรถาธิบายว่า”ท่านชคทิส จันทระ โพส เป็นบุคคลแรกที่ได้ประดิษฐ์เครื่องรับวิทยุและเครื่องมือวัดการหักเหของคลื่นไฟฟ้า  แต่ว่านักวิทยาศาสตร์อินเดียผู้นี้มิได้นำประดิษฐกรรมของตนมาทำประโยชน์ทางการค้า  ต่อมาไม่นานท่านก็ได้หันเหความสนใจศึกษาจากเรื่องเกี่ยวกับสิ่งไม่มีชีวิตไปสู่โลกของสิ่งที่มีชีวิต  สิ่งต่างๆที่ท่านค้นพบในฐานะเป็นนักชีววิทยาพืชนี้ก้าวไกลกว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในฐานะที่เป็นนักฟิสิกส์เสียอีก”&lt;br /&gt;อาตมากล่าวขอบคุณท่านอาจารย์ที่กรุณาให้ความกระจ่างในเรื่องนี้แก่อาตมา  ท่านอาจารย์ท่านเดียวกันได้กล่าวอีกว่า “นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้เป็นเพื่อนของฉันเองอยู่ที่เพรสิเด็นซีคอลเลจ”&lt;br /&gt;ในวันรุ่งขึ้นอาตมาก็จึงได้ไปพบท่านชคทิส จันทระ  โพส ที่บ้านของท่านซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของอาตมาที่ย่านคุรปาร์โรด  ความจริงแล้วอาตมามีความชื่นชมท่านแบบห่างๆมานานแล้ว  แต่คราวนี้ได้ไปใกล้ชิดกับท่านซึ่งตอนที่อาตมาไปพบท่านได้เกษียณก่อนครบอายุราชการไปแล้ว  ท่านได้ต้อนรับขับสู้อาตมาเป็นอย่างดี  ท่านเป็นคนรูปหล่อ ท่าทางบึกบึน อายุของท่านตอนนั้นราว 50 ปี ผมที่ศีรษะดก มีหน้าผากกว้าง  และมีดวงตาของคนช่างฝัน  ความเฉียบคมในน้ำเสียงของท่านส่อแสดงว่าท่านมีอุปนิสัยชอบทางด้านวิทยาศาสตร์มานาน&lt;br /&gt;“ฉันเพิ่งกลับจากเดินทางไปประชุมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ต่างๆของประเทศตะวันตกเมื่อไม่นานมานี้เอง  บรรดาสมาชิกของสมาคมเหล่านี้ต่างก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมากในเครื่องมือต่างๆที่ฉันประดิษฐ์ขึ้นมา  ซึ่งจากเครื่องไม้เครื่องมือนี้ชี้ให้เห็นถึงความมีเอกภาพที่ไม่สามารถแยกออกจากกันของเหล่าสรรพชีวิต  &lt;br /&gt;“เครื่องเครสโกกราฟ”ของโพสนี้มีกำลังขยายอย่างมหาศาลถึง 10 ล้านเท่า  ขณะที่เครื่องไมโครสโคปที่ผลิตได้ก่อนหน้านี้มีกำลังขยายแค่ไม่กี่พันเท่าเท่านั้นเอง  แต่ก็มีคุณูปการสำคัญต่อศาสตร์ทางชีววิทยา  เครื่องเครสโกกราฟจึงมีคุณูปการต่อศาสตร์แขนงนี้อย่างยิ่งใหญ่มหาศาลเกินที่จะพรรณนา”&lt;br /&gt;“ท่านอาจารย์ครับ ท่านมีบทบาทสำคัญยิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ตะวันออกและตะวันตกได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกันในทางวิทยาศาสตร์”&lt;br /&gt;“ฉันได้ไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษมา  ก็ได้ไปพบสิ่งที่น่าชื่นชมยินดีที่นั่น  คือประเทศตะวันตกเมื่อเขาค้นพบทฤษฎีอะไรแล้วเขาก็จะนำทฤษฎีนั้นมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงโดยการทำการทดลอง  กระบวนการเชิงประจักษ์นิยมนี้ฉันได้นำมาใช้ควบคู่ไปกับแนวคิดของทางตะวันออกที่ฉันได้รับมรดกตกทอดมา  เมื่อใช้เอาอย่างนี้มาใช้ร่วมกันก็ทำให้ฉันสามารถค้นพบสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติที่ถูกปกปิดมานาน  จากเครื่องเครสโกกราฟที่ฉันผลิตขึ้นมาใช้นี้  เป็นเครื่องแสดงให้เราเห็นว่า  พืชทั้งหลายมีระบบประสาทรับรู้ความรู้สึกและมีชีวิตสามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆได้ด้วย  กล่าวคือ  อารมณ์ความรัก ความโกรธ ความสนุกสนาน  ความกลัว  ความสุข  ความเจ็บปวด  ความตื่นเต้น  ความสิ้นสติ  และการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอื่นๆ  เป็นสิ่งสากลในหมู่พืชเช่นเดียวกับหมู่สัตว์”&lt;br /&gt;“ท่านอาจารย์ครับ  นี่แสดงว่าสิ่งที่พระเป็นเจ้ารังสรรค์มาทั้งหมดเมื่อนำมาทดลองกับเครื่องมือประดิษฐ์ของท่านอาจารย์แล้วก็มีชีวิตเหมือนกันหมด  อย่างนี้นี่เล่าโยคีองค์หนึ่งที่ผมรู้จักท่านไม่เคยเด็ดดอกไม้เลย  ท่านบอกว่าท่านไม่เด็ดดอกกุหลาบเพราะเป็นการไปทำลายความภาคภูมิใจไปจากต้นกุหลาบ  และเป็นการใช้ความรุนแรงความป่าเถื่อนไปทำลายเกียรติภูมิของต้นกุหลาบนั้นด้วย  ข้อนี้แสดงว่าคำพูดของโยคีองค์นี้สมด้วยเหตุและผล  หากพิสูจน์โดยอาศัยเครื่องมือที่ท่านอาจารย์ค้นพบนี้”&lt;br /&gt;“แสดงว่าโยคีผู้พูดเข้าใกล้สัจธรรมเข้าไปแล้ว  แต่ว่าพวกนักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ห่างไกลมาก วันหลังเธอมาที่ห้องทดลองของฉันสิ  จะได้เห็นหลักฐานจากเครื่องเครสโกกราฟ  จะได้หมดความสงสัยเสียที”&lt;br /&gt;อาตมารับคำเชิญด้วยความยินดีและได้กล่าวคำอำลาท่านออกมา  ต่อมาในภายหลังก็ได้ทราบว่าท่านได้ลาออกจากเพรสิเด็นซีคอลเลจไปตั้งศูนย์วิจัยอยู่ที่กัลกัตตา&lt;br /&gt;เมื่อสถาบันของท่านโพสทำพิธีเปิดนั้น อาตมาก็ได้ไปร่วมงานกับเขาด้วย  มีคนหลายร้อยคนไปไปร่วมในพิธี  อาตมามีความประทับใจที่ได้เห็นสัญลักษณ์ทั้งทางด้านศิลปะและทางด้านจิตวิญญาณปรากฏอยู่ที่ศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เปิดใหม่นี้&lt;br /&gt;ที่ประตูหน้าของศูนย์ฯประดับด้วยซากโบราณวัตถุจากศาสนสถานแห่งหนึ่ง  ที่ด้านหลังสระบัวมีรูปปั้นผู้หญิงถือคบเพลิงเป็นสัญลักษณ์สื่อความหมายว่าคนอินเดียให้ความเคารพผู้หญิงว่าเป็นผู้ถือประทีปอมตะ  และก็มีวัดเล็กๆอยู่ในสวนเป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณ  แต่ไม่มีรูปเคารพใดๆเพราะว่าพระเป็นเจ้าเป็นนามธรรม&lt;br /&gt;คำปราศรัยของท่านชคทิส จันทระ โพส ในวันเปิดศูนย์วิจัยอาจกล่าวได้ว่าเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของพระฤษีโบราณที่รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมผู้หนึ่งดังนี้&lt;br /&gt;“วันนี้ข้าพเจ้าของอุทิศสถาบันแห่งนี้ให้เป็นทั้งสถานที่วิจัยและเป็นวัด” คำพูดของท่านสะกดผู้ฟังที่มาร่วมงานให้ตกตะลึง &lt;br /&gt;“ในการดำเนินการค้นคว้าวิจัยของข้าพเจ้านั้น  ข้าพเจ้าถูกชักนำให้เข้าไปสู่พรมแดนของฟิสิกส์และสรีรศาสตร์ ข้าพเจ้าได้พบกับความประหลาดใจว่าเส้นพรมแดนของทั้งสองศาสตร์นี้หายไปและมีจุดสัมผัสร่วมเข้ามาอยู่แทน  ระหว่างอาณาจักรของสิ่งมีชีวิตกับอาณาจักรของสิ่งที่ไม่มีชีวิต&lt;br /&gt;“สิ่งที่ไม่มีชีวิตที่ถือว่าเป็นสิ่งที่อยู่นิ่งเฉยนั้นที่แท้แล้วเป็นสิ่งที่มีชีวิตอยู่ภายใต้การบงการของพลังอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;“ปฏิกิริยาสากลอย่างหนึ่งเป็นตัวการนำสิ่งที่เป็นสสาร พืช และสัตว์ให้มาอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน  ทั้งสสาร พืช และสัตว์ล้วนแสดงปรากฏการณ์ออกมาเหมือนๆกัน เช่นความเฉื่อยชา ความเก็บกด ความฟื้นคืนสติ &lt;br /&gt;ความดีใจ  ตลอดจนความไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างถาวรคือความตาย  &lt;br /&gt;“จากการที่ได้ค้นพบนี้  ข้าพเจ้ามีความหวังที่ยิ่งใหญ่ ถึงกับว่าไปประกาศต่อราชสมาคมของอังกฤษถึงผลที่ได้จากการค้นคว้านี้  แต่พวกนักสรีรศาสตร์ที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนั้นได้แนะนำข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าควรจะตีกรอบตัวเองให้ทำการค้นคว้าทดลองแต่เฉพาะด้านฟิสิกส์ซึ่งสามารถประกันความสำเร็จได้อย่างแน่นอนแล้ว  ไม่ควรจะกร้ำกรายเข้ามาสู่สาขาวิชาทางสรีรศาสตร์  แต่ข้าพเจ้ายอมเสียมารยาทเตร็จเตร่เข้ามาในดินแดนที่ตัวเองยังไม่เคยคุ้นเคยมาก่อน  คือเข้ามาสู่สาขาสรีรศาสตร์&lt;br /&gt;“ที่นักวิชาการมีความรู้สึกกีดกันเช่นนี้ก็เพราะอวิชชานั่นเอง  โดยที่เขาลืมไปเสียว่าพระเป็นเจ้าที่ทรงทำสิ่งรังสรรค์ให้มาอยู่รอบๆตัวเราได้ทรงปลุกความปรารถนาใคร่ใคร่จะสอบถามและใคร่จะเข้าใจให้กับเราด้วย&lt;br /&gt;“ในท่ามกลางความไม่เข้าใจของผู้อื่นนานหลายปีนี้ ขั้าพเจ้าจึงได้มารู้ว่าชีวิตของผู้ที่มุ่งมั่นทางวิทยาศาสตร์เต็มไปด้วยการต่อสู้ที่ไม่มีวันจบ  เป็นชีวิตที่ต้องอุทิศให้เป็นวิทยาทาน  โดยไม่คำนึงว่าจะทุกข์  สูญเสีย  สำเร็จหรือลมเหลวอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;“วันเวลาผ่านไปสมาคมวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกก็ได้ยอมรับทฤษฎีและผลการทดลองของข้าพเจ้า  และได้ให้การยอมรับความสำเร็จของอินเดียว่ามีคุณูปการต่อวิทยาศาสตร์  แม้ว่าจะถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย  แต่ก็เป็นประโยชน์เป็นหน้าเป็นตาของอินเดียอยู่เหมือนกัน&lt;br /&gt;“อินเดียจะธำรงรักษาไว้ซึ่งของเก่าแต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ยอมรับของใหม่เข้ามาปฏิบัติด้วย  จึงสามารถปรับตัวโดยอาศัยการปฏิรูปต่างๆ  &lt;br /&gt;“คนอินเดียมักเป็นผู้ตื่นตัวอยู่เสมอ  จะยอมทิ้งประโยชน์ส่วนใหญ่ไปเสาะแสวงหาประโยชน์สูงสุดในชีวิต  จะไม่ยอมงอมืองอเท้ารอโชคชะตา  แต่จะดิ้นรนจนกว่าจะได้สิ่งนั้น  คนโง่คือคนที่ปฏิเสธความขัดแย้ง  จึงไม่ได้สิ่งใด และก็ไม่มีสิ่งใดที่จะนำมาเสียสละ&lt;br /&gt;“ผู้ที่มีความบกบั่นจนกว่าจะได้รับผลสำเร็จเท่านั้นจึงจะสามารถนำผลแห่งชัยชนะนั้นมาให้แก้โลกได้&lt;br /&gt;“งานวิจัยที่ได้ดำเนินไปแล้วที่ศูนย์การวิจัยโพสแห่งนี้ เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการตอบสนองของสสารและจากการที่ได้ค้นพบว่าพืชก็มีชีวิตเช่นกันนี้  ก็เป็นการขยายขอบเขตการวิจัยออกไปในด้านฟิสิกส์  สรีรศาสตร์ แพทยศาสตร์  เกษตรศาสตร์  และจิตวิทยา  ปัณหาที่ในอดีตถือว่าเป็นไปไม่ได้นั้นเดี๋ยวนี้ได้ถูกนำมาสู่การสอบสวนโดยอาศัยการค้นคว้าจากห้องทดลองแล้ว&lt;br /&gt;“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะมีขึ้นไม่ได้หากปราศจากเสียซึ่งความบากบั่น  และก็ด้วยความบากบั่นนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าสามารถประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างที่ท่านเห็นอยู่ที่ประตูทางเข้าของสถาบันวิจัยแห่งนี้แล้ว&lt;br /&gt;“สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานบอกให้พวกท่านได้ทราบถึงความเพียรพยายามที่กระทำอย่างต่อเนื่องว่าจะสามารถเข้าถึงสัจธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจนสามารถเอาชนะข้อจำกัดของมนุษย์ได้&lt;br /&gt;“นักวิทยาศาตร์ผู้สร้างสรรค์งานทั้งหลายต่างก็รู้ว่าสถานที่วิจัยนั้นที่แท้แล้วก็คือจิต  ซึ่งอยู่เบื้องหลังมายาที่จะทำให้สามารถค้นพบหลักแห่งสัจธรรมได้&lt;br /&gt;“เรื่องที่นำมาบรรยายให้พวกท่านทั้งหลายฟังอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เพียงนำของเก่ามาเล่าใหม่ให้ประจักษ์เป็นครั้งแรกในห้องต่างๆเหล่านี้  โดยการตีพิมพ์เผยแพร่งานของสถาบันอย่างต่อเนื่องนี้ คุณูปการของอินเดียเหล่านี้ก็จะขจรขจายไปทั่วโลก  &lt;br /&gt;“มันก็จะกลายเป็นสมบัติของสาธารณะ  จะไม่มีการขายสิทธิบัตร  เพราะแก่นแท้ของวัฒนธรรมแห่งชาติอินเดียของเรามีข้อกำหนดไว้ว่าเราจะต้องไม่ใช้ความรู้ของเราเพื่อประโยชน์ส่วนตนแต่เพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;“ข้าพเจ้ามีความหวังต่อไปว่า สิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่ในสถาบันแห่งนี้  หากเป็นไปได้ก็อยากจะให้เป็นประโยชน์แก่ค้นคว้าวิจัยจากทุกประเทศ ซี่งข้อนี้ก็เป็นความพยายามของข้าพเจ้าที่จะปฏิบัติตามประเพณีของประเทศของข้าพเจ้านั่นเอง  คือเมื่อย้อนหลังไปเมื่อกว่า 2500 ปีมาแล้วนั้น  อินเดียมีมหาวิทยาลัยโบราณอยู่ 2  แห่ง คือ มหาวิทยาลัยนาลันทา และมหาวิทยาลัยตักศิลา  เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของบรรดานักปราชญ์ราชบัณฑิตจากทั่วทุกส่วนของโลก&lt;br /&gt;“แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะไม่ใช่ของตะวันตกหรือตะวันออกแต่ว่าเป็นของสากล  กระนั้นก็ดีอินเดียก็เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะสร้างคุณูปการแก่วิทยาศาสตร์  ทั้งนี้เพราะความอยากรู้อยากเห็นของคนอินเดียที่อยากจะค้นคว้าหาความจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาตินั้น  ก็จะมีสมาธิจิตคอยกำกับอยู่เสมอ  ด้วยการมีสมาธิจิตคอยกำกับอยู่เบื้องหลังนี้เอง  ก็จะเป็นการเพิ่มพลังให้จิตวิญญาณสามารถค้นหาสัจธรรมได้สำเร็จด้วยความอดทนอดกลั้นอย่างอย่างยวด”&lt;br /&gt;เมื่ออ่านมาฟังท่านชคทิส จันทระ โพสสรุปลงเช่นนี้แล้ว ก็ถึงกับตื้นตันใจน้ำตาก็พาลไหลออกมา  “ความอดทน”นี้เองที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอินเดียที่มีมานานตั้งแต่ครั้งบรรพกาล&lt;br /&gt;อาตมาได้ไปที่ศูนย์วิจัยของท่านชคทิส จันทระ โพสอีกครั้งหนึ่งหลังจากวันที่ทำพิธีเปิดนั้น  ท่านนักพฤกษศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่จำได้ซึ่งคำมั่นสัญญาที่เคยพูดบอกกับอาตมาไว้ในอดีตและได้พาอาตมาเข้าไปในห้องวิจัย”เดี๋ยวฉันจะเอาเครื่องเครสโกกราฟไปสัมผัสที่ต้นเฟิร์น  เธอก็จะเห็นว่ากำลังขยายของมันมีอย่างมหาศาล  สมมติว่าเราเอาตัวทากมาให้มันขยายในอัตราส่วนเดียวกันนี้ ตัวทากนั้นก็จะปรากฏการเคลื่อนตัวเหมือนกับขบวนรถไฟด่วนไม่มีผิด”&lt;br /&gt;อาตมาเพ่งสายตาไปที่จอภาพที่สะท้อนเงาของเฟิร์นที่ถูกขยายก็สามารถเห็นความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เมื่อใช้สายตามองไปต้นเฟิร์นเจริญเติบโตช้าๆ  ท่านชคทิส โพสได้เอาซี่เหล็กไปสัมผัสที่ยอดของต้นเฟิร์น  ปรากฏว่าต้นเฟิร์นที่กำลังเจริญเติบโตนั้นก็หยุดการเจริญเติบโตทันที  และจะกลับมาเจริญเติบโตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เมื่อดึงเอาซี่เหล็กออกมา&lt;br /&gt;“เธอก็จะเห็นว่า การแทรกแซงจากภายนอกแม้แต่เพียงนิดหน่อยก็จะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อรับรู้ความรู้สึกของต้นไม้ได้”  ท่านชคทิส โพสตั้งข้อสังเกต “ต่อไปเธอดูให้ดีนะ เดี๋ยวฉันจะเอายาสลบทดลองใส่ลงไปก่อน  แล้วต่อไปก็จะเอาแก้สลบใส่ลงไปทีหลัง”&lt;br /&gt;ผลของการใส่ยาสลบลงไป ทำให้เฟิร์นยุติการเจริญเติบโตโดยสิ้นเชิง  และเมื่อนำยาแก้สลบใส่ลงไป  มันก็เริ่มการเจริญเติบโตอีกครั้งหนึ่ง  สัญญาณภาพที่ปรากฏอยู่บนจอภาพนั้นก็เหมือนกับภาพยนตร์ไม่มีผิด  &lt;br /&gt;ต่อมาเมื่อท่านชคทิส โพสใช้เครื่องมือที่มีความคมเฉือนต้นเฟิร์น  ปรากฏว่าสัญญาณบนจอภาพมองเห็นการดิ้นรนเหมือนหนึ่งว่ามันได้รับบาดเจ็บ และเมื่อท่านเอามีดโกนเฉือนตัดต้นเฟิร์น  สัญญาณภาพที่ปรากฏบนจอแสดงให้เห็นว่ามันกำลังดิ้นรนอย่างรุนแรง  แล้วในที่สุดมันก็แน่นิ่งเหมือนกับว่ามันได้ขาดใจตายไปแล้ว&lt;br /&gt;“ตอนที่ฉันเอายาสลบหยดลงไปที่ต้นเฟิร์นนี้  เป็นการย้ายต้นไม้ไปปลูกยังที่แห้งใหม่  ซึ่งตามปกติแล้ววิญญาณของต้นไม้จะตายไปอย่างรวดเร็วหลังจากถูกเคลื่อนย้ายไป” ท่านชคทิส โพสยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อกล่าวถึงกรรมวิธีในการช่วยชีวิตของพืช&lt;br /&gt;“เครื่องเครสโกกราฟของฉันได้พิสูจน์ว่าต้นไม้มีระบบการหายใจ การเคลื่อนไหวของต้นไม้จะสอดประสานไปกับแรงดันของโลหิตในร่างกายของสัตว์  การคลื่อนไหวนี้จะไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาตร์ธรรมดา แต่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือเครสโกกราฟว่าเป็นปรากฏการณ์ของปฏิกริยาของสิ่งมีชีวิต&lt;br /&gt;“คลื่นที่หลั่งออกมาจากท่อกลมๆตามลำต้นของต้นไม้  ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งว่าเป็นหัวใจของมัน  เมื่อพิจารณาให้ดีแล้วก็จะเห็นเป็นประจักษ์ว่า  พระเป็นเจ้าทรงมีแผนเป็นเอกภาพ  ทรงเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติเข้าหากัน”&lt;br /&gt;ท่านชคทิส  จันทระ โพส  ได้ชี้มือไปที่เครื่องมือโพสอีกอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;“ต่อไปฉันจะแสดงให้เธอดูโดยจะทำการทดลองกับดีบุกบ้าง   ซึ่งก็จะเห็นว่าพลังชีวิตในโลหะต่างๆจะสนองตอบทั้งทางลบและทางบวกต่อสิ่งเร้า  จะมีเส้นสัญญาณเครื่องหมายดำๆบันทึกปฏิกิริยาต่างๆให้ปรากฏ”&lt;br /&gt;เมื่ออาตมาจับตาดู  ก็เห็นเครื่องเครสโกกราฟทำการบันทึกคลื่นทีมีลักษณะพิเศษของโครงสร้างของอะตอมได้  เมื่อท่านอาจารย์ชคทิส โพสนำยาสลบหยดลงไปที่ดีบุก  เส้นสัญญาณแสดงความเคลื่อนไหวก็จะหยุดการทำงาน   เส้นสัญญาณนี้จะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่งเมื่อดีบุกฟื้นคืนสู่สภาวะปกติ&lt;br /&gt;จากนั้นท่านอาจารย์ชคทิส โพสลองเอาสารเคมีมีพิษราดลงไป  ก็แลเห็นสัญญาณการสั่นระริกที่ปลายของดีบุก  และขณะเดียวกันเส้นบันทึกสัญญาณการเคลื่อนไหวก็ไปหยุดตรงที่สุด”ตายแล้ว”  &lt;br /&gt;ท่านชคทิส โพสจึงกล่าวสรุปว่า&lt;br /&gt;“เครื่องมือต่างๆของโพสได้พิสูจน์ให้เห็นว่า  โลหะอย่างเช่นเหล็กกล้าที่ใช้ในกรรไกและเครื่องจักรกล  เมื่อใช้ไปนานๆเข้าก็จะเกิดการเฉื่อยชา   แต่พอให้พักผ่อนอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลกลับคืนมาดังเดิม  พลังชีวิตที่เป็นโลหะต่างๆจะได้รับอันตรายร้ายแรงหรืออาจจะตายไปเลยหากช้อตด้วยกระแสไฟฟ้าหรือถูกทุบตีอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;อาตมาสอดส่ายสายตาไปดูรอบๆห้อง  ก็ได้เห็นสิ่งประดิษฐ์หลากหลาย  เป็นประจักษ์พยานให้เห็นความมุ่งมานะพยายามที่ไม่มีวันหยุดของท่าน&lt;br /&gt;“ท่านอาจารย์ครับ  เป็นที่น่าเสียดายที่เขาไม่นำเครื่องมือที่ท่านอาจาย์ประดิษฐ์ขึ้นมานี้ไปใช้ในการพัฒนาการเกษตร  เป็นไปได้ไหมครับที่เราจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ในห้องทดลองเพื่อค้นหาพลังของปุ๋ยต่างๆที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืช”&lt;br /&gt;“เธอพูดถูก  แต่ว่าประโยชน์มากมายของเครื่องมือต่างๆของโพสเหล่านี้คงจะถูกนำไปใช้โดยคนรุ่นอนาคต  นักวิทยาศาสตร์คงจะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ค้นคว้าได้นี้ในยุคร่วมสมัย  ก็ได้แต่ชื่นชมยินดีกับการบริการเชิงสร้างสรรค์ที่ตนให้แก่สังคมเท่านั้นเอง”  &lt;br /&gt;อาตมาอำลาจากท่านชคทิส จันทระ โพส  ด้วยความสำนึกในพระคุณอย่างที่สุดมิได้ “เชื้อแห่งอัจฉริภาพของท่านจะไม่มีวันหมดสิ้นไปหรือเปล่าหนอ” อาตมาคิด&lt;br /&gt;ปรากฏว่าความอัจฉริยะของท่านยังคงสืบสานต่อมาอีกหลายปี  ท่านชคทิส จันทระ โพส ได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  เรียกว่า “เรโซแนนท์ คาร์ดิโอกราฟ” และท่านก็ได้ใช้เครื่องมือนี้ทำการวิจัยพืชของอินเดียมากมายหลายชนิด  มีการค้นพบพืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติทางยาหลายชนิดด้วย&lt;br /&gt;เครื่องคาร์ดิโอกราฟที่ว่านี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพความถูกต้องที่แม่นยำลูงมาก  สามารถนำไปใช้วัดการเคลื่อนไหวทั้งในโครงสร้างของพืช  สัตว์ และมนุษย์  ท่านนักพฤกษศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ได้พยากรณ์ไว้ว่า  การใช้คาร์ดิโอกราฟที่ท่านประดิษฐ์ขึ้นมานี้จะนำไปสู่การกายภาคในพืชแทนที่จะเป็นเฉพาะในสัตว์เหมือนอย่างที่ผ่านมา&lt;br /&gt;“จากการศึกษาที่กระทำไปพร้อมๆกันทั้งในพืชและสัตว์แสดงผลออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์“ ท่านชคทิส จันทระ โพส กล่าว “ว่าทุกสิ่งที่มีอยู่ในมนุษย์ก็มีอยู่ในสัตว์เช่นกัน  การทดลองที่กระทำในพืชนี้ จะมีคุณูปการนำไปสู่การลดความทุกข์ยากของสัตว์และของมนุษย์”&lt;br /&gt;อีกหลายปีต่อมา  ปรากฏว่าการค้นพบในพืชที่ท่านคชทิศ จันทระ โพสได้บุกเบิกไว้นี้ ได้รับการสืบสานโดยนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ ดังเช่น ผลงานการวิจัยในปี ค.ศ. 1938  ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย  ได้รับการรายงานโดยหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ดังนี้&lt;br /&gt;“ได้มีการค้นพบเมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่าเมื่อประสาทส่งข่าวสารระหว่างมันสมองกับส่วนต่างๆของร่างกายนั้น  จะเกิดคลื่นไฟฟ้าขนาดเล็กมาก คลื่นไฟฟ้าเหล่านี้สามารถวัดได้ด้วยเครื่องกัลวาโนมิเตอร์ที่ละเอียดอ่อนมากๆที่มีอุปกรณ์ขยายเป็นล้านเท่าของเครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;“ปัจจุบันยังไม่พบวิธีการใดๆที่จะพอนำมาใช้ศึกษาการเดินทางของคลื่นเนื้อเยื่อสมองในสัตว์หรือในมนุษย์ได้ ทั้งนี้เพราะว่าการเคลื่อนไหวของคลื่นเหล่านี้มีความเร็วสูงมาก&lt;br /&gt;“ดร. เค.เอส. โคล และ เอช. อาร์ เคอร์ติส  รายงานว่าได้ค้นพบว่าเซลล์เดี่ยวลักษณะยาวๆของพืชน้ำจืดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า นิเทลลา ที่เคยนิยมนำมาใส่ไว้ในอ่างเลี้ยงปลาเงินปลาทอง  มีลักษณะเช่นเดียวกับคลื่นเนื้อเยื่อสมองนั้น ยิ่งไปกว่านั้นนักวิจัยทั้งสองท่านก็ยังพบด้วยว่าเนื้อเยื่อของพืชนิเทลลานี้ เมื่อเกิดตกใจก็จะแผ่คลื่นไฟฟ้าที่มีลักษณธคล้ายกับคลื่นเนื้อเยื่อสมองในสัตว์และในมนุษย์ทุกอย่าง  เว้นเสียแต่ว่าจะมีความเร็วไม่เท่ากัน  คลื่นสมองที่มีลักษณะเป็นไฟฟ้าในพืชพบว่ามีความเร็วน้อยกว่าในสัตว์มาก  จากการค้นพบครั้งนี้นักวิจัยทั้งสองของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้ใช้เป็นแนวทางสำหรับถ่ายรูปการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้าในสมอง&lt;br /&gt;“ดังนั้นพืชน้ำนิเทลลานี้จึงอาจเป็นกุญแจสำคัญเพื่อเผยถึงความเร้นลับที่ซ่อนเร้นอยู่ให้เห็นถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างจิตกับสสาร.”&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-8589642148237809762?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/8589642148237809762/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=8589642148237809762' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/8589642148237809762'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/8589642148237809762'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/8.html' title='บทที่ 8 เซอร์ ชคทิส จันทระ โพส—นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดีย,'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-4075641505890778974</id><published>2007-09-16T17:39:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:45:51.743-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 9 พบท่านคุรุมหาสัย ติดต่อกับเจ้าแม่กาลี</title><content type='html'>บทที่ 9&lt;br /&gt;พบท่านคุรุมหาสัย&lt;br /&gt;ติดต่อกับเจ้าแม่กาลี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย นั่งลงก่อนสิ  หลวงพ่อกำลังพูดอยู่กับเจ้าแม่กาลี”&lt;br /&gt;อาตมาเข้ามาในห้องนั้นอย่างเงียบเชียบก็ต้องตกตะลึง  ที่ได้เห็นรูปร่างของท่านคุรุมหาสัยนั่งอยู่เป็นสง่าปานองค์เทพ   มีหนวดเคราสีขาวเป็นมันปานใยไหม มีดวงตาโตมีประกายแวววาว  รูปร่างเหมือนองค์อวตารของเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์  ดูจากคางที่เชิดขึ้นและมือทั้งสองข้างที่กำเข้ามาแสดงว่าการมาเยือนเป็นครั้งแรกของอาตมาสร้างความสนใจให้แก่ท่านขณะที่อยู่ในท่ามศิษยานุศิษย์ของท่าน &lt;br /&gt;คำแสดงการต้อนรับที่ง่ายๆของท่านคุรุมหาสัยมีผลกระทบต่อจิตใจของอาตมามากเหลือเกิน  เพราะว่าอาตมาพลัดพรากจากโยมแม่ยังไม่ทันจางหายไป และความทุกข์จากการพลัดพรากเจ้าแม่กาลีก็แสนจะทุกข์ทรมานใจเป็นที่สุด  พอได้ยินท่านมหาสัยทักทายเท่านั้นอาตมาก็ถึงกับฟุบร้องไห้สะอึกสะอื้นลงที่พื้นห้องเลยทีเดียว&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  สงบจิตสงบใจบ้างเถอะนะ” ท่านคุรุมหาสัยกล่าวปลอบโยน &lt;br /&gt;อาตมาตอนนั้นเหมือนกับว่าเป็นคนถูกปล่อยให้อยู่ท่ามกลางทะเลแห่งความทุกข์  ก็เลยคว้าเท้าของท่านคุรุมหาสัยเหมือนกับว่ามันเป็นแพที่อาตมาพอจะยึดเป็นที่พึ่งได้ &lt;br /&gt;“หลวงพ่อครับ กรุณาช่วยผมหน่อยเถิด  ได้โปรดเรียนถามเจ้าแม่กาลีว่าพระองค์ท่านยังรักผมอยู่หรือไม่”&lt;br /&gt;แต่ท่านคุรุยังไม่ยอมให้คำมั่นสัญญาง่ายๆ   ท่านยังสงวนท่าทีด้วยการนิ่งเฉย  &lt;br /&gt;อาตมามั่นใจโดยไม่ระแวงสงสัยแม้แต่น้อยว่าท่านคุรุมหาสัยสามารถติดต่อพูดคุยกับเจ้าแม่กาลีได้  ยิ่งพอรู้อย่างนี้แล้วอาตมาก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่อาตมาเองมีตาแต่ไม่สามารถแลเห็นเจ้าแม่กาลีแต่ท่านคุรุมหาสัยสิกลับสามารถแลเห็นได้  อาตมากอดเท้าของท่านคุรุไว้แน่นส่วนปากก็พร่ำอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่าให้ท่านช่วยติดต่อเจ้าแม่กาลีให้&lt;br /&gt;“หลวงพ่อจะช่วยติดต่อเจ้าแม่กาลีให้เธอ”  ท่านคุรุมหาสัยยอมตอบตกลงด้วยรอยยิ้มแสดงถึงความเอื้ออาทร&lt;br /&gt;เพียงได้ยินคำพูดเพียงไม่กี่คำเหล่านี้ของท่านคุรุจิตใจของอาตมาก็สงบลงไปได้&lt;br /&gt;“หลวงพ่อครับ  หลวงพ่อได้โปรดจดจำคำมั่นสัญญาที่หลวงพ่อให้ไว้นี้ ผมจะกลับมาฟังข่าวของเจ้าแม่กาลีจากหลวงพ่ออีกไม่นาน” อาตมาพูดด้วยน้ำเสียงที่มีความสุขซึ่งผิดกับก่อนหน้านี้เล็กน้อยที่เอาแต่ร่ำไห้สะอึกสะอื้น&lt;br /&gt;อาตมาลงจากบันไดที่ค่อนข้างจะยาวมาด้วยจิตใจที่ถูกโถมทับด้วยความทรงจำในอดีต   อาศรมของท่านคุรุมหาสัยนี้ความจริงก็คือบ้านเลขที่ 50 ถนนอัมเฮิร์สต์ที่เคยเป็นบ้านอาตมามาก่อนและโยมแม่ของอาตมาก็ได้มาเสียชีวิตอยู่ที่บ้านนี้นี่เอง  และที่บ้านหลังนี้อีกเหมือนกันคือที่ซึ่งหัวใจของอาตมาแตกสลายเพราะโยมแม่มาเสียชีวิต  และมาถึงวันนี้ที่นี่อีกเหมือนกันที่จิตใจของอาตมาแตกสลายเพราะไม่ได้พบกับเจ้าแม่กาลี  อาตมามองไปที่กำแพงบ้านพร้อมกับรำพึงรำพันเรียกให้มาเป็นพยานเห็นความเจ็บปวดรวดร้าวและช่วยปลดเปลื้องความทุกข์นี้ให้แก่อาตมาด้วย&lt;br /&gt;การก้าวเท้าเดินของอาตมาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นขณะเดินกลับบ้านที่ถนนคุรปาร์  และเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วอาตมาก็ไปปลีกวิเวกอยู่ที่ห้องเล็กติดเพดานและได้นั่งสมาธิอยู่ที่นี่จนกระทั่งถึงเวลา 4 ทุ่ม  ความมืดมิดในยามค่ำคืนก็พลันสว่างจ้าด้วยภาพมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;ในท่ามกลางรัศมีบรรเจิดจ้าก็ปรากฏร่างเจ้าแม่กาลีมาประทับยืนอยู่เบื้องหน้าอาตมา  ใบหน้าพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนของพระองค์ท่านมีความงดงามมากเหลือเกิน&lt;br /&gt;“เรารักเจ้าเสมอและเราจะรักเจ้าตลอดไป” เสียงทิพย์ดังอยู่ในอากาศแล้วร่างของพระนางก็หายวับไป&lt;br /&gt;ดวงอาทิตย์ในเช้าวันรุ่งขึ้นยังไม่ขึ้นสู่ขอบฟ้าเมื่ออาตมาไปพบท่านคุรุมหาสัยเป็นครั้งที่สอง  อาตมาขึ้นบันไดบ้านที่อยู่ในความทรงจำเป็นความหลังของอาตมาไปจนถึงห้องที่อยู่ชั้นที่สี่   เห็นลูกบิดประตูมีผ้าหุ้มอยู่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าท่านคุรุต้องการความเป็นส่วนตัว ขณะที่อาตมายืนรีรออยู่นั้นเองท่านคุรุก็ได้มาเปิดประตูเชื้อเชิญให้อาตมาเข้าไป  พออาตมาเข้าไปก็ได้ก้มลงทำความเคารพที่เท้าของท่านคุรุ   อาตมานึกสนุกจึงทำตีหน้าเศร้าซ่อนความยินดีปรีดาไว้ภายใน&lt;br /&gt;“หลวงพ่อครับ ผมรีบมาแต่เช้าเพราะต้องการจะทราบข่าวของเจ้าแม่กาลีจากหลวงพ่อ  เจ้าแม่กาลีพูดถึงผมว่าอย่างไรบ้างครับ”&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  อย่ามาตีหน้าตายกับหลวงพ่อเลย”&lt;br /&gt;ท่านคุรุพูดอย่างนี้แล้วก็นิ่ง  แสดงว่าท่านรู้ทันอาตมา&lt;br /&gt;“ทำไมจะต้องทำเป็นเรื่องลี้ลับ เรื่องที่ต้องหลบๆเลี่ยงๆอย่างนี้ด้วยเล่า  พวกโยคีเขาจะพูดอะไรตรงไปตรงมามิใช่หรือ” พอได้ยินเช่นนี้อาตมาถึงกับสะดุ้ง &lt;br /&gt;“ลูกต้องการทดสอบหลวงพ่อหรือ”  ดวงตาที่สงบเยือกเย็นของท่านคุรุแสดงออกถึงความเข้าใจ “เช้านี้จะให้หลวงพ่อพูดย้ำถึงเรื่องที่ลูกรับรู้เจ้าแม่ด้วยตัวเองมาตั้งแต่เมื่อคืนในเวลาสี่ทุ่มนั้นอีกหรือไร”&lt;br /&gt;ท่านคุรุมหาสัยสร้างความประทับใจให้แก่จิตวิญญาณของอาตมาอีกครั้งหนึ่ง  อาตมาได้ก้มลงทำความเคารพที่เท้าของท่าน  แต่ว่าคราวนี้น้ำตาที่ไหลออกมาของอาตมาเป็นน้ำตาแห่งความปีติมิใช่น้ำตาแห่งความระทมทุกข์เหมือนในอดีต&lt;br /&gt;“เธอคิดว่าการแสดงความจงรักภักดีของเธอต่อพระแม่เจ้าจะไปไม่ถึงพระแม่เจ้าละหรือ  พระแม่เจ้าที่เธอแสดงความเคารพทั้งในร่างของมนุษย์และร่างของเทพนั้นไม่มีวันที่จะไม่สนองตอบต่อสิ่งที่เธอร้องขอหรอก”&lt;br /&gt;ท่านคุรุมหาสัยเป็นเพียงคุรุธรรมดาแต่สามารถร้องขอต่อพระแม่เจ้าให้ตอบสนองต่อความต้องการได้ บทบาทของท่านคุรุองค์นี้ในโลกนี้มีฐานะต่ำต้อยแต่มีภาระในฐานะผู้ส่งเสริมนุษยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่อาตมาเคยรู้จักมา ที่อาศรมของท่านที่ถนนแอมเฮิร์สต์นั้นท่านคุรุบริหารโรงเรียนระดับไฮสกูลสำหรับเด็กชาย ท่านไม่เคยดุด่าว่ากล่าวนักเรียน ทุกอย่างปล่อยให้เป็นอิสระไม่มีการตั้งกฎเกณฑ์เพิ่อรักษาระเบียบวินัยของนักเรียน  วิชาคณิตศาสตร์ชั้นสูงได้ถูกนำมาสอนในชั้นเรียนแต่ไม่มีการสอนวิชาเคมี ท่านเผยแผ่ภูมิปัญญาของท่านโดยใช้วิธีการให้เกิดการซึมซับทางจิตยิ่งกว่าจะใช้กฎเกณฑ์มาบังคับ  ท่านคุรุมหาสัยมีความเคารพในเจ้าแม่กาลีมากท่านจึงไม่ต้องการความเคารพใดๆจากภายนอกยิ่งไปกว่าการเคารพจากเด็กๆ&lt;br /&gt;“หลวงพ่อไม่ใช่คุรุของลูกหรอก  คุรุของลูกจะมาเจอกับลูกในภายหลัง” ท่านคุรุมหาสัยบอกกับอาตมา “ โดยการแนะนำของคุรุของลูกนี้ประสบการณ์ของลูกที่มีต่อเจ้าแม่กาลีทั้งในด้านความรักและความภักดีก็จะถูกแปลไปเป็นดวงปัญญาที่ล้ำลึกมาก”&lt;br /&gt;ทุกวันในช่วงบ่ายแก่ๆอาตมาก็จะไปที่อาศรมของท่านคุรุที่ถนนแอมเฮิร์ตสสตรีท ไปเพื่อแสวงหาดวงปัญญาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมของท่าน ซึ่งดวงปัญญานี้มีอยู่เต็มมากจนกระทั่งว่ามันล้นออกมาขโลมจิตวิญญาญของอาตมา อาตมาไม่เคยก้มตัวแสดงความเคารพใครด้วยความซาบซึ้งตรึงใจเหมือนอย่างที่ได้กระทำต่อท่านคุรุมหาสัยผู้นี้เลย&lt;br /&gt;“หลวงพ่อครับ ขอท่านได้โปรดคล้องพวงมาลัยที่ผมทำมาเพื่อท่านโดยเฉพาะนี้เถิด” อาตมากล่าวขณะมือถือพวงมาลัยดอกไม้หลังเดินทางมาถึงอาศรมในเย็นวันหนึ่ง&lt;br /&gt;ท่านคุรุขยับตัวออกห่างจากอาตมาแสดงอาการปฏิเสธที่จะรับพวงมาลัยไปคล้องคอ  แต่เพื่อจะไม่ให้อาตมารู้สึกเสียใจท่านได้ยิ้มให้เป็นการปลอบโยน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ก็ในเมื่อเราทั้งสองคนเป็นผู้ภักดีต่อเจ้าแม่กาลี เจ้าก็ควรที่จะนำพวงมาลัยนี้ไปที่วัดเจ้าแม่แล้วนำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ก็แล้วกัน” ท่านคุรุมหาสัยกล่าวเช่นนี้ด้วยว่ามีนิสัยไม่ยอมให้ความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำใจท่าน&lt;br /&gt;“พรุ่งนี้เราไปที่วัดทักษิเณศวรที่คุรุของหลวงพ่อท่านให้ความเคารพกันนะ” ท่านคุรุมหาสัยกล่าว  ท่านคุรุเป็นศิษย์ของคุรุเทพมีนามว่า ศรีรามกฤษณะ บรมหงส์&lt;br /&gt;พอในเช้าวันรุ่งขึ้นเราก็นั่งเรือไปตามแม่น้ำคงคาเป็นระยะทาง 4 ไมล์  เราเข้าไปที่วัดกาลีที่มีเก้าโดม ซึ่งเป็นที่ประทับของเจ้าแม่กาลีกับพระศิวะบนดอกบัวเงินที่มีกลีบดอกจำนวนถึงพันกลีบ  ท่านคุรุมหาสัยให้ความเคารพต่อวัดแห่งนี้มาก  ท่านได้ติดด่อพูดคุยกับเจ้าแม่กาลี  ขณะที่ท่านสวดพระนามของเจ้าแม่  จิตของอาตมาที่เต็มตื้นไปด้วยปีติโสมนัสดูประหนึ่งว่ามันได้แตกออกเป็นเสี่ยงได้ถึงพันเสี่ยงเหมืนกลีบดอกบัวเลยทีเดียว&lt;br /&gt;เราเดินไปหยุดอยู่ที่สวนป่าสน  ซึ่งดอกของมันท่านคุรุมหาสัยใช้เป็นเครื่องบูชาเจ้าแม่กาลี แล้วท่านก็ได้สวดพระนามของเจ้าแม่กาลีอย่างต่อเนื่อง ส่วนอาตมาก็นั่งนิ่งอยู่บนสนามหญ้าท่ามกลางดอกสนสีชมพูที่หล่นลงมา บางครั้งอาตมามีความรู้สึกว่าจิตของอาตมาออกจากร่างล่องลอยไปพบกับพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่อาตมาได้เดินทางไปแสวงบุญที่วัดทักษิเณศวรกับท่านคุรุมหาสัย  และจากการได้ไปกับท่านนี้เองอาตมาก็ได้เรียนรู้ความอ่อนหวานของพระเป็นเจ้าที่แสดงออกมาในรูปของเจ้าแม่กาลีเจ้าแม่ผู้ทรงมีพระเมตตากรุณา  ท่านคุรุจะไม่ค่อยให้ความเคารพในพระเป็นเจ้าในรูปของพระบิดามากนัก  ทั้งนี้เพราะพระเป็นเจ้าที่อยู่ในรูปของเพศชายนั้นไม่ต้องกับอัธยาศัยอ่อนโยนละมุนละไมของท่านคุรุนั่นเอง&lt;br /&gt;“ท่านคุรุสามารถเป็นต้นแบบของเทพจากสวรรค์ในโลกมนุษย์นี้ได้” อาตมานึกในใจขณะที่มองดูท่านสวดมนต์อยู่ในวันหนึ่ง  ท่านจะไม่พูดวิพากษ์วิจารณ์อะไรทั้งสิ้นแต่จะมองโลกด้วยดวงตาที่บริสุทธิ์ของผู้เข้าถึงพระเป็นเจ้า ทั้งร่างกาย จิต วาจา และการกระทำของท่านจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับความเรียบง่ายของวิญญาณของท่าน&lt;br /&gt;“คุรุของเราสอนเราไว้อย่างนี้” คือคำพูดของท่านคุรุมหาสัยที่แสดงออกให้เห็นว่าท่านอิงอาศัยคุรุของท่านและท่านไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ท่านมีความแนบแน่นอยู่กับท่านศรีรามกฤษณะและมิได้คิดว่าแนวความคิดใดๆเป็นความคิดของท่านโดยตรง&lt;br /&gt;ในเย็นวันหนึ่งอาตมากับท่านคุรุมหาสัยเดินไปด้วยกันที่ตึกตรงที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนของท่าน ความสนุกเพลิดเพลินของอาตมาหายไปเมื่อมีบุคคลคุ้นเคยกันคนหนึ่งเข้ามาพูดคุยกับพวกเราอยู่นาน&lt;br /&gt;“หลวงพ่อรู้ว่าเธอไม่ชอบชายผู้นี้“ ท่านคุรุมหาสัยก้มกระซิบบอกอาตมา ”แต่หลวงพ่อก็ได้ติดต่อบอกกับเจ้าแม่กาลีแล้ว ท่านเห็นใจพวกเรามาก  ทันทีที่เราเดินไปถึงบ้านหลังข้างหน้าโน้น ท่านให้สัญญาว่าจะบันดาลใจให้ชายผู้นี้นึกถึงธุระรีบด่วนที่ตนจะต้องไปทำ”&lt;br /&gt;ตาของอาตมาจับจ้องอยู่ที่บ้านหลังนั้น และพอเราเดินไปถึงประตูบ้านหลังสีแดงนั้น ชายผู้นี้ก็รีบหันหลังเดินจากไปทั้งๆที่ยังไม่ทันพูดจบประโยคหรือได้กล่าวคำอำลา  บรรยากาศแห่งความสงบก็เลยกลับคืนมาสู่เราอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;อยู่มาอีกวันหนึ่งอาตมาไปเดินอยู่ตามลำพังที่ใกล้ๆสถานีรถไฟฮาวราห์  ขณะไปหยุดยืนอยู่ที่ใกล้วัดแห่งหนึ่งอยู่นั้นก็ได้นึกตำหนิคนกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งในมือถือกลองและฉิ่งฉาบส่วนปากส่งเสียงร้องตะโกนสวดมนต์ดังอึกทึกครึกโครม&lt;br /&gt;“คนพวกนี้ไม่ได้มีความจงรักภักดีอย่างแท้จริงสักหน่อย ได้แต่ร้องตะโกนโหวกเหวกอ้างพระนามของพระเป็นเจ้าซ้ำๆซากๆไปอย่างนั้นเอง” อาตมานึกด่าในใจ ทันใดนั้นเองอาตมาก็ต้องตกใจแลเห็นท่านคุรุมหาสัยรีบเดินตรงมาหาอาตมา  อาตมาถามท่านว่า “หลวงพ่อมาที่นี่ได้อย่างไรละครับ”&lt;br /&gt;ท่านคุรุไม่ตอบคำถามที่อาตมาถามแต่ไพล่ไปตอบความคิดของอาตมาแทน “ลูกเอ๋ย ไม่เป็นความจริงดอกหรือที่พระนามของพระเจ้ามีความไพเราะจากปากของทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคนโง่หรือคนฉลาดก็ตาม” แล้วท่านคุรุก็เอาแขนของท่านมาโอบกอดรอบตัวอาตมาด้วยความรัก ต่อจากนั้นอาตมาก็มีความรู้สึกว่าตัวเองได้ขึ้นไปอยู่บนพรมวิเศษเหาะไปสู่ที่ประทับของพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;“เธออยากจะดูภาพยนตร์บ้างไหม” ท่านคุรุมหาสัยถามอาตมาในบ่ายวันหนึ่ง  ซึ่งก็ทำให้อาตมารู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน ท่านใช้คำว่า “bioscopes” โดยมุ่งจะให้หมายถึง “motion pictures” อาตมาเองก็ได้ตอบท่านไปว่าอยากดูเพราะมีความดีใจที่จะได้ไปไหนมาไหนกับท่าน  เราเดินไปกันที่สวนที่อยู่หน้ามหาวิทยาลัยกัลกัตตา  ท่านคุรุได้ชี้มือไปที่ม้านั่งตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้กับสระน้ำ&lt;br /&gt;“เราไปนั่งที่ม้านั่งตัวนั้นกันสักครู่เถอะ หลวงพ่อเห็นแม่น้ำลำธารทีไรก็เป็นนึกถึงความสงบเงียบของพระเป็นเจ้าขึ้นมาทันที ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถสะท้อนลงไปในน้ำได้ฉันใด ทั่วทั้งจักรวาลนี้ก็จะสะท้อนลงไปในทะเลสาปคือพระจิตของพระเป็นเจ้าได้ฉันนั้น คุรุเทพของหลวงพ่อมักจะบอกอย่างนี้เสมอ” ท่านคุรุพูด&lt;br /&gt;ทันทีที่เราเข้าไปในห้องโถงของมหาวิทยาลัยที่เขากำลังใช้เป็นห้องบรรยายอยู่นั้น อาตมารู้สึกว่าห้องมันทึมๆมีการฉายสไลด์ประกอบการบรรยายเป็นระยะๆ ซึ่งดูแล้วมันไม่น่าสนใจอะไรเลย&lt;br /&gt;“นี่หรือคือภาพยนตร์ที่ท่านคุรุต้องการพาเรามาดู ไม่เห็นจะเข้าท่าตรงไหน” อาตมาได้แต่คิดบ่นไม่ชอบอยู่ในใจแต่ก็ไม่ทำให้ท่านเสียความรู้สึกด้วยการแสดงออกทางสีหน้าว่าไม่ชอบออกมา  กระนั้นก็ดีท่านก็ได้หันมากระซิบบอกอาตมา&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย หลวงพ่อรู้แล้วว่าลูกไม่ชอบภาพยนตร์แบบนี้  หลวงพ่อได้บอกเรื่องนี้กับเจ้าแม่กาลีได้ทรงทราบแล้ว  พระนางมีความเห็นอกเห็นใจเราทั้งสองมาก พระนางบอกว่าจะช่วยบันดาลให้ไฟฟ้าในห้องบรรยายนี้ดับและมันจะไม่ติดขึ้นมาอีกจนกว่าเราสองคนจะเดินคล้อยหลังออกจากห้องนี้ไปแล้ว”&lt;br /&gt;พอคำกระซิบจบลงเท่านั้นเองในห้องประชุมไฟฟ้าก็เกิดดับตกอยู่ในความมืด อาจารย์ผู้บรรยายร้องเสียงหลงด้วยความประหลาดใจและบ่นว่า “ระบบไฟฟ้าของห้องประชุมนี้ต้องเสียแน่ๆ”  แต่พออาตมากับท่านคุรุเดินข้ามธรณีประตูหอประชุมออกไปแล้วอาตมาลองหันกลับมามองอีกทีก็เห็นห้องบรรยายมีไฟฟ้าติดสว่างไสวเหมือนเดิม&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  ลูกไม่ชอบภาพยนตร์แบบนี้  แต่หลวงพ่อคิดว่าลูกจะต้องชอบภาพยนตร์อีกแบบหนึ่งแน่ๆ” ท่านคุรุกล่าวแล้วพาอาตมาออกมาที่ทางเดินตรงหน้าตึกอำนวยการของมหาวิทยาลัย  แล้วท่านก็เอามือมาตบเบาๆลงที่อกบริเวณเหนือหัวใจของอาตมา&lt;br /&gt;ทันใดนั้นเองก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้เปลี่ยนแปลงเป็นความเงียบไปหมด  มันเหมือนกับภาพยนตร์เสียงสมัยใหม่ที่มีแต่ภาพเคลื่อนไหวแต่ไม่มีเสียงดังออกมาเพราะอุปกรณ์เสียงเกิดขัดข้องขึ้นมา  ภาพที่เกิดขึ้นครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  เป็นการดลบันดาลของพระเป็นเจ้าให้เกิดปาฏิหาริย์นี้ขึ้นมา ทั้งบรรดาคนเดินเท้า บรรดารถม้าตามท้องถนน ตลอดจน รถยนต์ เกวียนเทียมโค และรถราง ต่างก็สัญจรไปมาโดยไร้เสียงทั้งสิ้น ตอนนั้นอาตมาราวกับว่าเป็นผู้ได้ตาทิพย์  สามารถมองเห็นฉากเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ทั้งจากทางเบื้องหลัง จากสองข้าง และจากทางด้านหน้า  ภาพกิจกรรมทุกอย่างในเมืองกัลกัตตาผ่านสายตาของอาตมาไปมาโดยปราศจากเสียง มันก็เหมือนกับภาพที่เกิดจากแสงไฟที่ปะทุออกมาจากเถ้าถ่านในตอนกลางคืน  &lt;br /&gt;ตอนนั้นร่างกายของอาตมาไม่ผิดอะไรกับเงาๆหนึ่งที่นิ่งอยู่กับที่อยู่ในท่ามกลางบรรดเงาทั้งหลายที่เคลื่อนไหวผ่านไปผ่านมา  มีเด็กหลายคนซึ่งบางคนก็เป็นเพื่อนของอาตมาเองเดินผ่านไปมาและก็เหลือบตามองมาที่อาตมา แต่พวกเขาก็จำอาตมาไม่ได้&lt;br /&gt;ภาพยนตร์ใบ้นี้นำความดื่มด่ำอย่างเหลือล้นเกินที่จะบรรยายมาให้แก่อาตมา ขณะที่อาตมาดื่มด่ำอยู่กับภาพเหล่านี้อยู่นั้น  พลันท่านคุรุก็ได้เอามือมาทุบลงเบาๆที่อกของอาตมาอีกครั้งหนึ่ง  แล้วเสียงต่างๆที่เคยได้ยินได้ฟังเป็นปกติของโลกก็กลับมาดังที่หูทั้งสองข้างของอาตมาอีกครั้งหนึ่ง  ตอนนี้อาตมาก็ได้ตื่นขึ้นมาจากความฝันแล้ว  ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรกับคนที่สร่างขึ้นมาจากการเมาไวน์&lt;br /&gt;“ลูกเอ๋ย  หลวงพ่อสังเกตดูเห็นลูกชอบภาพยนตร์เรื่องที่สองนี้มาก” ท่านคุรุกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  อาตมาได้ก้มตัวลงจะไปกราบเท้าท่านที่พื้นดิน &lt;br /&gt;“ลูกทำอย่างนี้ไม่ได้ต่อไปแล้ว” ท่านคุรุกล่าว “ ลูกก็รู้อยู่แก่ใจว่าพระเป็นเจ้าได้มาอยู่ในร่างกายของลูกเหมือนกัน  หลวงพ่อจะไม่ยอมให้เจ้าแม่กาลีมาสัมผัสเท้าของหลวงพ่อผ่านทางมือของลูกเป็นอันขาด”&lt;br /&gt;หากมีใครคอยสังเกตดูอาตมากับท่านคุรุในช่วงนี้ก็จะเห็นเราทั้งสองคนเหมือนกับว่าเพิ่งจะสร่างเมาเดินโซเซออกมาจากทางเท้าที่มีคนเดินขวักไขว่  อาตมาเองมีความรู้สึกว่าบรรยากาศยามแดดร่มลมตกในเย็นวันนั้นช่างดื่มค่ำกำซาบไปด้วยอำนาจบารมีของพระเจ้าเสียเหลือเกิน&lt;br /&gt;อาตมาไม่สามารถใช้ถ้อยคำใดมาบรรยายบุคลิกที่อ่อนโยนละมุนละไมของท่านคุรุมหาสัยได้  และอาตมาก็ยังสงสัยเหมือนกันว่าท่านคุรุองค์นี้รวมทั้งท่านคุรุอื่นๆที่อาตมามามีวิถีชีวิตพบพานท่านจะทราบหรือไม่ว่าอีกหลายปีต่อมาที่ดินแดนตะวันตกแห่งหนึ่ง อาตมาจะได้มาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของท่านเหล่านี้ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ภักดีต่อพระเป็นเจ้า  ท่านอาจจะไม่ทราบเหมือนอย่างที่ท่านผู้อ่านเรื่องราวอยู่ในขณะนี้ก็ได้&lt;br /&gt;บรรดาท่านผู้วิเศษของศาสนาต่างๆนั้นล้วนได้เข้าถึงพระเป็นเจ้าโดยอาศัยข้อปฏิบัติที่ง่ายๆของพระเป็นเจ้าทั้งสิ้น ด้วยเหตุที่พระเป็นเจ้านั้นท่านเป็นนิรคุณ(ไม่มีคุณสมบัติ) เป็นอจินไตย(ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส) ดังนั้นความคิดและความปรารถนาของมนุษย์จึงได้สร้างสรรค์บุคลาทิษฐานขึ้นมาว่าพระเจ้าเป็นเจ้าแม่แห่งจักรวาล  ความคิดของศาสนาฮินดูโบราณจึงเป็นการผสมผสานระหว่างเทวนิยมเชิงบุคลาทิษฐานกับปรัชญาของพระเป็นเจ้า  ตามที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวทและภควัทคีตา  ลักษณะของการผสมผสานระหว่างสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันนี้  จึงก่อรูปขึ้นมาเป็นว่า  ภักติ(ความจงรักภักดี) และชญาณ(ปัญญา) เป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่ง  โดยมีประปัตติ (การยึดพระเป็นเจ้าเป็นที่พึ่ง) และสรณคติ(การพึ่งความเมตตากรุณาของพระเป็นเจ้า) เป็นหนทางให้บรรลุถึงความรู้อันสูงสุดได้&lt;br /&gt;ที่ท่านคุรุมหาสัยและคุรุอื่นๆทั้งหลายแสดงการถ่อมตนก็เนื่องจากท่านมีความตระหนักว่าจะต้องพึ่งพาพระเป็นเจ้าในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าชีวิตและเป็นตุลาการผู้ตัดสินชะตากรรม  ด้วยเหตุที่แก่นแท้ของพระเป็นเจ้านั้นก็คือความเกษมสุข เพราะฉะนั้นมนุษย์เราเมื่อสามารถส่งจิตไปผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเป็นเจ้าได้แล้วก็จะประสบกับความเกษมสุขอย่างไม่มีข้อจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงมีคำกล่าวว่า”คุณสมบัติเบื้องแรกของวิญญาณและจิตก็คือความเกษมสุข”&lt;br /&gt;ผู้ภักดีทั้งหลายในทุกยุคทุกสมัยที่บูชาเจ้าแม่กาลีด้วยจิตใจที่เคารพนับถือพระองค์ท่านเหมือนกับว่าเป็นพระมารดานั้น  ก็จะบอกว่าพวกเขาได้พบกับพระแม่กาลีออกมาเล่นกับผู้ภักดีเหมือนกับว่าแม่ออกมาเป็นกับลูก ในชีวิตของท่านคุรุมหาสัยเองก็มีปรากฏการณ์ที่เจ้าแม่กาลีออกมาเล่นด้วยท่านในโอกาสต่างๆทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ เพราะว่าในสายตาของพระเป็นเจ้าแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่จะเรียกว่าใหญ่หรือเล็ก เพราะการที่จะมีโครงสร้างสูงใหญ่เทียมเมฆต่างๆได้นั้นก็ต้องอาศัยอะตอมเล็กๆที่พระเป็นเจ้าได้รังสรรค์เอาไว้ก่อนนั้นเอง  สำหรับพระเป็นเจ้าแล้วไม่มีการแบ่งแยกว่าสิ่งนี้สำคัญและสิ่งนี้ไม่สำคัญ  เพราะว่าแม้แต่เข็มหมุดตัวเดียวก็มีความสำคัญต่อจักรวาล  หากไม่มีเข็มหมุดเพียงตัวเดียว จักรวาลก็อาจจะพังทลายได้.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8748849193260853248-4075641505890778974?l=thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/feeds/4075641505890778974/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=8748849193260853248&amp;postID=4075641505890778974' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/4075641505890778974'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8748849193260853248/posts/default/4075641505890778974'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thai-version-of-yogi-translation.blogspot.com/2007/09/9.html' title='บทที่ 9 พบท่านคุรุมหาสัย ติดต่อกับเจ้าแม่กาลี'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8748849193260853248.post-3468354933677668947</id><published>2007-09-16T17:38:00.001-07:00</published><updated>2011-08-14T18:46:16.446-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='โยคีมหัศจรรย์'/><title type='text'>บทที่ 10 อาตมาพบกับท่านคุรุศรี ยุกเตศวร</title><content type='html'>บทที่ 10&lt;br /&gt;อาตมาพบกับท่านคุรุศรี ยุกเตศวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ศรัทธาในพระเป็นเจ้าสามารถก่อสิ่งมหัศจรรย์ใดๆได้ทุกสิ่งเว้นเสียแต่จะให้คนสอบไล่ได้โดยที่ไม่ไปศึกษาเล่าเรียนนั้นไม่ได้” อาตมาอ่านข้อความนี้จากหนังสือเล่มหนึ่งที่หยิบขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลาด้วยความไม่เห็นด้วยเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;“ข้อยกเว้นของผู้เขียนนี้แสดงว่าเขาขาดศรัทธาในพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริง” อาตมาคิด   “น่าสงสารนักเขียนคนนี้เสียจริงๆ  เขาจับประเด็นผิดๆมาเขียนแท้ๆ”&lt;br /&gt;อาตมาได้ให้สัญญากับโยมพ่อไว้ว่าจะต้องเรียนจนจบการศึกษาในระดับไฮสกูลให้ได้  แต่อาตมาก็ไม่ได้สนใจกับการเล่าเรียนแต่อย่างใด วันและเดือนผ่านไปโดยที่อาตมาไปเข้าเรียนหนังสือน้อยมากเพราะเวลาส่วนใหญ่อาตมาจะใช้ให้หมดไปกับการปลีกวิเวกไปอยู่ที่บริเวณสถานอาบน้ำต่างๆริมฝั่งแม่น้ำคงคาในเมืองกัลกัตตา  ตามบริเวณที่เผาศพต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางคืนนั้นจะเป็นที่สนใจไปของโยคี เพราะโยคีต้องการแสวงหาสาระที่ไม่ตายก็จะต้องไม่เกรงกลัวโครงกระดูกต่างๆของคนตาย  การไปดูกระดูกของคนตายที่มีอยู่ทั่วไปตามริมแม่น้ำคงคานี้เป็นการปลงได้เป็นอย่างดี   แต่สำหรับอาตมานั้นการไปดูที่เผาศพนี้แตกต่างจากนักปราชญ์คนอื่นอยู่บ้าง&lt;br /&gt;พอสัปดาห์ที่จะมีการสอบเทอมปลายที่โรงเรียนฮินดูไฮสกูลย่างใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว  ในช่วงวิกฤติเช่นนี้นักเรียนก็จะกระตือรือล้นศึกษาเล่าเรียนเพราะเขากลัวการสอบตกกัน   แต่ใจของอาตมาเองกลับสงบไม่มีความทุกข์ร้อนอะไร   อาตมาไม่ยอมเข้าห้องฟังเล็กเช่อร์เพราะอาตมาไม่มีศิลปะแยกร่างออกเป็นสองร่างเหมือนกับท่านสวามี ปราณพานันท์  ซึ่งท่านสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยไปปรากฏอยู่ในที่สองแห่งในขณะเดียวกันได้  แต่อาตมาก็มีเหตุผลว่าถึงอย่างไรเสียพระเป็นเจ้าก็จะมาช่วยแก้ปัญหาให้อาตมาผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้  ที่ผู้ภักดีต่อพระเป็นเจ้าเชื่อเช่นนี้เพราะเคยมีประสบการณ์ได้รับความช่วยเหลือยามที่ตกทุกข์ได้ยากจากพระเป็นเจ้ามาแล้วนับเป็นพันๆครั้งนั่นเอง&lt;br /&gt;“สวัสดีมุกุนท์  ฉันไม่ค่อยจะได้เจอะเจอเธอเลย” เพื่อนร่วมชั้นเรียนของอาตมาคนหนึ่งที่เดิมตามอาตมามาตามถนนคุรปาร์โรดในบ่ายวันหนึ่งถามขึ้น&lt;br /&gt;“สวัสดีนันตู  ก็เพราะเหตุที่ไม่ได้มาโรงเรียนนี่แหละทำให้ฉันตกอยู่ในฐานะที่ลำบากเสียแล้วละเพื่อนเอ๋ย” อาตมาพูดพร้อมกับแสดงสีหน้าวิตกกังวลต่อหน้านันตู&lt;br /&gt;นันตูผู้นี้เป็นนักเรียนที่เรียนเก่งมาก ได้ฟังอาตมาพูดเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ   เขาคงจะสังเกตดูสีหน้าของอาตมา&lt;br /&gt;“เธอไม่ได้เตรียมตัวสอบปลายเทอมละสิ”  นันตูพูด ”ฉันจะช่วยเธอเอง”&lt;br /&gt;คำพูดสั้นๆของนันตูราวกับว่าเป็นคำมั่นสัญญาของเทพที่มากระซิบเข้าหูของอาตมา  อาตมาจึงได้ไปที่บ้านของนันตู  แล้วเขาก็วางแผนติวข้อสอบที่เห็นว่าอาจารย์ผู้สอนต่างๆจะนำมาออกให้นักเรียนทำ&lt;br /&gt;“คำถามเหล่านี้เป็นกลลวงที่จะออกมาเพื่อให้นักเรียนตกหลุมพราง  ขอให้เธอจดจำคำตอบที่ฉันติวให้นี้ให้ดี อย่าได้ไปตกหลุมพรางของอาจารย์เป็นอันขาด”&lt;br /&gt;คืนนั้นกว่าจะออกจากบ้านนันตูกลับถึงบ้านตัวเองก็เป็นเวลาดึกดื่น   อาตมาเดินพร่ำภาวนาขอให้พระเป็นเจ้าช่วยในช่วงเวลาวิกฤติก่อนสอบที่จะมาถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้านี่  คืนนั้นนันตูก็ได้ติวให้อาตมาในหลายวิชาด้วยกัน แต่เนื่องจากเวลาบีบคั้นเข้ามาทุกขณะทำให้เขาลืมติววิชาสันสกฤตไปหนึ่งวิชา  แต่พระเป็นเจ้าก็ได้ก้าวเข้ามาช่วยให้สอบวิชานี้ได้&lt;br /&gt;คืออาตมาออกเดินในเช้าวันรุ่งขึ้นเพื่อจะซึมซับจดจำเอาความรู้ต่างๆที่ติวมาในขณะที่ก้าวเท้าเดิน  พอเดินลัดเลาะมาตรงบริเวณที่เขาทิ้งขยะพลันสายตาของอาตมาก็เหลือบไปเห็นกระดาษสองสามแผ่นตกอยู่  เมื่ออาตมาหยิบขึ้นมาอ่านก็เห็นเป็นภาษาสันสกฤต  อาตมาได้ไปขอให้ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งช่วยแปลความในภาษาสันสกฤตที่ได้มานั้น  ท่านก็ได้แปลให้อาตมาฟังเป็นคำฉันท์ที่มีความไพเราะเพราะพริ้งมาก&lt;br /&gt;“แต่คำประพันธ์นี้คงจะช่วยในการสอบภาษาสันสกฤตของเธอไม่ได้หรอกนะ” ท่านผู้รู้บอกอาตมา&lt;br /&gt;แต่จากการที่อาตมาได้ฟังท่านผู้รู้อธิบายข้อความภาษาสันสกฤตในเศษกระดาษนั้นนั่นเองทำให้ในวันรุ่งขึ้นอาตมาสามารถสอบผ่านวิชาสันสกฤตไปได้  อาตมามั่นใจว่าด้วยความช่วยเหลือของนันตูนั่นเองทำให้อาตมาประสบความสำเร็จสามารถสอบผ่านได้ทุกวิชา&lt;br /&gt;โยมพ่อดีใจมากที่อาตมารักษาคำมั่นสัญญาและสามารถจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาได้ด้วยดี  แต่อาตมากลับคิดว่าที่อาตมาสามารถผ่านพ้นอุปสรรคจนจบการศึกษาได้ในครั้งนี้ก็เพราะพระเป็นเจ้า  โดยการดลบันดาลของพระองค์ทำให้อาตมาได้ไปติววิชาที่บ้านของนันตูและจากการบันดาลของพระเป็นเจ้าก็ยังทำให้อาตมาเดินไปพบกับเศษกระดาษที่มีข้อความเป็นภาษาสันสกฤตนั้นอีกด้วย  และก็เพราะการพร่ำภาวนาของอาตมานี่เองที่ทำให้พระองค์มาให้ความช่วยเหลือแก่อาตมา&lt;br /&gt;อาตมานึกถึงข้อความในหนังสือที่ผู้เขียนปฏิเสธเรื่องที่ว่าพระเจ้าจะสามารถบันดาลสิ่งใดๆได้เว้นเสียแต่ว่าจะไม่สามารถมาช่วยให้ผู้ที่ไม่เรียนหนังสือสอบไล่ได้แล้ว ก็ได้แต่ยักใหล่แล้วตั้งข้อสังเกตขึ้นไว้ในใจว่า  “มันคงจะทำให้ผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นเกิดความสับสนหากฉันจะไปบอกกับเขาว่าการไปทำสมาธิอยู่กับซากศพที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคานั่นเองเป็นทางลัดที่ทำให้ฉันได้ประกาศนียบัตรชั้นมัธยมศึกษา”&lt;br /&gt;เมื่ออาตมามีสถานะใหม่คือสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาแล้วเช่นนี้ อาตมาก็ได้วางแผนว่าจะออกจากบ้าน โดยกะว่าจะไปกับจิเตนทระ  มาซุมดาร์ เพื่อนผู้เยาว์ของอาตมา  อาตมาตกลงใจว่าจะไปอยู่ด้วยกันที่อาศรมแห่งหนึ่งที่เมืองพาราณสีชื่อ อาศรมศรี ภารตะ ธรรม มหามณฑล และจะไปมอบตัวเป็นศิษย์อยู่ในสำนักนี้ด้วยกัน&lt;br /&gt;อาตมาเกิดความว้าเหว่ใจขึ้นในวันหนึ่งเมื่อนึกถึงว่าตัวเองจะต้องพลัดพรากจากบ้านไป  ทั้งนี้เพราะเมื่อโยมแม่เสียชีวิตไปแล้วนั้นอาตมาเกิดมีความรักความผูกพันอยู่กับน้องชายสองคนคือสนันทะและพิษณุแล้วก็ยังมีทะมูน้องสาวคนเล็กอีกคนด้วย  อาตมาพอเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมาก็ได้ขึ้นไปที่ห้องเล็กติดเพดานบ้านที่เคยใช้เป็นที่เข้าไปปลีกวิเวกศึกษาธรรมะ  หลังจากที่ไปร้องไห้อยู่ในห้องนี้อยู่สองชั่วโมงก็สามารถทำใจได้  ความผูกพันทั้งหลายหายไปจนหมดสิ้น  อาตมามีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องไปแสวงหาพระเป็นเจ้าให้จงได้&lt;br /&gt;“พ่ออยากจะขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย” โยมพ่อกล่าวขณะที่อาตมาไปยืนอยู่เบื้องหน้าหน้าท่านเพื่อขอรับพรก่อนออกเดินทางไป ”ลูกอย่าได้ทอดทิ้งพ่อกับพี่ๆน้องๆของของลูกไปเลยนะ”&lt;br /&gt;“คุณพ่อที่เคารพครับ ผมรักคุณพ่อเป็นที่สุดเกินที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แต่ความรักที่ยิ่งใหญ่กว่าคือความรักของลูกที่มีต่อพระเป็นเจ้าผู้ซึ่งได้ประทานของขวัญคือคุณพ่อที่สมบูรณ์ในโลกนี้ให้แก่ลูก  ให้ลูกไปเถิดครับ สักวันหนึ่งลูกก็จะกลับมาพร้อมกับความเข้าใจเรื่องของพระเป็นเจ้าดียิ่งขึ้น”&lt;br /&gt;เมื่อได้ล่ำลาโยมพ่อที่ท่านให้อนุญาตให้ไปโดยความไม่เต็มใจเรียบร้อยแล้วอาตมาก็ได้ออกเดินทางไปสมทบกับจิเตนทระที่ออกเดินทางล่วงหน้าไปอยู่ที่อาศรมนั้นแล้ว  เมื่ออาตมาเดินทางไปถึงที่อาศรมเรียบร้อยแล้วนั้น  หัวหน้าอาศรมหนุ่มชื่อว่า ท่านสวามีทยานันท์ ได้มาต้อนรับขับสู้อาตมาด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดี  ท่านสวามีเป็นพระร่างสูงและผอมท่าทางเป็นนักคิดเป็นที่ประทับใจของอาตมามาก  ซึ่งดูหน้าตาของท่านแล้วก็เหมือนหน้าตาของพระพุทธเจ้าไม่มีผิด &lt;br /&gt;อาตมาดีใจมากที่บ้านหลังใหม่ที่อาตมาเข้ามาอยู่อยู่นี้มีห้องติดเพดานอยู่ด้วย ซึ่งในห้องนี้อาตมาได้เข้าไปนั่งในช่วงอรุณขึ้นและในช่วงเช้าๆ พวกสมาชิกที่อยู่ในอาศรมซึ่งมีความรู้งูๆปลาในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิมีความคิดว่าอาตมาควรจะใช้เวลาทั้งหมดอยู่กับงานธุรการของอาศรม  พวกเขาจะคอยพูดจายกย่องชมเชยเมื่ออาตมามาช่วยงานด้านธุรการในสำนักงานของอาศรม&lt;br /&gt;“อย่าพยายามเข้าหาพระเป็นเจ้าให้เร็วไปนักเลยคุณ” คือคำเยาะเย้ยจากปากของเพื่อนในสำนักคนหนึ่งที่ติดตามอาตมาไปอยู่ในห้องติดเพดานในตอนเช้าๆ  พออาตมาได้ยินเช่นนี้ก็ได้ไปพบท่านสวามีทยานันท์ซึ่งขณะนั้นกำลังวุ่นอยู่ในกุฎิหลังเล็กๆที่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำคงคา&lt;br /&gt;“ท่านสวามีครับ ผมไม่เข้าใจเลยว่าผมมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง ผมมานี่เพื่อแสวงหาพระเป็นเจ้า  เว้นจากแสวงหาพระเป็นเจ้านี้แล้วจะให้ผมทำอย่างอื่นเช่นให้ศึกษาลัทธิหรือทำงานใดๆผมจะไม่ยอมทำเป็นอันขาด”&lt;br /&gt;ท่านสวามีซึ่งห่มผ้าสีเหลืองได้เอามือมาลูบตัวเป็นการปลอบใจอาตมา  ท่านได้ช่วยห้ามปรามศิษย์ที่มากระแนะกระแหนอาตมาแล้วกล่าวอบรมสั่งสอนไปว่า “อย่าไปรบกวนมุกุนท์เขานะ เขากำลังทำการศึกษาแนววิธีปฏิบัติในสำนักของเราอยู่”&lt;br /&gt;อาตมาพยักหน้ารับรู้ แต่พวกศิษย์พอออกจากห้องนั้นไปแล้วก็ได้ลืมคำอบรมสั่งสอนนั้นเสียสิ้น  ท่านสวามีทยานันท์ได้หันมาเทศนาอาตมาต่อไปว่า&lt;br /&gt;“มุกุนท์   หลวงพ่อเห็นพ่อของเธอส่งเงินมาให้เธอใช้เป็นประจำ  เอาเงินนั้นส่งคืนไปให้พ่อของเธอได้แล้ว  เพราะว่าเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันเมื่อมาอยู่ที่นี่   อีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำเธอก็เกี่ยวกับเรื่องอาหาร  แม้ว่าเธอจะหิวอย่างไร เธอก็จะต้องไม่บ่น”&lt;br /&gt;ท่านสวามีจะเห็นความหิวของอาตมาปรากฏทางสีหน้าหรืออย่างไรอาตมาไม่ทราบได้   อาตมาทราบแต่ว่าอาตมาหิวมากจริงๆ เพราะเมื่อมาอยู่ที่อาศรมนี้กว่าจะได้กินอาหารมื้อแรกก็ปาเข้าไปถึงเวลาเที่ยงวัน  เมื่อตอนที่อาตมาอยู่ที่บ้านเคยรับประทานอาหารเช้าตั้งแต่เวลาเก้าโมงเช้า  &lt;br /&gt;สมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวไปกับอาตมาเมื่อออกมาจากบ้านที่กัลกัตตาก็คือเครื่องรางของพระที่โยมแม่มอบให้แก่อาตมาก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต  อาตมารักษามันไว้เป็นอย่างดีมาหลายปีแล้ว  เมื่อมาอยู่ที่อาศรมแห่งนี้ก็ได้เอาไปซ่อนไว้ที่ห้องพักในอาศรมของอาตมา    แต่พอเช้าวันหนึ่งกะว่าจะไปดูพอได้ชื่นใจ ได้เปิดกล่องออกมาดู  ทั้งๆที่กล่องนั้นปิดสนิทแต่ปรากฏว่าเครื่องรางนั้นได้อันตรธานไปไหนเสียแล้ว  อาตมาตรวจสอบดูแล้วดูอีกก็ไม่พบมันเสียแล้ว  มันได้หายไปสมดังคำพยากรณ์ของพระที่บอกว่ามันจะหายไปเมื่อท่านเรียกมันกลับไป&lt;br /&gt;สัมพันธภาพระหว่างอาตมากับศิษยานุศิษย์ของท่านสวามีทยานันท์เสื่อมทรามลงอย่างหนัก  เพราะอาตมาไม่สนใจงานด้านธุรการในสำนักงาน อาตมายังมุ่งมั่นแน่วแน่ที่จะปฏิบัติสมาธิตามอุดมคติที่อาตมามุ่งหวังไว้เมื่อออกจากบ้านและสละโลกออกมา  สิ่งนี้แหละที่ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากทุกๆด้าน&lt;br /&gt;อาตมาเลยใจคอไม่ค่อยดีก็ได้เข้าไปอยู่บนห้องติดเพดาน ตั่งใจแน่วแน่ว่าจะพร่ำภาวนาอยู่จนกว่าจะได้รับคำตอบจากพระเป็นเจ้า&lt;br /&gt;“ข้าแต่พระแม่เจ้า  จงมาสอนข้าพเจ้าโดยผ่านทางนิมิตของท่านด้วยเถิด หรือมิฉะนั้นก็ได้โปรดส่งคุรุมาให้ข้าพเจ้าก็ได้”&lt;br /&gt;อาตมาพร่ำภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง โดยที่มิได้รับคำตอบใดๆจากพระเป็นเจ้า  แต่ฉับพลันนั้นเองอาตมามีความรู้สึกเหมือนว่าร่างกายถูกยกขึ้นสู่อวกาศที่เวิ้งว้างไร้ขอบเขต&lt;br /&gt;“คุรุของเจ้าจะได้พบกับเจ้าในวันนี้แล้ว” เสียงเทพผู้หญิงดังก้องมาจากทุกสารทิศ&lt;br /&gt;ประสบการณ์ลี้ลับนั้นถูกรบกวนจากเสียงร้องเรียกของคนที่อยู่ใกล้ๆ เป็นเสียงของเจ้าชายหนุ่มที่มีสมัญญาว่าฮาบูที่ร้องเรียกอาตมาจากโรงครัวครัวข้างล่าง&lt;br /&gt;“มุกุนท์ เธอเลิกเข้าสมาธิได้แล้ว  ตอนนี้เธอจะต้องลงมาทำงานให้อาศรม”&lt;br /&gt;ถ้าเป็นวันอื่นอาตมาก็จะตอบปฏิเสธไปด้วยความโกรธที่มาคนมารบกวน  แต่วันนี้อาตมาได้แต่เอามือปาดน้ำตาแห่งความปีติออกจากใบหน้าและเชื่อฟังตามที่เขาเรียกให้ไปทำงาน  อาตมากับฮาบูก็ได้เดินทางไปที่ตลาดย่านคนเบงคาลีของเมืองพารณสี  ตอนนั้นดวงอาทิตย์โคจรอยู่ตรงศีรษะพอดีทำให้อากาศร้อนมากขณะที่เราเดินจ่ายตลาดอยู่นั้น  เราต้องบุกฝ่าวงล้อมของบรรดาพวกแม่บ้าน  พวกกรรมกรคนงาน  พวกพระสงฆ์องค์เจ้า  พวกแม่หม้ายสวมชุดขาว พวกพราหมณ์ และฝูงวัวที่คนอินเดียนับถือว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์  ขณะที่อาตมากับฮาบูกำลังเดินจ่ายตลาดอยู่นั้นเองอาตมาได้หันไปมองที่ตรอกแคบๆแห่งหนึ่งเข้าพอดี&lt;br /&gt;ก็ได้แลเห็นชายศักดิ์สิทธิ์อยู่ในชุดผ้าเหลืองเป็นพระนิกายสวามียืนนิ่งอยู่ที่ปากตรอก  อาตมามีความรู้สึกว่าเคยพบปะคุ้นเคยกับท่านมาตั้งแต่หนหลังในทันที อาตมาหันกลับไปมองท่านถึงสามครั้งและท่านก็มองมาที่อาตมาเช่นกัน&lt;br /&gt;“เจ้าคงสับสนเข้าใจว่าอนาคาริกรูปนี้เป็นพระรูปหนึ่งที่เจ้าเคยรู้จักมาก่อน” อาตมาคิดในใจ “ อย่าไปสนใจเลยนะ เดินต่อไปเถิด”&lt;br /&gt;หลังจากนั้นอีกสิบนาทีอาตมาก็มีความรู้สึกเป็นเหน็บที่เท้า   รู้สึกหนักมากเหมือนกับว่ามันได้กลายเป็นหินไปเสียแล้ว   มันไม่สามารถพาอาตมาเดินได้ต่อไป พอถึงตอนนี้อาตมาก็ได้หันไปมองกลับมา  เท้าทั้งสองของอาตมาก็กลับเดินได้เป็นปกติ  แต่พออาตมาหันไปในทิศทางตรงกันข้าม  เท้าทั้งสองก็หนักจนก้าวต่อไปไม่ไหวเช่นเดิม ”นักบวชรูปนั้นเป็นแม่เหล็กดึงดูดเราให้เข้าไปหาท่านเป็นแน่”  อาตมานึกในใจ  อาตมารีบเข้าไปคว้ามือของฮาบูเอาไว้  ฮาบูเห็นอาการก้าวเท้าไม่ออกของอาตมาก็นึกสงสัย และก็ได้ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา“เป็นอะไรไปล่ะ เธอเป็นบ้าไปแล้วหรือ”&lt;br /&gt;อาตมาไม่มีอารมณ์ที่จะตอบคำถามนั้น ได้แต่เร่งสาวเท้าผละเดินออกไปอย่างรวดเร็ว  อาตมารีบเดินไปจนถึงตรอกแคบๆนั้น พลางสายตาก็ได้จับจ้องอยู่ที่ร่างนักบวชที่จ้องมองมาที่อาตมาเช่นเดียวกัน  พอไปถึงอาตมาก็สาวเท้าไปสองสามก้าวแล้วก็ไปหมอบลงที่เท้าทั้งสองของท่าน&lt;br /&gt;“ท่านคุรุเทพ” อาตมาอุทานขึ้น   ใบหน้าของท่านคือใบหน้าของบุคคลที่อาตมาเคยเห็นในภาพนิมิตมานับพันครั้งแล้ว  &lt;br /&gt;“โอลูกเอ๋ย ลูกมาหาหลวงพ่อแล้ว” คุรุของอาตมากล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยภาษาเบงคาลี เสียงของท่านสั่นเครือด้วยความสุข ”หลวงพ่อรอลูกมาหลายปีแล้ว”&lt;br /&gt;เราสองคนตกอยู่ในความเงียบไม่มีเสียงใดเปล่งออกมา  มีแต่พลังอำนวยอวยพรออกมาจากใจของคุรุสู่ใจของศิษย์    อาตมามีความรู้สึกว่าคุรุของอาตมารู้จักพระเป็นเจ้าและก็จะนำอาตมาไปสู่พระองค์ได้ด้วย &lt;br /&gt;ท่านคุรุจูงมืออาตมาไปที่บ้านหลังหนึ่งที่ย่านรานะมาฮาลเมืองพาราณสี  ท่านคุรุมีร่างกายแบบนักกีฬาและการก้าวเท้าเดินของท่านก็ดูหนักแน่น   ตัวของท่านสูงตัวตั้งตรงมีอายุราวห้าสิบห้าปีในช่วงเวลานี้ แต่ก็ยังดูกระฉับกระเฉงมีพละกำลังดีเหมือนกับคนหนุ่มๆ  ตาของท่านกลมโตส่อแววว่าฉลาดเฉลียว  ผมของท่านม้วนเป็นลอนรับกับใบหน้าที่แสดงออกถึงความมีพลัง  แต่ความมีพลังนี้ก็สมผสานไปกับความอ่อนโยนของท่าน&lt;br /&gt;ขณะที่เราเดินไปที่ระเบียงบ้านที่หันหน้าไปทางแม่น้ำคงคานั้น ท่านคุรุก็ได้กล่าวอาตมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความรัก&lt;br /&gt;“หลวงพ่อจะมอบอาศรมรวมทั้งสมบัติทุกอย่างของหลวงพ่อให้แก่ลูก”&lt;br /&gt;“หลวงพ่อครับ ผมมาเพื่อแสวงหาดวงปัญญาและการเข้าถึงพระเป็นเจ้า  สมบัติเหล่านั้นเป็นของหลวงพ่อ   ผมจะช่วยดูแลให้เอง”&lt;br /&gt;ตอนนี้เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินพอดี ท่านคุรุได้กล่าวขึ้นด้วยดวงตาที่ส่อแววแห่งความรักเหลือที่จะพรรณนา&lt;br /&gt;“หลวงพ่อขอมอบความรักที่ปราศจากเงื่อนไขนี้ของหลวงพ่อให้แก่ลูก”&lt;br /&gt;มันเป็นคำพูดที่มีค่าอย่างมหันต์  แต่เวลาผ่านไปถึง ๒๕ ปีก่อนที่อาตมาจะสามารถพิสูจน์ความรักของท่านคุรุได้  ท่านมีคำพูดที่ไพเราะและมีจิตใจที่กว้างขวงดุจมหาสมุทรจริงๆ&lt;br /&gt;“ลูกให้ความรักแบบที่ไม่มีเงื่อนไขนี้ของลูกกับหลวงพ่อได้หรือไม่” ท่านคุรุพูดขณะจ้องหน้าอาตมา&lt;br /&gt;“ท่านคุรุเทพครับ  ผมจะรักหลวงพ่อชั่วนิจนิรันดร์”&lt;br /&gt;“ความรักธรรมดานั้นเป็นความเห็นแก่ตัว มีรากเหง้าอยู่ที่ตัณหาและการสนองความอยาก  ส่วนความรักแบบเทพนั้นเป็นความรักที่ปราศจากเงื่อนไข  ปราศจากพรมแดน  ปราศจากการเปลี่ยนแปลง   ความกลับกลอกของใจมนุษย์จะหมดสิ้นไปเมื่อมันได้สัมผัสกับความรักที่บริสุทธิ์นี้” ท่านคุรุกล่าวเสริม “หากลูกพบว่าหลวงพ่อพลัดออกจากสภาวะเข้าถึงพระเป็นเจ้านี้แล้ว  ก็ขอลูกได้ช่วยประคองศีรษะหลวงพ่อขึ้นนอนหนุนอยู่บนตักของลูกและช่วยนำหลวงพ่อกลับมาสู่พระเป็นเจ้าที่เราทั้งสองคนเคารพบูชาด้วยเถิด”&lt;br /&gt;เมื่อความมืดเข้ามาปกคลุมท่านคุรุก็ได้ลุกขึ้นยืนแล้วพาอาตมาเดินไปที่ห้องๆหนึ่งข้างในบ้าน ขณะที่เรารับประทานมะม่วงและผลแอลมอนด์กันอยู่นั้นท่านคุรุก็ได้สนทนากับอาตมาไปด้วย  อาตมารู้สึกประทับใจไปกับความฉลาดเฉียบแหลมที่ผสมผสานไปกับความอ่อนน้อมถ่อมตนของท่าน&lt;br /&gt;“อย่าได้เศร้าโศกเสียใจที่เครื่องรางนั้นอันตรธานไปเลย  มันได้ทำหน้าที่ของมันจนบรรลุวัตถุประสงค์ไปแล้ว” ท่านคุรุพูดขึ้นเหมือนกับว่ามีกระจกวิเศษสามารถใช้สะท้อนชีวิตของอาตมาได้ทั้งหมด&lt;br /&gt;“ท่านคุรุครับ  เมื่อได้มาอยู่ต่อหน้าท่านอย่างนี้ผมมีความสุขเหลือเกิน”&lt;br /&gt;“มันถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อลูกมาอยู่ที่อาศรมแล้วลูกก็จะมีความสุขกว่านี้”&lt;br /&gt;อาตมาไม่ได้เปิดเผยถึงชีวิตของตัวเองให้ท่านคุรุได้ฟัง  แต่ท่านก็สามารถล่วงรู้ได้เสมือนหนึ่งว่าท่านมีจักษุทิพย์&lt;br /&gt;“ลูกควรจะกลับไปที่กัลกัตตาก่อน  จะจากญาติพี่น้องไปไหนได้อย่างไร”&lt;br /&gt;คำชี้แนะของท่านไม่เป็นที่สบอารมณ์ของอาตมาเลย  เพราะมันจะไปเหมือนกับคำพยากรณ์ของครอบครัวของอาตมาว่าถึงอย่างไรอาตมาก็ต้องกลับบ้านแน่ๆ   ทางบ้านเคยเขียนจดหมายมาบอกให้อาตมากลับหลายหนแต่อาตมาไม่ตอบจดหมายเหล่านั้น “ปล่อยให้นกน้อยมันเหินบินไปในท้องฟ้าแห่งอภิปรัชญานั้นเถิด” โยมพี่อนันต์กล่าว “ปีกของมันก็ละล้าเมื่อเหินขึ้นสู่บรรยากาศที่สูงมากๆ  เราก็คอยดูตอนที่มันเหินบินกลับบ้านก็แล้วกัน  ตอนนั้นมันก็จะห่อปีกบินกลับคืนสู่รังที่บ้านของเรา “  คำพูดเปรียบเทียบนี้ยังฝังอยู่ในใจของอาตมาอยู่เสมอ   อาตมาได้แต่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมห่อปีกเหินบินกลับไปทางกัลกัตตาเป็นอันขาด&lt;br /&gt;“ท่านคุรุครับ  ถึงอย่างไรผมก็จะไม่กลับบ้าน   แต่ผมจะทำตามคำแนะนำของท่าน  ขอท่านได้โปรดบอกชื่อและที่อยู่ของท่านแก่ผมด้วยเถิดครับ”&lt;br /&gt;“หลวงพ่อชื่อสวามี ศรี ยุกเตศวร คิรี อาศรมใหญ่ของอาตมาอยู่ที่เมืองเซรัมโปร์ที่ตรอกไรฆัตเลน  หลวงพ่อมาที่นี่เพื่อจะเยี่ยมโยมมารดาของอาตมาเพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง”&lt;br /&gt;อาตมารู้สึกประหลาดใจที่พระเจ้ามาเล่นละครกับผู้ภักดีอย่างนี้  เพราะว่าเมืองเซรัมโปร์นั้นอยู่ห่างจากกัลกัตตาแค่ 12 ไมล์เท่านั้นเอง  ซึ่งอาตมาก็เคยไปย่านนั้นมาเหมือนกันแต่ก็ไม่เคยได้พบปะท่านคุรุของอาตมาเลย  เราได้เดินทางไปกันที่เมืองกาสีอันเป็นเมืองโบราณที่ประทับอยู่ในความทรงจำของท่านลาหิริ มหาสัย  และก็ที่เมืองนี้อีกเหมือนกันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ท่านศังการาจารยะ   และ โยคีอื่นๆอีกหลายท่านเคยเดินทางมาประทับรอยบาทของท่านไว้ที่แผ่นดินแห่งนี้&lt;br /&gt;“ลูกจะได้กลับมาหาหลวงพ่ออีกภายในสี่สัปดาห์นี้”  เป็นครั้งแรกที่ท่านคุรุ ศรียุกเตศวรพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขึงขัง “หลวงพ่อได้บอกกับลูกไปแล้วว่าว่าหลวงพ่อมีความรักนิรันดรอยู่กับลูกและก็ได้แสดงว่ามีความสุขที่ได้พบกับลูก ตอนนี้ลูกจะรู้สึกมีอิสระที่จะไม่ต้องปฏิบัติตามคำขอร้องของหลวงพ่อ  ทว่าครั้งต่อไปที่เราได้พบกัน  ลูกก็จะมาพูดกระตุ้นความสนใจของหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง  แต่หลวงพ่อก็จะยังไม่รับลูกเป็นลูกศิษย์อย่างง่ายดาย  แต่ลูกจะต้องแสดงความเชื่อฟังและปฏิบัติตามการฝึกฝนอย่างเคร่งครัดของหลวงพ่อเสียก่อน”&lt;br /&gt;อาตมาได้แต่ฟังๆไปอย่างนั้นเองแต่ยังมีความหัวแข็งเหมือนอย่างเดิม  ท่านคุรุอ่านใจของอาตมาออกอีกเช่นเคย&lt;br /&gt;“ลูกอย่าได้กลัวไปว่าพวกญาติพี่น้องเขาจะหัวเราะเยาะลูกเลย”&lt;br /&gt;“ถึงอย่างไรผมก็ไม่กลับ”&lt;br /&gt;“แต่ลูกจะกลับมาแน่ภายในสามสิบวันนี้”&lt;br /&gt;“ไม่มีทาง”&lt;br /&gt;ความตึงเครียดจากการสนทนาได้ผ่อนคลายลง อาตมาก็ได้ก้มลงทำความเคารพลงที่เท้าทั้งสองของท่านคุรุแล้วก็ลาจากมา   เมื่อเดินกลับมาที่อาศรมของท่านสวามีทยานันท์ในตอนกลางคืนที่มืดๆ อาตมาคิดมาตลอดทางว่าทำไมการพบปะระหว่างอาตมากับท่านคุรุจึงลงเอยด้วยความไม่เข้าใจกันอย่างนี้  เห็นจะเป็นเพราะอิทธิพลของมายาที่มันมักจะมาคอยถ่วงดุลระหว่างความสุขกับความทุกข์ไว้เสมอกระมัง  &lt;br /&gt;ในเช้าวันรุ่งขึ้นอาตมาสังเกตเห็นท่าทีที่เป็นศัตรูมีเพิ่มมากยิ่งขึ้นในหมู่สมาชิกของอาศรม  พวกเขากล่าววาจาเยาะเย้ยถากถางอาตมาครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้นเวลาผ่านไปได้สามสัปดาห์ ท่านสวามีทยานันท์เดินทางจากอาศรมไปประชุมที่เมืองบอมเบย์  ก็เกิดเรื่องปวดหัวเกิดขึ้นกับอาตมาในทันที&lt;br /&gt;“มุกุนท์เป็นกาฝากสังคม ได้รับความเอื้อเฟื้อจากอาศรม แต่ไม่ยอมทำสิ่งใดเป็นการตอบแทนบ้าง” ข้าพเจ้าแอบได้ยินพวกคนในอาศรมพูดกัน  ทำให้อาตมารู้สึกเสียใจเป็นครั้งแรกที่ยอมเชื่อฟังเขาโดยยอมส่งเงินคืนไปให้โยมพ่อ  อาตมาคิดหนักจึงได้หันหน้าไปปรึกษาหารือกับเพื่อนจิเตนทระของอาตมา&lt;br /&gt;“ฉันจะไปจากที่แล้ว  ขอให้ช่วยเรียนฝากความระลึกถึงท่านสวามีทยานันท์เมื่อท่านกลับมาด้วยนะ”&lt;br /&gt;“ฉันก็จะไปจากที่นี่เหมือนกัน ความพยายามที่จะเข้าสมาธิของฉันที่นี่ไม่มีอะไรดีขึ้นมาเหมือนกับของเธอนั่นแหละ”จิเตนทระกล่าวด้วยความเด็ดเดี่ยว&lt;br /&gt;และแล้วนกน
